สรุปการขับเคลื่อนคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ – เทพา

หลังจากกระทรวงพลังงานลงนามยุติการศึกษา EHIA โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ – เทพา และเริ่มใช้กระบวนการการประเมินผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) เพื่อศึกษาว่าพื้นที่ จ.กระบี่ และ อ.เทพา จ.สงขลามีความเหมาะสมหรือไม่ในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ในเดือนมิถุนายน 2565 เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินระบุว่า จากการประเมินผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) ที่ศึกษาโดยมหาวิทยาลัยนิด้า และกระทรวงพลังงานเป็นผู้จัดทำรายงานมีผลการศึกษาออกมาแล้วว่า “กระบี่รอดพ้นจากโครงการถ่านหิน 100 %” (อย่างไรก็ตาม นอกเหนือไปจากพลังงานหมุนเวียน โครงการโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลยังคงถูกเสนอให้เป็นทางเลือกของความมั่นคงทางพลังงานในภาคใต้) ทางเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน ถือโอกาสประกาศชัยชนะต่อสาธารณะว่า ด้วยพลังประชาชนทำให้วันนี้ กระบี่และอันดามันปลอดภัยจากถ่านหินแล้ว และกำลังจะมุ่งหน้าเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบพลังงานหมุนเวียน 100%

กรีนพีซ ประเทศไทย หนึ่งในภาคีเครือข่ายที่ทำงานร่วมกับเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน สรุปการขับเคลื่อนการคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ – เทพา ตลอดหลายปีที่ผ่านมา


พ.ศ. 2553 – จุดเริ่มต้นโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

จากข้อมูลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ เป็นหนึ่งในโครงการโรงไฟฟ้าที่จะต้องก่อสร้างขึ้นตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2553 – 2573 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 (แผน PDP 2010 Revision 3) โดยนอกจากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินดังกล่าวเป็นหนึ่งในโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้ง 4 แห่งที่จะต้องเกิดขึ้นในภาคใต้ด้วยเหตุผลด้านการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ ซึ่งรวมกำลังการผลิตไฟฟ้าที่จะได้จากทั้ง 4 โครงการเท่ากับ 4,000 เมกะวัตต์ 

โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ถูกกำหนดว่าจะตั้งอยู่ในพื้นที่โรงไฟฟ้ากระบี่เดิมที่อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ ซึ่งปัจจุบันใช้เชื้อเพลิงจากน้ำมันปาล์มร่วมกับน้ำมันเตา


16 พฤศจิกายน 2556 – โรงไฟฟ้าลิกไนต์กระบี่ โรงไฟฟ้าแห่งแรกและแห่งเดียวในภาคใต้โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

Diesel Power Plant in Krabi Province in Thailand. © Luke Duggleby / Greenpeace

ก่อนหน้านี้จังหวัดกระบี่มีโรงไฟฟ้ากระบี่ เดิมชื่อว่า โรงไฟฟ้าลิกไนต์กระบี่ เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนที่ใช้ถ่านหินลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิงแห่งแรกและแห่งเดียวของภาคใต้ มีกำลังผลิตไฟฟ้ารวม 60 เมกะวัตต์ เริ่มจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ตั้งแต่ปี 2507 และทำพิธีปลดโรงไฟฟ้าออกจากระบบเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2538 รวมอายุการใช้งาน 31 ปี

ปี 2540 ได้รับความเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และได้รับอนุมัติก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ จากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2540 สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ในปี2547

ปัจจุบันโรงไฟฟ้ากระบี่ได้ปรับปรุงกระบวนการผลิตให้สามารถใช้เชื้อเพลิงน้ำมันปาล์มร่วมกับน้ำมันเตาเพื่อสนองนโยบายรัฐบาล ช่วยพยุงราคาน้ำมันปาล์มตกต่ำ แต่จะดำเนินการเมื่อได้รับคำสั่งการจากรัฐบาลเท่านั้น ปัจจุบัน โรงไฟฟ้ากระบี่ถูกกำหนดให้เป็นโรงไฟฟ้าชนิด “Reserved Shutdown” มีหน้าที่เสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า

21 มีนาคม 2556 – การรวมตัวคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จากชุมชนและกรีนพีซ ประเทศไทย

Banner in a Cliff in Railay Beach in Thailand. © Athit Perawongmetha / Greenpeace

