จะทำยังไงให้กรุงเทพฯ ชีวิตดี ๆ ที่ลงตัวไม่ใช่เรื่องขายฝัน มาฟังคนธรรมดาที่ลุกขึ้นมาทำงานเล่าเบื้องหลังมิติปัญหาของกรุงเทพฯ เมืองที่ชีวิตไม่ดี และไม่มีความลงตัวกัน

สรุป Twitter Space ย้อนหลังก่อนการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. เราชวนภาคประชาชนที่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงเมืองด้วยทักษะและเครื่องมือใหม่ๆที่มีอยู่ พัฒนาคุณภาพชีวิตของคนกทม.ให้ดียิ่งขึ้น ทั้ง คุณตั้ม สันติชัย อาภรณ์ศรี บรรณาธิการ Rocket Media Lab  คุณวิช กรวิช ขวัญอารีย์ จาก STRN Citizen Lab (สาธารณะ : SATARANA)  คุณที ธีระพงศ์ แสงลาภเจริญกิจ ผู้ประสานงานการปฏิวัติเมืองยั่งยืน และ คุณโบนัส อัลลิยา เหมือนอบ จาก กรีนพีซ ประเทศไทย มาพูดคุยถึงงานที่กลุ่มทำและสิ่งที่อยากจะฝากถึงผู้ว่าฯกทม.คนใหม่จากการเลือกตั้ง ในฐานะตัวแทนของคนกทม.ที่จะเข้ามาพัฒนา ปรับปรุงคุณภาพชีวิตเราให้ดียิ่งขึ้น 

Twitter Space ครั้งนี้เราพูดคุยกันใน 3 ประเด็นหลักที่เป็นปัญหาที่คนกรุงกำลังเจออยู่ ได้แก่ ปัญหาน้ำท่วม การขนส่งสาธารณะ และ ฝุ่นPM2.5 

ฝนถล่มกทม. เมืองกลายเป็นอัมพาตก่อนการเลือกตั้ง

ฝนตกในกทม.ทีไร ทำเอาคนเมืองเซ็งกันไปตาม ๆ กัน เพราะถ้าเลือกเดินทางโดยใช้ขนส่งสาธารณะก็จะเจอสิ่งที่ (ไม่ได้) อำนวยความสะดวกต่อการเดินทางในช่วงฝนตกเลย เช่น ป้ายรถเมล์ที่ยืนหลบฝนไม่ได้ มีรถเมล์หลายสายวิ่งบนถนนไม่ได้โดยเฉพาะรถรุ่นใหม่ที่เป็นรถเมล์ชานต่ำ ถึงแม้ว่ารถเมล์ชานต่ำจะนำเข้ามาเพื่ออำนวยความสะดวกกับผู้โดยสารทุกกลุ่มแต่กลายเป็นว่าพอเกิดน้ำท่วมจากฝนตกแบบนี้ น้ำก็จะไหลเข้ารถและเครื่องยนต์

กรุงเทพฯ เมืองเสี่ยงจมจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

รายงานของ กรีนพีซ เอเชียตะวันออก คาดการณ์ถึง 7 เมืองเศรษฐกิจชายฝั่งทั่วเอเชียที่อาจเสี่ยงได้รับผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ โดยหนึ่งในนั้นคือกรุงเทพมหานคร ระบุว่าเมืองชายฝั่งทั่วเอเชียกำลังเจอกับความเสี่ยงจากน้ำท่วมมากขึ้น เนื่องจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นและพายุโซนร้อนที่เข้มข้นมากขึ้น

โดยคาดการณ์ว่าพื้นที่กว่า 96% ของกทม. อาจเสี่ยงต่อน้ำท่วมจากผลกระทบของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ จาก 10 ปีที่ผ่านมาในฤดูฝนเมื่อฝนตกหนักเกิน 70 – 100 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง น้ำฝนจะท่วมขังในบางพื้นที่ หากกทม.ไม่สามารถระบายน้ำออกได้ทันเวลา และถ้าในช่วงเวลาดังกล่าวเกิดปรากฎการณ์น้ำทะเลหนุนสูงขึ้นพร้อมกันอีก การระบายน้ำออกสู่ทะเลจะทำได้ยากลำบากมากขึ้น

กทม. มีโอกาสจะโดนน้ำท่วมมากขึ้น รวดเร็วขึ้นและบ่อยขึ้น กรีนพีช ประเทศไทย เห็นว่าแนวคิดที่สำคัญของการรับมือกับปัญหา การป้องกันปัญหา การแก้ไขปัญหา และการอยู่กับปัญหา กรุงเทพมหานครจำเป็นที่ต้องปรับวิธีการการบริหารจัดการและการดำเนินการทางสิ่งแวดล้อมระดับพื้นที่เมืองอย่างเร่งด่วน

More than one hundred people including youth and tourists have participated in the Climate Strike in Bangkok, marching around Lumpini park to call on Thai government to urgently tackle the climate emergency crisis.
They also perform a die-in.
The activity is part of the 4th Global Climate Strike.

