Gastech คืออะไร เป็นโฆษณาชวนเชื่อของอุตสาหกรรมฟอสซิลไหม
Gastech เป็นเพียงการประชุมก๊าซ หรือเวทีโฆษณาชวนเชื่อของอุตสาหกรรมฟอสซิล ที่กำลังยืดอายุด้วย data centers?


Gastech คืออะไร
Gastech คืองานนิทรรศการและการประชุมนานาชาติด้านก๊าซนวัตกรรมพลังงาน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ที่ใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของโลก ปีนี้ Gastech ครั้งที่ 54 จะจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 14 -17 กันยายน 2569 คาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วมกว่า 50,000 คน จากกว่า 150 ประเทศ พร้อมบทสนทนาประเด็นใหม่ อย่าง ศูนย์ข้อมูล (Data Center), AI, ไฮโดรเจน และเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS)
พื้นที่นี้คือเวทีอิทธิพลในอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิล ที่กำหนดวาทกรรมต่าง ๆ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทยในระยะยาว
บทบาทอุตสาหกรรมฟอสซิลยักษ์ใหญ่กับงาน Gastech?
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลยักษ์ใหญ่จำนวนมาก อาทิ Shell, TotalEnergies, Eni, ExxonMobil, Cheniere หรือ Vitol ไม่ได้เป็นเพียงผู้เข้าร่วมงาน Gastech แต่ยังเป็นผู้สนับสนุน ผู้จัดแสดง และผู้ร่วมกำหนดทิศทางของการประชุม ผ่านการสนับสนุนด้านงบประมาณ รวมถึงการทำหน้าที่เป็น Governing Body หรือคณะกรรมการกำกับดูแล ด้วยบทบาทดังกล่าว กลุ่มทุนพลังงานเหล่านี้สามารถกำหนดทิศทางบทสนทนาที่เกิดขึ้นได้อย่างครอบคลุม
นอกจากนี้ Gastech ยังได้รับการสนับสนุนจากองค์กรสื่อมวลชน และ สมาคมวิชาชีพต่าง ๆ ที่เข้ามาเป็นพันธมิตร อาทิ Energy Connects และ Oil and Gas Initiative (OGCI) จึงอาจตั้งข้อสังเกตได้ว่า มุมมองที่นำเสนอภายในงานอาจเป็นไปในทางที่สนับสนุนทบาทของการขยายตัวก๊าซฟอสซิล และ LNG ควบคู่กับเทคโนโลยี CCS (Carbon Capture and Storage) ในฐานะทางออกลวง แทนที่จะส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและเป็นธรรม


GasTech 2026 อาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายของไทยอย่างไร?
การจัดงาน Gastech ที่กรุงเทพฯ สอดคล้องกับความพยายามของไทยในการวางบทบาทเป็นศูนย์กลางด้าน LNG ของภูมิภาค “LNG Hub” ทั้งในด้านการนำเข้า การค้า และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานก๊าซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสนับสนุนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงอุตสาหกรรมใหม่อย่างศูนย์ข้อมูล Data Center และ AI
หากงานนิทรรศการ Gastech นำไปสู่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานก๊าซเพิ่มเติม ประเทศไทยอาจเผชิญความเสี่ยงหลายประการ ได้แก่ :
- การชะลอการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและเป็นธรรม หากทรัพยากรและงบประมาณยังคงมุ่งไปที่การขยายอุตสาหกรรมก๊าซในประเทศ
- ข้อตกลงทางการค้าและนโยบายที่ยืดอายุก๊าซและ LNG ออกไปอีกหลายทศวรรษเกิดขึ้นในห้องประชุมโอ่อ่า ขณะที่ชุมชนรอบโครงสร้างพื้นฐานก๊าซอาจต้องแบกรับภาระความสูญเสียและภัยพิบัติอีกยาวนาน
- ภาวะการผูกติดกับระบบคาร์บอนสูง (Carbon Lock-in) จากสัญญาซื้อขายและโครงสร้างพื้นฐาน LNG ที่มีอายุหลายสิบปีและก่อวิกฤตโลกเดือดมากขึ้น
- ความผันผวนของค่าไฟฟ้า จากการพึ่งพาราคา LNG ในตลาดโลก
ผลกระทบต่อชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติตั้งแต่การขุดเจาะต้นทาง กลางน้ำ และปลายน้ำ เช่น จากการขยายท่าเทียบเรือ สถานีรับจ่ายก๊าซ ท่อส่งก๊าซ และความต้องการใช้น้ำและไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Center)
ใครได้ และใครเป็นผู้รับภาระจากงาน Gastech
ใครได้