นักกิจกรรมกรีนพีซ  ประเทศไทยกางป้ายผ้าบริเวณหน้าผาของอ่าวไร่เลย์ จ.กระบี่ โดยข้อความมีใจความว่า ‘หยุดถ่านหิน’ และ ‘ถ่านหินไม่ใช่คำตอบ’ หลังจากรัฐบาลไทยเผยแพร่แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2553 – 2573 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 (แผน PDP 2010 Revision 3) ที่มีแผนจะสร้างโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีกำลังผลิตไฟฟ้ารวม 4,400 เมกะวัตต์

จังหวัดกระบี่เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่อุดมสมบูรณ์ทั้งทางทรัพยากรทางธรรมชาติและระบบนิเวศในทะเล ทั้งนี้ ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ชุมชนท้องถิ่นรวมตัวกันเพื่อคัดค้านโครงการดังกล่าว เนื่องจากกังวลถึงผลกระทบของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อาจเกิดต่อสุขภาพ เกษตรกรรม ท่องเที่ยว และระบบนิเวศในทะเล รวมถึงยังเป็นตัวการที่เร่งให้เกิดวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

27 มีนาคม 2556 – เปิดแผนที่ UNSEEN กระบี่

ตัวแทนประมงพื้นบ้านกระบี่และกรีนพีซร่วมกันสำรวจพื้นที่ทางทะเลของกระบี่ จัดทำแผนที่ UNSEEN กระบี่ แสดงให้เห็นถึงทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ที่ตั้งของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ เส้นทางนำเข้าและขนส่งถ่านหินทางทะเล และผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นหากพื้นที่ดังกล่าวมีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินและท่าเทียบเรือถ่านหินเกิดขึ้น


9 มีนาคม 2557 – เสียงคัดค้านจากชุมชน

"No Coal" Banner in Krabi. © Roengrit Kongmuang / Greenpeace

ชุมชนในท้องถิ่นแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในการคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ เช่น เจ้าของบาร์ในเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ แขวนป้ายผ้าที่มีข้อความว่า ‘ไม่เอาถ่านหิน’ อยู่ในบริเวณร้าน

18 พฤษภาคม 2557 – รวมพลังปกป้องกระบี่ผ่านกิจกรรมมินิมาราธอน

อาสาสมัคร ผู้สนับสนุน เยาวชนกรีนพีซและนักวิ่ง ร่วมกันกางป้ายผ้ารูปพะยูนที่มีข้อความ ‘ปกป้องกระบี่’ ในกิจกรรมมินิมาราธอน ‘Run for Krabi’ ที่จัดขึ้นโดย กรีนพีซ ประเทศไทย กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อแสดงพลังในการปกป้องจังหวัดกระบี่จากโครงการไฟฟ้าถ่านหิน ที่อาจส่งผลกระทบต่อ พะยูน ที่เป็นสัตว์ป่าสงวนที่ใกล้สูญพันธุ์ และระบบนิเวศของกระบี่ได้

Over 1,500 Greenpeace supporters, volunteers, youth groups and runners unfold a 5x12 meter dugong shaped banner with a message ‘Protect Krabi’ at the ‘Greenpeace Mini Marathon – Run for Krabi’ event to show their attempt to safeguard the rich and healthy biodiversity of Krabi’s natural resources from destructive coal power plant and coal sea port project. Krabi is known as one of the largest seagrass areas in Thailand and are habitats for dugong. The estuary of the Krabi River is also listed as a wetland of international importance under the Ramsar Convention and is one of the richest wetland areas among other 10 Ramsar sites in Thailand.
© Sittichai Jittatad / Greenpeace

21 สิงหาคม 2557 – รายงาน กระบี่บนทางแพร่ง ถ่านหินสกปรก หรือ ระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด

“ทิศทางพลังงานของประเทศไทยกำลังเดินมาถึงทางแยกที่สำคัญ ประชาชนกำลังจับตามองการตัดสินใจของผู้นำประเทศว่าจะทำอนาคตพลังงานไปในทิศทางใด ระหว่างยึดติดกับเชื้อเพลิงถ่านหินที่สกปรกหรือพัฒนาไปสู่ระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและปลอดภัย การเสนอแผนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินและท่าเทียบเรือขนถ่ายถ่านหินที่กระบี่นั้นเป็นการเลือกที่ผิดพลาดอย่างยิ่ง”