กรุงเทพฯ กับการแก้ไขน้ำรอระบาย

“สิ่งที่น่าสนใจในเรื่องน้ำท่วมสำหรับเราคือ สิ่งที่คุณอัศวินพูดเรื่องจำนวนจุดเสี่ยงที่ลดจริงไหม ซึ่งจริง แต่เราต้องดูด้วยว่าข้อมูลนั้น 100% หรือยัง? จุดเสี่ยงและจุดเฝ้าระวังที่คุณอัศวินบอกนั้นอยู่ที่ถนนสายหลักเท่านั้นไม่ใช่ทั้งกทม. ซึ่งจุดเสี่ยงและจุดเฝ้าระวังไม่ได้มีแค่ที่ถนนสายหลัก แต่มีจุดเฝ้าระวังรายเขตที่บางเขตปล่อยข้อมูล แต่บางเขตไม่ปล่อย รวม ๆ แล้ว 300 กว่าจุด มากกว่าที่คุณอัศวินรายงานแน่นอน” – สันติชัย อาภรณ์ศรี บรรณาธิการ Rocket Media Lab

หากพูดถึง จุดเสี่ยง จุดเฝ้าระวัง น้ำท่วมในกทม. มีการรายงานถึงจุดเสี่ยงของน้ำท่วมเพียงแค่บริเวณถนนสายหลักเท่านั้น แต่ยังมีจุดเสี่ยงและจุดเฝ้าระวังในรายเขต ซึ่งเพียงบางเขตเท่านั้นที่เผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณะ จึงไม่สามารถรายงานข้อมูลได้ทั้งหมด ในบางพื้นที่ก็ไม่ถูกนับรวมกับจุดเสี่ยงและจุดเฝ้าระวังเนื่องจากเป็นพื้นที่ของเอกชน

กรีนพีซเองมีข้อเสนอต่อประเด็นปัญหาน้ำท่วมว่า ​​กทม.ควรมี ‘การปรับและรื้อฟื้นระบบนิเวศเมือง’ มาเป็นเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาการจัดการน้ำ ไม่ใช่แค่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการระบายน้ำลงสู่ทะเลเท่านั้น เพราะเมื่อน้ำทะเลหนุนสูง การระบายน้ำในพื้นที่กทม.ออกสู่ทะเลจะทำไม่ได้ และจะถูกน้ำทะเลผลักดันเข้าสู่พื้นที่มากขึ้น

แก้ปัญหารถติดด้วยการเอา ‘คน’ เป็นตัวตั้ง

“เวลาเราพูดว่ารถติดเราก็จะรีบไปแก้ปัญหาเฉพาะเรื่องรถติด แต่อยากให้มองอีกมุมหนึ่งคือให้มองว่ามันคือการเดินทาง การทำอย่างไรให้คนสามารถเดินทางได้มากขึ้น” – วิช กรวิช ขวัญอารีย์ STRN Citizen Lab

เพราะผังเมืองของกรุงเทพฯ เป็นซูเปอร์บล็อกหรือบล็อกขนาดใหญ่ ถนนหลักค่อนข้างห่างกัน มีตรอกซอกซอยเยอะมากซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นซอยตัน ดังนั้นเวลาที่เราเดินทาง ตัวเราก็จะอยู่ห่างไกลจากขนส่งสาธารณะ เช่น รถเมล์ รถไฟฟ้า เพราะเหตุผลนี้หลายคนจึงต้องเสียเงินค่าเดินทางหลายต่อ (เช่น ต้องขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ก่อนต่อด้วยรถไฟฟ้าและต่อด้วยรถเมล์) ทำให้การเดินทางแต่ละครั้งเราถึงรู้สึกเหนื่อยล้าและไม่คุ้มค่า นำไปสู่การตัดสินใจซื้อรถส่วนบุคคล และเลือกที่จะขับรถไปทำงาน ซึ่งซ้ำเติมปัญหารถติดให้หนักขึ้นอีกนอกจากนี้ยังมีประเด็นโครงสร้างของถนนที่ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มเส้นทางการจราจรอีกด้วย 