ภาครัฐ นักลงทุน และบริษัทพลังงานรายใหญ่อาจได้โอกาสทองในการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ ต่อยอดการลงทุนในอุตสาหกรรมก๊าซและ LNG รวมถึงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เช่น CCS ไฮโดรเจน แอมโมเนีย รวมถึงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ Data Center และ AI ซึ่งล้วนเป็นภาคส่วนที่มีบทบาทสำคัญต่อทิศทางการลงทุนด้านพลังงานในอนาคต
ใครเสีย

ชุมชนในพื้นที่อุตสาหกรรม โดยเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่เผชิญผลกระทบสะสมจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมก๊าซฟอสซิลอยู่แล้ว อาจต้องเจอผลกระทบเพิ่มเติบทับซ้อน อาทิ สูญเสียทรัพยากรชายฝั่ง ระบบนิเวศเสื่อมโทรม ผลกระทบต่อสุขภาพ และวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงโดยไม่เต็มใจ
จังหวัดระยองและพื้นที่มาบตาพุดเป็นตัวอย่างที่สะท้อนผลกระทบดังกล่าว ชาวประมงพื้นบ้านต้องเผชิญกับการถมทะเลไปมากกว่า เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน LNG ซึ่งส่งผลต่อแหล่งประมง ถิ่นอาศัยของสัตว์น้ำ และรายได้ของชุมชน ขณะที่กระบวนการชดเชยและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบยังถูกตั้งคำถามถึงความล่าช้าและความเป็นธรรม
นอกจากนี้ ผลกระทบจากก๊าซแผ่ขยายไปไกลกว่าโรงกลั่นและพื้นที่อุตสาหกรรม แต่การลุงทุนในโครงสร้างพื้นฐานก๊าซจะผูกติดประเทศไทยไว้กับพลังงานฟอสซิล ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงและผันผวน ขัดขวางประเทศไทยจาการบรรลุเป้าหมาย NET ZERO, เป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด และยังต้องรับผลกระทบจากวิกฤตสภาพอากาศ อย่างภัยพิบัติหลายแขนงมากขึ้น
ผลกระทบที่เห็นได้แล้วจากโครงการก๊าซฟอสซิล
โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้าน LNG ของประเทศไทย ดำเนินการโดยบริษัท กัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินัล (GMTP) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างกัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ [ถือหุ้นร้อยละ 70] และ พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล (บริษัทในเครือธุรกิจของ ปตท.) [ถือหุ้นร้อยละ 30] นำไปสู่การถมทะเลราว 1,000 ไร่ และก่อสร้างสถานีรับ-จ่าย LNG บนพื้นที่ถมทะเล 200 ไร่
ทะเล 1,000 ไร่ ที่หายไปเคยเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำที่อุดมสมบูรณ์ เมื่อพื้นที่ 1,000 ไร่นี้หายไป จึงส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของกลุ่มประมงพื้นบ้าน [อ่านเพิ่มเติม: รายงานลมหายใจสุดท้ายทะเลระยอง, 2569] ในขณะเดียวกัน กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ และ พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล คือหนึ่งในบริษัทที่ถือบทสำคัญในงาน Gastech
It’s Time to Resist

