Manage your cookies preferences

Please select which cookies you are willing to store.

คุกกี้การแสดงผล Always enabled

คุกกี้เหล่านี้จะช่วยให้เราเก็บข้อมูลเชิงสถิติและข้อมูลที่ไม่ระบุตัวตน เช่น ผู้ใช้เว็บไซต์ใช้เวลานานเท่าไรในหน้าเว็บไซต์แต่ละหน้า หรือผู้ใช้คลิกลิงก์อะไรบ้าง ข้อมูลจะถูกเก็บไปเพื่อพัฒนาเว็บไซต์ greenpeace.org ให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นเพื่อการใช้เว็บไซต์ของคุณ การกดยอมรับคุกกี้เหล่านี้ยังจะช่วยให้คุณไม่ถูกตรวจจับด้วยระบบแบนคุกกี้

จากที่มีการกล่าวถึงในย่อหน้า คุกกี้การแสดงผล ด้านบน เราอาจจะติดตั้งคุกกี้ในบราวเซอร์ของคุณซึ่งเป็นคุกกี้บุคคลที่สาม (เช่น คุกกี้จาก Facbook หรือ Google) สำหรับติดตามข้อมูลเพื่อการวางแผนการตลาดที่ดีขึ้นและปล่อยโฆษณาออนไลน์ที่คาดว่าคุณจะสนใจหลังจากที่คุณออกจากเว็บไซต์ไปแล้ว (คุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมายใหม่)

รายชื่อเต็มของคุกกี้ที่อาจถูกติดตั้งบนบราวเซอร์ของคุณสามารถดูได้จากด้านบน (ดู ประเภทของคุกกี้ ) และรายละเอียดบางส่วนถึงการที่เราจัดการกับข้อมูลอย่างไรผ่านระบบบุคคลที่สามด้านล่าง

หากมีการยกเลิกการใช้งาน (un-checking) คุกกี้ทั้ง 2 ประเภทด้านบน เราจะเซ็ตคุกกี้เฉพาะในบราวเซอร์ของคุณเพื่อเก็บข้อมูลการใช้งาน ซึ่งจะทำให้คุณไม่ได้รับการติดตามบนเว็บไซต์จนกว่าคุณจะเปลี่ยนใจหรือเคลียร์คุกกี้ในบราวเซอร์

เว็บบราวเซอร์เกือบทั้งหมดอนุญาตให้ควบคุมคุกกี้บางตัวผ่านการตั้งค่าบราวเซอร์ (เช่น การแจ้งเตือนการติดตั้งคุกกี้ใหม่, การยกเลิกการใช้คุกกี้และการตรวจจับคุกกี้) คลิกที่ประเภทบราวเซอร์ของคุณด้านล่าง เพื่อเรียนรู้ข้อมูลผู้ใช้บราวเซอร์ และเรียนรู้การยกเลิกการติดตั้งคุกกี้
Chrome
Firefox
Internet Explorer
Microsoft Edge
Opera
Safari

แม้ว่าสามารถบล็อกคุกกี้ทั้งหมดได้ อย่างไรก็ตามจะมีผลกระทบทางในด้านการใช้งานเว็บไซต์หลายเว็บไซต์

เว็บไซต์ของเราใช้คุกกี้ เพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคล และพัฒนาประสบการณ์การใช้งานให้กับผู้ใช้ อ่านเพิ่มเติมใน นโยบายความเป็นส่วนตัวและคุกกี้

สถานะ ยกเลิกโครงการ

แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับแก้ไขล่าสุด (PDP 2010 Revision 3) มีแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินจำนวน 4,400 เมกะวัตต์ และหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายคือจังหวัดกระบี่ โดยมีความก้าวหน้าในระดับการทำการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) และการสร้างการยอมรับให้กับประชาชนในพื้นที่ ที่ผ่านมานั้นจังหวัดกระบี่เคยเป็นพื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์ขนาดกำลังผลิตรวม 60 เมกะวัตต์ เริ่มเดินเครื่องเมื่อปี 2507 และถูกปลดออกจากระบบเมื่อเดือนกันยายน 2538 หลังจากมีการใช้งานมา 31 ปี ในปีถัดมาโรงไฟฟ้าเดิมแห่งนี้ถูกเปลี่ยนเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน โดยใช้น้ำมันปาล์มดิบ มาใช้ในการผลิตไฟฟ้าร่วมกับนำ้มันเตา โรงไฟฟ้ากระบี่มีกำลังการผลิตติดตั้งขนาด 340 เมกะวัตต์  ถูกออกแบบให้ใช้ได้ทั้งจากก๊าซธรรมชาติและน้ำมันเตา ปัจจุบันใช้เชื้อเพลิงจากน้ำมันเตา  และหากพิจารณาตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าล่าสุด พื้นที่แห่งนี้กำลังจะขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 800 เมกะวัตต์โดยจะใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง ในขณะที่ปัญหาผลกระทบจากโครงการโรงไฟฟ้าที่เดิมมีอยู่นั้นก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข ประชาชนในพื้นที่อำเภอเหนือคลอง เจ้าของพื้นที่หลักที่คลุกอยู่กับปัญหาโรงไฟฟ้ามากว่า 30 ปีได้มีการเรียกร้องให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีโรงไฟฟ้าปล่อยควันและน้ำฝนมีกลิ่นเหม็นเมื่อฝนตก

เหตุผลหลักของการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่จังหวัดกระบี่ตามรายงานของกระทรวงพลังงาน คือเพื่อรองรับกับสภาพในปัจจุบันของจังหวัดกระบี่ที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมากทำให้ความต้องการด้านพลังงานเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากเศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เมื่อปีที่ผ่านมาจังหวัดกระบี่ใช้ไฟฟ้าอยู่ในลำดับที่ 7 จากทั้ง 14 จังหวัดของภาคใต้ โดยความต้องการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 107 เมกะวัตต์ต่อปี โครงการการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินจะส่งผลกระทบต่อจังหวัดกระบี่ตั้งแต่การขนส่งถ่านหิน ท่าเรือถ่านหิน การเผาไหม้ถ่านหินและการกำจัดเถ้าถ่านหิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ตำบลคลองขนาน ตำบลปกาสัย ตำบลตลิ่งชัน และตำบลเกาะศรีบอยา หากพิจารณาจากข้อมูลงานวิจัยของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติและมหาวิทยาลัยทักษิณ พบว่าเมื่อปี 2552 จังหวัดกระบี่มีการนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากถึงร้อยละ 90 ของพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ภายในจังหวัดกระบี่ทั้งหมด อีกทั้งจังหวัดกระบี่มีศักยภาพพลังงานหมุนเวียนที่จะนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าได้มากถึง 2,177 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงในปีดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานไฟฟ้าจากชีวมวล แสงอาทิตย์และลมซึ่งมีศักยภาพมากถึงเกือบ 4 เท่าของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดในจังหวัดกระบี่

นอกจากการขาดการนำเสนอศักยภาพพลังงานหมุนเวียนในพื้นที่ให้ประชาชนทราบแล้ว ประเด็นการจัดทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ภายใต้การดำเนินการของกระทรวงพลังงานและสถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ เพื่อศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะต้องมิใช่การนำมาใช้ประเมินผลกระทบในระดับโครงการอย่างที่กำลังดำเนินการอยู่ แต่กระบวนการนี้จะต้องมีการจัดทำในระดับการวางแผนนโยบายพลังงานของประเทศเพื่อวิเคราะห์ผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ในด้านความมั่นคงพลังงานต้องมองครอบคลุมถึงศักยภาพด้านพลังงานอื่นในพื้นที่ การก่อให้เกิดรายได้และการจ้างงานจากพลังงานหมุนเวียน การพัฒนาเศรษฐกิจ ความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายของระบบนิเวศ ความมั่นคงทางอาหารและความมั่นคงทางสังคมที่จะต้องให้ความสำคัญกับชุมชนและวิถีชีวิตที่จะได้รับผลกระทบ อีกทั้งเมื่อพิจารณารายละเอียดของการประเมินผลกระทบดังกล่าว การจัดทำข้อมูลด้านศักยภาพพลังงานทดแทนกลับไม่ถูกนำมาใช้ในกระบวนการดังกล่าว อีกทั้งการนำกองทุนพัฒนาไฟฟ้าเพื่อวัตถุประสงค์ในการพัฒนาหรือฟื้นฟูท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าถ่านหินในระยะรัศมีเพียง 5 กิโลเมตรจากโรงไฟฟ้าซึ่งรัฐนำมาใช้ในการจ่ายเงินชดเชยกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งนี้จะทำให้ประชาชนอย่างน้อย 26,000 คนจากประมาณ 7,500 ครัวเรือนในสี่ตำบลได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างแน่นอน อีกทั้งการจ่ายเงินชดเชยดังกล่าวไม่มีทางที่จะครอบคลุมผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนในวงกว้างจากความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรที่จะถูกทำลายและมลพิษที่จะเกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมถ่านหิน

ตามที่คณะกรรมการกำกับการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์(SEA) ได้ว่าจ้างศูนย์บริการวิชาการสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เดิมที่กำหนดระยะเวลาในการศึกษาไว้ 9 เดือน โดยเลื่อนผลการศึกษาออกไปในเดือนพฤศจิกายน เมื่อแล้วเสร็จต้องจัดทำรายงานสรุปผลการศึกษา เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการ SEAพิจารณาก่อนนำเสนอต่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พิจารณาต่อไป

ในเดือนมีนาคม 2565 ศูนย์บริการวิชาการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ได้นำเสนอผลจากการศึกษาตาม รายงานการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ ว่า โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และโครงการท่าเทียบเรือถ่านหินบ้านคลองรั่วไม่ใช่เป้าหมายหลักในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าของภาคใต้