ส่วนแผนพัฒนากทม.ก็พัฒนาด้วยการตัดถนนไปเรื่อยๆ แต่ไม่มีการวางแผน ผังเมืองที่มีก็ไม่ได้เป็นกฎหมายผังเมืองที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม จราจร เป็นต้น ปกติแผนพัฒนาขนส่งมวลชนหลักของกทม.จะอยู่ที่รถเมล์เรื่อยมา จนกระทั่งสมัยผู้ว่าอภิรักษ์มีการปรับเปลี่ยนไปโฟกัสที่รถไฟฟ้าเป็นระบบขนส่งมวลชนหลักแทน สิ่งที่ถูกทิ้งไปจึงเป็นรถเมล์ ทั้งๆ ที่รถเมล์ สามารถเข้าถึงและมีผู้ใช้งานที่มากกว่าหลายเท่าตัว

ฝุ่น
ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยแบบธรรมดาขณะนั่งรถเมย์ บริเวณสวนจตุจักร ในวันที่กรุงเทพมหานครมีฝุ่นละอองคล้ายหมอกควันปกคลุมในหลายพื้นที่ ในวันนี้กรมควบคุมมลพิษได้รายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑลว่าบริเวณพื้นที่ริมถนน 20 พื้นที่ มีคุณภาพอากาศอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ

คุณตั้ม สันติชัย แชร์ว่าข้อมูลที่ได้มาจากการสำรวจสายรถเมล์พบว่า คลองสามวา เขตนอกสุดของกรุงเทพฯ ซึ่งมีจำนวนประชากรรองเป็นอันดับสองของจังหวัด แต่มีรถเมล์มีเพียง 2 สาย ส่วนเขตทุ่งครุ ลาดกระบัง ลาดพร้าว หนองจอก ในพื้นดังกล่าวมีประชากรเกิน 100,000 คน แต่เข้าถึงขนส่งสาธารณะส่วนกลางอย่างรถเมล์ได้เพียงแค่ไม่กี่สาย

นอกจากนี้ปัญหาการทำงานแบบแยกส่วนของราชการ ยังทำให้กทม.ไม่สามารถแก้ปัญหารถติดได้อย่างมีประสิทธิภาพ 


“ยังมีปัญหาการแยกส่วนกันทำงาน แยกส่วนกันถือข้อมูลทำให้การขับเคลื่อนอะไรสักอย่างเพื่อแก้ปัญหาขนส่งมวลชนเป็นเรื่องยาก เราไม่มี Big Data ที่รวมข้อมูลทุกอย่างเอาไว้ที่เดียว ซึ่งผู้ว่าฯกทม.และทีมทำงานที่จะเข้ามาทำงานในอนาคตจะต้องเจอปัญหานี้แน่ๆ” –  วิช กรวิช ขวัญอารีย์

ทางเท้าสุดพัง เพราะกทม. ไม่เคยมีแผนการปฏิรูปทางเท้า

ข้อมูลจาก Rocket Media Lab ที่น่าสนใจและสะท้อนให้เห็นว่าทำไมทางเท้าในพื้นที่กทม. จึงมีปัญหาและไม่ตอบโจทย์ต่อคนใช้เลย นั่นก็เพราะกรุงเทพฯไม่เคยมีแผนการปฏิรูปทางเท้าเลย เพิ่งมามีแผนเล็ก ๆ สมัยอดีตผู้ว่าฯ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ซึ่งคุณตั้มให้ความเห็นว่า ทั้ง ๆ ที่ทางเท้าเกิดขึ้นมาพร้อมกับถนนแต่กทม.ไม่เคยมีแผนดูแลพัฒนาทางเท้า สังเกตได้จากงบประมาณการพัฒนาทางเท้าที่มีน้อยมาก ๆ

“วิธีการซ่อมทางเท้าหรือสะพานลอย มันเป็นการทำงานภายใต้สำนักงานเขตนั้น ๆ และทั้งปีสำนักงานเขตมีเงินซ่อมให้อยู่แค่ 2 ล้านบาท และด้วยระบบราชการจะไปซ่อมเลยก็ไม่ได้ เพราะไม่มีพนักงาน ต้องยื่นเสนอโครงการการซ่อมแซมให้บริษัทรับประมูลไป มันถึงซ่อมช้า ถ้าคุณไม่รู้ว่าปัญหามันอยู่ตรงไหน เช่น กระบวนการที่ซับซ้อน แล้วไม่แก้ปัญหาตรงนั้น กทม. ก็ไม่มีทางเป็นเมืองในฝันได้”  – สันติชัย อาภรณ์ศรี 