กรีนพีซ ประเทศไทย เปิดตัวรายงาน กระบี่บนทางแพร่ง ถ่านหินสกปรก หรือ ระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด เพื่อผลักดันให้ไทยเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานจากแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิล เป็นพลังงานหมุนเวียน รวมถึงทำลายมายาคติของ ‘ถ่านหินสะอาด’ ผ่านกรณีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

28 กันยายน 2557 – ชุมชนกระบี่รวมตัวคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ในเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 3 (ค.3) โครงการท่าเทียบเรือขนถ่ายถ่านหินบ้านคลองรั้ว ที่ศาลาประชาคม อ.เหนือคลอง จ.กระบี่

Community Protest Against Coal Project In Krabi. © Sittichai Jittatad / Greenpeace

ประชาชนในจังหวัดกระบี่รวมตัวกันและถือป้ายข้อความ ‘ปกป้องกระบี่ ไม่เอาถ่านหิน’ เพื่อแสดงให้เห็นว่าชุมชนไม่ต้องการโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ นอกจากนี้ยังแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยหน้ากากปิดปากและกากบาทสีแดง แสดงถึงเสียงของชุมชนที่ถูกรัฐละเลยจากกระบวนการรับฟังความคิดเห็น 

โดยเครือข่ายปกป้องกระบี่จากถ่านหิน ออกแถลงการณ์ที่ระบุว่า “การแสดงความคิดเห็นภายใต้สิทธิตามกฎหมายของประชาชนเพื่อคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินและท่าเทียบเรือขนถ่ายถ่านหิน ภายใต้การดำเนินงานของกฟผ.ถูกเพิกเฉยมาโดยตลอด และชาวบ้านยืนยันอย่างชัดเจนมาตั้งแต่ต้นถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ 

Community Protest Against Coal Project In Krabi. © Sittichai Jittatad / Greenpeace

อย่างไรก็ตามในวันที่มีเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 3 มีการใช้กำลังผสมทหารตำรวจอปพร. เพื่อกำกับเวทีค.3 ให้เป็นไปตามที่กฟผ.ต้องการซึ่งประชาชนไม่สามารถใช้สิทธิการแสดงความเห็นได้ตามกฎหมาย อีกทั้งมีการเกณฑ์ประชาชนมาเพื่อสนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ยั่วยุให้เกิดความรุนแรงต่อกัน ลักษณะดังกล่าวไม่ได้เป็นไปเพื่อตอบโจทย์การสร้างความมั่นคงด้านพลังงานแต่เป็นการใช้อำนาจเพื่อให้ได้มาซึ่งสัดส่วนครอบครองโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินของกฟผ. โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง 

Community Protest Against Coal Project In Krabi. © Sittichai Jittatad / Greenpeace

พวกเราจึงมานั่งปิดปากแสดงอารยะขัดขืนต่อกลไกอันไม่ชอบธรรมเพื่อสะท้อนให้เห็นว่าเราต้องการพื้นที่อันปลอดภัยต่อชีวิตสิ่งแวดล้อมและมูลค่าทางเศรษฐกิจของจังหวัดกระบี่ ทั้งนี้เสียงของประชาชนที่ใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อปกป้องจังหวัดกระบี่ไม่มีใครฟังแต่กลับเดินหน้าเร่งจัดเวทีค.3 ให้เสร็จ สิ่งเหล่านี้คือความไม่ชอบธรรมที่ปิดปากประชาชนและละเมิดสิทธิของประชาชน”

11 พฤศจิกายน 2557 – ชุมชนชาวประมงพื้นบ้านร่วมเรียกร้องปกป้องกระบี่

Hundreds of fishermen on boats gather at Krabi river to unfurl a giant banner with the message “Protect Krabi” in the mangroves area of Krabi’s river estuary. The local fishermen are taking action against a coal-fired power plant project.
© Greenpeace

ชาวประมงพื้นบ้านหลายร้อยคนรวมตัวกันแสดงออกเชิงสัญลักษณ์และร่วมกางป้ายผ้าที่มีข้อความ ‘ปกป้องกระบี่’ ในบริเวณป่าชายเลนที่ปากแม่น้ำของกระบี่ คัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และท่าเทียบเรือขนถ่ายถ่านหิน


3 มีนาคม 2558 – การรณรงค์ปกป้องกระบี่ใจกลางกรุงเทพมหานคร

Protect Krabi Campaign in Thailand. © Roengrit Kongmuang / Greenpeace

ตัวแทนจากเครือข่ายปกป้องกระบี่จากถ่านหินเข้าพบผู้ชำนาญการ (คชก.)ที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) เรียกร้องให้ทบทวนรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการท่าเทียบเรือขนถ่ายถ่านหินบ้านคลองรั้ว ก่อนการประชุมเพื่อประเมินรายงานดังกล่าวในวันที่ 6 มีนาคม 2558 ในกรุงเทพมหานคร