นักธุรกิจได้กำไร ชุมชนเสียทุนชีวิต วิกฤตความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและหายนะทางสิ่งแวดล้อมที่สังคมไทยกำลังเผชิญ ทั้งค่าครองชีพพุ่งสูง ค่าไฟแพง หรือผลกระทบจากภาวะโลกเดือด (Global Boiling) ล้วนไม่ใช่ความบังเอิญ หากแต่เป็นผลพวงจากการออกแบบโดยกลุ่มผู้มีอำนาจเพียง 1% หรือที่เรียกว่า “กลุ่มคณาธิปไตย” (Oligarchy)
ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลไทยเพื่อยุติการขยายตัวของอุตสาหกรรมฟอสซิล
- หยุดใช้พื้นที่ในประเทศไทยเป็นการประชาสัมพันธ์และสร้างความชอบธรรมให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมฟอสซิล โดยเฉพาะบริษัทพลังงานฟอสซิลและก๊าซฟอสซิลเหลว (LNG) ระดับโลก ซึ่งเป็นผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุด
- หยุดสร้างวาทกรรม “การฟอกเขียว” (Greenwashing) ผ่านการส่งเสริมการลงทุนในทางออกลวง (False Solution) อย่าง เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) การใช้ไฮโดรเจนและแอมโมเนียระหว่างกระบวนการเผาไหม้ ที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาระยะยาวได้ ทว่าอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมเพื่อยึดอายุการขุดเจาะและการพึ่งพาก๊าซฟอสซิล
- ไม่สนับสนุนการลงทุนในกิจการอย่าง Data Center หรือศูนย์ข้อมูล และการพัฒนา AI เพื่อเป็นเครื่องมือดึงดูดนักลงทุน ที่ละเลยการประเมินผลกระทบต่อทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของประเทศ
- เร่งลดการพึ่งพาการนำเข้าก๊าซฟอสซิลเหลวจากต่างประเทศ และเปลี่ยนไปสู่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสมาร์ทกริด ระบบกักเก็บพลังงาน EES เพื่อสร้างความมั่นคงภายในประเทศสู่การเปลี่ยนผ่านเป็นพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและเป็นธรรม
- หยุดการขยายตัวของอุตสาหกรรมก๊าซฟอสซิลในประเทศ พร้อมยกเลิกแผนยุทธศาสตร์ ศูนย์กลางการซื้อขายก๊าซฟอสซิลเหลวในภูมิภาคอาเซียน (Regional LNG Hub) ของ ปตท. เพื่อหลีกเลี่ยงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานรองรับการนำเข้าและส่งออกก๊าซฟอสซิลที่อาจกลายเป็น สินทรัพย์ด้อยค่า (Stranded Assets) ในอนาคต และเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นต่อประชาชนและคนรุ่นถัดไป
- ทบทวนร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569 (Draft PDP 2026) อย่างรอบด้าน และไม่นำร่างแผนดังกล่าวมาใช้สร้างความชอบธรรมให้กับการขยายอุตสาหกรรมก๊าซฟอสซิล เนื่องจากร่างแผนดังกล่าวยังไม่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคม อีกทั้งยังมีข้อกังวลจากการคาดการณ์ให้ก๊าซฟอสซิลยังมีบทบาทหลักในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งไม่สอดคล้องกับเจตจำนงของภาคประชาสังคมที่ต้องการระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด เป็นธรรม และพึ่งพาการใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ตลอดจนสวนทางกับทิศทางการลดก๊าซเรือนกระจกของโลก และอาจเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก
เราเรียกร้องให้การประชุมครั้งนี้ต้องไม่กลายเป็นเวทีที่ผูกมัดนโยบายของประเทศไทยให้ต้องพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและก๊าซฟอสซิลเหลว ที่จะขัดขวางไม่ให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) และทำร้ายชุมชนท้องถิ่นของชาติ