เมื่อรัฐงง ประชาชนจึงลงมือทำเอง

ทั้ง Rocket Media Lab และ สาธารณะ เป็นกลุ่มคนธรรมดาที่อยากแก้ปัญหาเรื่องขนส่งสาธารณะในกทม. ทั้งคู่ อย่าง Rocket Media Lab จะโฟกัสไปที่รถเมล์ ในกรุงเทพมีรถเมล์ทั้งหมดกี่สายแต่ละสายวิ่งเส้นไหนบ้าง แต่ละเส้นทางอยู่ในเขตใดบ้าง เพื่อสำรวจการเข้าถึงและปัญหาการเข้าไม่ถึงว่าเกิดจากสาเหตุอะไร ส่วนกลุ่มสาธารณะก็จะมีเพื่อน ๆ กลุ่มย่อยชื่อ MAYDAY! เป็นกลุ่มที่สนใจแก้ปัญหาระบบขนส่งสาธารณะด้วยการเอาข้อมูล (Data) และความคิดสร้างสรรค์มาช่วย การรวมกลุ่มของคนเหล่านี้เกิดจากความตั้งใจที่อยากเห็นคนเลือกใช้ขนส่งสาธารณะเป็นตัวเลือกแรกในการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ โดยไม่ต้องกังวลใจ

แนวทางที่อยากเห็นรัฐแก้ไขเรื่องขนส่งสาธารณะ

จากเดิมที่รัฐแก้ปัญหาโดยให้ความสำคัญกับรถส่วนบุคคล เพิ่มช่องจราจรบนถนน สร้างทางยกระดับ แก้ปัญหาไฟจราจร ก็อยากเห็นการแก้ปัญหาการเดินทางในมุมมองใหม่ คือ

  1. ทำอย่างไรให้คนใช้พื้นที่บนถนนและขนส่งสาธารณะได้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น
  2. ออกแบบและวางแผนการพัฒนาผังเมืองคมนาคม โดยคิดจากหลากหลายวิธีการเดินทางของคนจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง ที่ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่วิธีการเดินทางเพียงวิธีเดียว
  3. รณรงค์ให้มีการใช้ขนส่งทางเลือก เช่น จักรยาน ให้เป็นเส้นทางหลักมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้การใช้รถบนท้องถนนลดลง
  4. ปัจจุบันหลายประเทศมีการแก้ปัญหาโดยลดพื้นที่ของรถส่วนบุคคลลงและเพิ่มช่องทางการจราจรของรถขนส่งสาธารณะ เช่น bus lanes หรือ brt บางประเทศเพิ่มช่องทางการจราจรของจักรยาน เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้งาน

“อยากให้กทม. มี Open Data ของตัวเองในแพลตฟอร์มเดียว หมายถึงการที่กทม. จะมีข้อมูลทุกอย่างที่ประชาชนเข้าถึงได้และประชาชนจะนำเอาข้อมูลนั้นมาสร้างเส้นทางการเดินทางของตัวเองได้” – วิช กรวิช ขวัญอารีย์ 

ยืนงงในดงฝุ่น (PM2.5) กทม. แก้ปัญหามลพิษทางอากาศไม่ตรงจุด

ข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับปริมาณฝุ่น PM2.5 ในแต่ละเขตของกทม. ที่ Rocket Media Lab ตั้งข้อสังเกตไว้คือ เขตวังทองหลางเป็นเขตที่มีฝุ่น PM2.5 สูงสุดแต่วังทองหลางไม่ใช่เขตรถติด และเป็นเขตที่ไม่ได้มีประชากรหนาแน่นขนาดนั้น แสดงว่ามันต้องมีแหล่งกำเนิดของฝุ่นที่ไม่ใช่แค่จากการจราจร มีการชวนนักวิชาการผังเมืองมาช่วยวิเคราะห์หาคำตอบ เพราะเราสงสัยว่าผังเมืองด้านบนและลมมันมีส่วนกับ PM2.5 หรือไม่? อย่างไรก็ตามเราเห็นตรงกันว่ากทม. ไม่ได้มีความจริงจังที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ แม้ว่าการทุ่มงบไปซ่อมบำรุงเครื่องวัดฝุ่นก็เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ยังไม่มีนโยบายที่จะไปแก้ปัญหาที่ต้นทาง มีแค่การรายงานผลว่าวันนี้มีฝุ่น PM2.5 เท่าไร

Heavy traffic on the Phetchaburi road. 
The transport sector is one of the leading causes of air pollution in the country.
Today's air pollution index in Bangkok reached “unhealthy” and “very unhealthy” levels which warn people with respiratory diseases to avoid prolonged outdoor exposure.
© Chanklang Kanthong / Greenpeace