Protect Krabi Campaign in Thailand. © Roengrit Kongmuang / Greenpeace

การรณรงค์ปกป้องกระบี่จากถ่านหินในกรุงเทพฯครั้งนี้ ตัวแทนจากเครือข่ายเดินรณรงค์เป็นระยะทาง 13 กิโลเมตร ซึ่งนอกจากการเรียกร้องให้ทบทวนรายงาน EIA แล้ว ยังเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปกระบวนการจัดทำการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) และกระบวนการการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ในไทยอีกด้วย

6 มีนาคม 2558 – เครือข่ายปกป้องกระบี่จากถ่านหิน นอนประท้วงแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ คัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินและท่าเทียบเรือขนถ่ายถ่านหิน

Die-In Protest in Bangkok. © Roengrit Kongmuang / Greenpeace

เครือข่ายปกป้องกระบี่จากถ่านหินจำนวน 40 คนชุมนุมประท้วงหน้าสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เพื่อคัดค้านโครงการท่าเทียบเรือขนถ่ายถ่านหินบ้านคลองรั้วและโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 870 เมกะวัตต์ในจังหวัดกระบี่

ก่อนที่จะถึงการประชุมพิจารณา EIA เครือข่ายปกป้องกระบี่จากถ่านหิน เดินทางมายังกรุงเทพมหานครเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลไทยปฏิรูปการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของประเทศ (EIA) และกระบวนการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพสิ่งแวดล้อม (EHIA) ของประเทศ

Die-In Protest in Bangkok. © Roengrit Kongmuang / Greenpeace

นางปิยะนันท์ โสภณคณาภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม สำนักประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (สผ)  ได้รับข้อเรียกร้องจากผู้สนับสนุนที่เรียกร้องให้ปกป้องกระบี่จากถ่านหิน จำนวน 44,000 รายชื่อ

เครือข่ายปกป้องกระบี่จากถ่านหินเน้นย้ำให้เห็นถึงความล้มเหลวด้านความโปร่งใสของกระบวนการ EIA ของท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว โดยกล่าวว่ากระบวนการ EIA ไม่ได้นำเสนอข้อมูลที่ครอบคลุม และไม่รวบรวมข้อกังวลทั้งหมดจากทุกภาคส่วน เครือข่ายระบุเพิ่มเติมอีกว่ารายงานยังขาดการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน และกังวลว่าขอบเขตของผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่ระบุในรายงาน EIA นั้นถูกมองข้ามไป

6 มิถุนายน 2558 – การประท้วงคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินและท่าเทียบเรือขนถ่ายถ่านหินในจังหวัดกระบี่

Protest against Coal in Krabi Province. ©   Borja  Sanchez-Trillo / Greenpeace

ประชาชนราวหนึ่งพันคนรวมตัวกันประท้วงการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ยังคงเดินหน้าผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในจังหวัดกระบี่ การชุมนุมจัดโดยเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน (Save Andaman from Coal Network) โดยเชิญชวนให้ภาคการท่องเที่ยวและคนในท้องถิ่นมาร่วมสนับสนุนข้อเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดถ่านหินที่จะทำร้ายอันดามัน

30 มิถุนายน 2558สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงานเปิดแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558-2579

หรือแผน PDP 2015 มุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงของพลังงานด้วยการกระจายเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้า ประเด็นสำคัญคือการลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติและหันไปพึ่งพาแหล่งพลังงานจากถ่านหิน ซึ่งแผน PDP2015 นี้ระบุว่าจำเป็นจะต้องเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้ามากขึ้นในภาคใต้ของไทยเนื่องจากเป็นภูมิภาคมีความเสี่ยงที่จะเกิดไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในภูมิภาคดังกล่าวเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าให้ได้ในปี 2562-2567

10 กรกฎาคม 2558 – การต่อสู้ด้วยสันติวิธี อดอาหาร เพื่อปกป้องอันดามัน

Coal Power Plant Protest in Thailand. © Tadchakorn  Kitchaiphon / Greenpeace

แกนนำเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินเริ่มกิจกรรมอดอาหาร บริเวณด้านหน้ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรุงเทพฯ เพื่อเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ในพื้นที่ จ.กระบี่  

โดย ประสิทธิชัย หนูนวล และ อัครเดช ฉากจินดา ตัวแทนของเครือข่าย ใช้วิธีการนี้เพื่อสื่อสารให้สังคมรับรู้ว่า อันดามันมีคุณค่าแก่คนทั้งโลก พวกเขาทั้ง 2 คนยอมเสียสละชีวิตเพื่อปกป้องอันดามันจากหายนะถ่านหิน 

ทั้งนี้มีเครือข่าย กว่า 200 องค์กรทั่วประเทศ ทำหนังสือเปิดผนึกต่อสาธารณะสนับสนุนการอดอาหารเพื่อร่วมกันปกป้องอันดามันจากถ่านหิน

19 พฤศจิกายน 2558 – นักกิจกรรมและนักวิชาการแถลงเปิดตัวรายงาน

นักวิชาการและนักกิจกรรมเปิดผลการวิจัยในรายงาน “ต้นทุนชีวิต : โรงไฟฟ้าถ่านหินกับภัยคุกคามต่อสุขภาพคนไทย” เป็นการศึกษาเกี่ยวกับอัตราการเจ็บป่วยและการตายที่เกี่ยวเนื่องกับโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศไทย ข้อมูลดังกล่าวเป็นผลการคำนวณแบบจำลองบรรยากาศ (Atmospheric Modeling) ที่ดำเนินการโดยทีมวิจัย Atmospheric Chemistry Modeling ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่าแบบจำลองการเคลื่อนที่ของเคมีในบรรยากาศ (Atmospheric chemistry-transport model- GEOS-Chem)

ผลวิจัยดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า จนถึงปี2554 โรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีอยู่ในประเทศไทยเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชากรประมาณ 1,550 คนต่อปี และอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรอาจเพิ่มขึ้นถึง 5,300 คนต่อปี หากรัฐบาลไทยยังคงเดินหน้าขยายโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ในประเทศ


30 มกราคม 2559 – เครือข่ายคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินและท่าเทียบเรือขนถ่ายถ่านหินรวมตัวกันประท้วงหน้ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

Anti-coal Network Protest at Ministry of Natural Resources and Environment in Bangkok. © Borja  Sanchez-Trillo / Greenpeace

นักกิจกรรมมากกว่า 10 เครือข่ายไม่ว่าจะเป็น เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน (Save Andaman from Coal Network) กลุ่มคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินภาคใต้รวมตัวกันหน้ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อคัดค้านการเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่ โดยกดดันให้รัฐมนตรีประกาศต่ออายุพื้นที่คุ้มครองทางสิ่งแวดล้อมเพื่อไม่ให้เกิดการตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินได้ ซึ่งประกาศดังกล่าวหมดอายุไปตั้งแต่ 3 ปีก่อน

5 กุมภาพันธ์ 2559 – นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ เพื่อศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอีกครั้งตามที่เครือข่ายเรียกร้อง

Anti-coal Network Protest at Ministry of Natural Resources and Environment in Bangkok. © Borja  Sanchez-Trillo / Greenpeace

นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ ประกอบไปด้วยตัวแทนนักวิชาการทั้งจากภาครัฐและภาคประชาชน รวมทั้งตัวแทนจากประชาชนในพื้นที่จังหวัดกระบี่ตามข้อเรียกร้องของเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินเมื่อเหตุการณ์การอดอาหารประท้วงเมื่อกรกฎาคม ปี2558 คือ

1.อนุกรรมการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA)  

2.อนุกรรมการศึกษาพลังงานทางเลือก

3.อนุกรรมการประสานงานรับฟังความคิดเห็น และ4.อนุกรรมการประสานงาน โดยมีอำนาจหน้าที่ ในการปฏิบัติหน้าที่ 3 เรื่องคือ เรื่องรายงานศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม – ศึกษาเรื่องพลังงานหมุนเวียน 

ทั้งนี้รายงานสรุปผลการศึกษาศักยภาพพลังงานหมุนเวียนของกระบี่ชี้ชัดว่า กระบี่มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนกว่า 1,700 เมกะวัตต์ 


17 กุมภาพันธ์ 2560 – เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินประท้วงหน้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินและท่าเทียบเรือขนถ่ายถ่านหิน

ประชาชนจากเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน เผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจหลังเดินทางมาปักหลักเพื่อคัดค้านแผนการสร้างโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในกระบี่

เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการเคลื่อนไหวของเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน หยุดโครงการถ่านหินกระบี่ เพื่อหยุดมติ ครม.ในการดำเนินการโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ 

ต่อมา ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ สผ. มีหนังสือ ถึง กฟผ. ยกเลิกกระบวนการทำ EIAและ EHIA ก่อนหน้า เพื่อเริ่มกระบวนการใหม่ภายใต้การมีส่วนร่วมของประชาชน และเรื่องการประสานงานรับฟังความคิดเห็น


15 – 16 กุมภาพันธ์ 2561 – การประท้วงคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินและท่าเทียบเรือขนถ่ายถ่านหินหน้าองค์การสหประชาชาติ

Coal Power Plant Protest in Thailand. © Tadchakorn  Kitchaiphon / Greenpeace

นักกิจกรรมจากเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน (กระบี่-เทพา) รวมตัวกันบริเวณหน้าองค์การสหประชาชาติ (UN) เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุติโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาและโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

23 กุมภาพันธ์ 2561 – ชัยชนะของเครือข่ายประชาชนคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินหลัง กระทรวงพลังงานสั่งทบทวน EHIA โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ เทพา ใหม่

Victory on Anti Coal Powerplant Protest in Bangkok. © Tadchakorn  Kitchaiphon / Greenpeace

นักกิจกรรมเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน (กระบี่-เทพา)ร่วมกันถ่ายรูปหน้าองค์การสหประชาชาติเพื่อฉลองชัยชนะหลังจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสั่งให้มีการจัดทำการประเมินผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาและโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ใหม่

13 มิถุนายน 2561 – เปิดตัว รายงาน Krabi Goes Green สู่เมืองต้นแบบพลังงานหมุนเวียนเกินร้อยบนเรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์

ทีมศึกษาและจัดทำรายงานนำเสนอรายงาน Krabi Goes Green สู่เมืองต้นแบบพลังงานหมุนเวียนเกินร้อย บนเรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์ ซึ่งทอดสมออยู่ที่จังหวัดกระบี่

รายงาน Krabi Goes Green สู่เมืองต้นแบบพลังงานหมุนเวียนเกินร้อย จัดทำโดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มูลนิธินโยบายสุขภาวะ เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน และกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยระบุว่ากระบี่สามารถเป็นผู้นำเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนในประเทศไทยและบรรลุเป้าหมายระบบพลังงาน หมุนเวียน 100% ได้ภายในปี 2569 วิสัยทัศน์นี้ทำให้เกิดขึ้นจริงได้โดยระบบพลังงานแบบผสมผสานจากชีวมวล ก๊าซชีวภาพ แสงอาทิตย์ ลม และพลังงานน้ำขนาดเล็กที่จัดการโดยระบบสายส่งอัจฉริยะ(smart grid)นอกจากนี้ ยังได้เรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายทั้งในพื้นที่และระดับประเทศทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานหมุนเวียนเกิดขึ้นได้จริง


28 มิถุนายน 2565 – วันที่กระบี่ไม่มีถ่านหิน

เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินแถลงประกาศชัยชนะ ปกป้องกระบี่จากโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินสำเร็จ

จากการประเมินผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) ที่ศึกษาโดยมหาวิทยาลัยนิด้า และกระทรวงพลังงานเป็นผู้จัดทำรายงานมีผลการศึกษาออกมาแล้วว่า “กระบี่รอดพ้นจากโครงการถ่านหิน 100 %”  (อย่างไรก็ตาม นอกเหนือไปจากพลังงานหมุนเวียน โครงการโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลยังคงถูกเสนอให้เป็นทางเลือกของความมั่นคงทางพลังงานในภาคใต้)

เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน จึงถือโอกาสประกาศชัยชนะต่อสาธารณะว่า ด้วยพลังประชาชนทำให้วันนี้ กระบี่และอันดามันปลอดภัยจากถ่านหินแล้ว และกำลังจะมุ่งหน้าเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบพลังงานหมุนเวียน 100% ผ่านกิจกรรมที่ชื่อว่า “วันที่กระบี่ไม่มีถ่านหิน” โดยมีตัวแทนจากเครือข่าย นักวิชาการ นักรณรงค์ ร่วมพูดคุยถึงศักยภาพของกระบี่และอันดามันต่อการเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียน


บทความที่เกี่ยวข้อง