ปัญหาตรงนี้ คุณวิช กรวิช จากสาธารณะ ให้ความเห็นว่า รัฐไม่มีข้อมูลอะไรเลย ถ้ารัฐมีข้อมูลที่ชัดเจนว่าแหล่งกำเนิดมาจากไหนบ้างเราก็สามารถกำหนดนโยบายการจัดการที่มันตรงเป้าได้ ส่วนคุณตั้ม สันติชัย เสริมว่า กทม. ควรมีมาตรการ เช่น ตั้งเป้าหมายของตัวเองว่าจะลดฝุ่นได้เท่าไรในแต่ละปี แล้วถ้าทำไม่ได้ กทม. จะต้องแก้ยังไง ต้องมีภาระรับผิด (accountability) อย่างไร

“รัฐไม่มีข้อมูลอะไรเลย ถ้ารัฐมีข้อมูลที่ชัดเจนว่าแหล่งกำเนิดมาจากไหนบ้างเราก็สามารถกำหนดนโยบายการจัดการที่มันตรงเป้าได้”-  วิช กรวิช ขวัญอารีย์

‘เมืองปลอดฝุ่น’ จะเป็นจริงได้ไหม?

แม้ปัญหา PM 2.5 อาจจะเป็นปัญหาที่ใหญ่เกินกรอบอำนาจของผู้ว่าฯกทม.​ แต่กรีนพีซมองเห็นโอกาสที่ว่า ปัญหานี้แก้ได้โดยเริ่มต้นที่กทม.

กรีนพีซ เสนอข้อเสนอเรื่องการจัดการฝุ่นในกรุงเทพฯ ซึ่งผู้ว่าฯ กทม. สามารถนำไปใช้เป็นแนวนโยบาย เพื่ออากาศที่ดีกว่าเดิมได้ คือ

  • ร่วมกับเครือข่ายและประชาชนจัดทำแผนติดตามการทำงานของกทม.
  • นำร่องเขตพื้นที่ปลอดฝุ่น (Sandbox) พัฒนาโครงข่ายการเดินทางปลอดมลพิษ พัฒนาพื้นที่สีเขียว ห้ามไม่ให้พื้นที่ดังกล่าวมีแหล่งกำเนิดฝุ่น เช่น อุตสาหกรรมที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและรถยนต์ดีเซล
  • ใช้ค่าแนะนำคุณภาพอากาศขององค์การอนามัยโลก(WHO) เพื่อกำหนดนโยบายแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5
  • ทำ Open Data เชื่อมข้อมูลภูมิอากาศแหล่งต่างๆให้แสดงผลแบบ real time และเปิดเป็นข้อมูลสาธารณะ
  • บังคับใช้ผังเมือง (urban planning) อย่างจริงจังสําหรับอาคารที่กําลังจะสร้างใหม่ เพื่อลดปัญหาการสะสมมลพิษทางอากาศในระยะยาว 
Activists hold placards sending message to Thai government to tackle air pollution problem.

Greenpeace Thailand together with EnLaw, EARTH, BioThai, Foundation for Consumers, Friend Zone, Mayday, Climate Strike Thailand and civil society today call on Thai government to take urgent steps to combat the PM2.5 levels in Thailand’s air.

อยากบอกอะไรกับผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

  • อยากให้หน่วยงานรัฐเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ เพื่อที่เราจะได้นำมาปรับใช้ เช่นข้อมูลเรื่องการเดินทาง รวมถึงการอัพเดทแบบเรียลไทม์ ให้ประชาชนได้รู้และแสดงความคิดเห็น เป็นการสื่อสารสองทางเพื่อให้รัฐเอากลับไปพัฒนางานของตัวเอง
  • อยากให้กทม. แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้ตรงจุดมากขึ้น หยุดการทุ่มงบประมาณไปในส่วนที่ไม่จำเป็น เช่น การจัดการขยะในกทม. ซึ่งควรจะต้องจัดการให้ดีกว่าเดิม ไม่ใช่การนำขยะออกจากพื้นที่แล้วไปทิ้งที่จังหวัดอื่น

หลังจาก 22 พฤษภาคม แม้ว่าเราจะได้ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนแล้ว แต่ต้องไม่ลืมว่านี่ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่มันคือจุดเริ่มต้นที่พวกเราจะต้องช่วยกันจับตาดูต่อไปว่า ผู้ว่าฯ กทม. จะทำงานตามนโยบายที่เคยให้ไว้กับประชาชนหรือไม่ โดยเฉพาะมาตรการการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในกรุงเทพมหานคร