เมืองลาปู-ลาปู, เซบู, ฟิลิปปินส์, 8 พฤษภาคม 2569 – นักกิจกรรมกรีนพีซฟิลิปปินส์จัดกิจกรรมประท้วงอย่างสันติในวันเปิดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 48 โดยมีนักกิจกรรมจากกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากหลายประเทศในภูมิภาค เดินทางมายังเมืองเซบู เพื่อส่งเสียงต่อผู้นำอาเซียนเช่นกัน ในฐานะเวทีการประชุมระดับสูงสุดของภูมิภาค การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้นำอาเซียนต้องเร่งรับมือกับวิกฤตคู่ขนาน ได้แก่ มลพิษพลาสติกและวิกฤตสภาพภูมิอากาศ นักกิจกรรมเรียกร้องให้ผู้นำอาเซียนยุติวิกฤตขยะ และลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นต้นเหตุของวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนต่างๆ ในภูมิภาค
วามเร่งด่วนของข้อเรียกร้องยิ่งชัดเจนขึ้นจากเหตุภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในบ่อขยะหลายแห่งที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ฟิลิปปินส์เผชิญเหตุบ่อขยะถล่มอย่างรุนแรงในเมืองเซบู และจังหวัดริซาล ขณะที่หมอกควันพิษจากบ่อขยะที่ยังคงคุกรุ่นในเมืองนาโวตัสยังคงปกคลุมเขตเมืองหลวง โศกนาฏกรรมลักษณะเดียวกันยังเกิดขึ้นกับบ่อขยะบันตาร์เกบังของอินโดนีเซีย รวมถึงพื้นที่อื่น ๆ ในประเทศไทยและมาเลเซีย เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะจุดอีกต่อไป แต่สะท้อนถึงความล้มเหลวเชิงระบบที่รัฐบาลอาเซียนต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง
วิกฤตพลาสติกเป็นภัยคุกคามระดับภูมิภาคที่รุนแรงและน่ากังวล เฉพาะ 6 ประเทศในอาเซียนสร้างขยะพลาสติกรวมกันถึง 31 ล้านตันต่อปี [1] นอกเหนือจากความเสี่ยงร้ายแรงต่อสุขภาพ[2] ที่เกิดจากสารเคมีในพลาสติก การผลิตพลาสติก ไมโครพลาสติก[3] หลุมฝังกลบ[4] และมลพิษจากสารพิษ[5] วิกฤตนี้ยังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ไมโครพลาสติกคุกคามพืชผลหลักของโลกมากถึง ร้อยละ 14[6] ขณะที่มลพิษทางทะเลก่อให้เกิดความสูญเสียต่อบริการของระบบนิเวศ คิดเป็นมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ [7] ภาระเหล่านี้ตกอยู่กับกลุ่มที่เปราะบางและกลุ่มคนที่อยู่ในสภาวะชายขอบอย่างไม่เป็นธรรม[8] ซ้ำเติมความอยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมและสังคมต่อชุมชนที่มีรายได้น้อย ผู้หญิง และชนเผ่าพื้นเมืองชาติพันธุ์
ผลกระทบเหล่านี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจากต้นทุนทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่ภูมิภาคต้องแบกรับจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ประเทศอย่างฟิลิปปินส์เป็นหนึ่งในประเทศที่เปราะบางที่สุดต่อผลกระทบจากวิกฤตสถภาพภูมิอากาศ ขณะที่ความขัดแย้งในเอเชียตะวันตกทำให้ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก ส่งผลให้ราคาเชื้อเพลิงฟอสซิลพุ่งสูงขึ้น ค่าขนส่งและราคาสินค้าเพิ่มขึ้น และซ้ำเติมวิกฤตพลังงาน ทั้งหมดนี้กลายเป็นผลกระทบอีกชั้นหนึ่งที่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องแบกรับ
ผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนต้องตระหนักว่า วิกฤตนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลพวงจากระบบเศรษฐกิจแบบเส้นตรงที่ตั้งอยู่บนการสกัดทรัพยากร การผลิต การทิ้ง (extract-produce-dispose model) เนื่องจากพลาสติกถึงร้อยละ 99 มีต้นทางจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี วิกฤตพลาสติกจึงเชื่อมโยงอย่างแยกไม่ออกกับอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล ขณะที่่เศรษฐกิจแบบซองพลาสติก (The sachet economy) ซึ่งขับเคลื่อนโดยการพึ่งพาบรรจุภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้งของภาคธุรกิจ ยังคงดำรงอยู่ได้ก็เพราะการขาดความรับผิดชอบของภาคธุรกิจบริษัทและไม่มีกรอบกฎหมายที่กำหนดให้ลดการผลิตและการใช้พลาสติก
ในเอกสารแสดงจุดยืน[9] ที่เผยแพร่ในช่วงเริ่มต้นของการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เสนอให้อาเซียนบรรจุมาตรการเชิงรุกที่มุ่งแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทางไว้ในแผนปฎิบัติการระดับภูมิภาค หรือ Regional Plan of Action (RPA) โดยรวมถึงการลดการผลิตพลาสติกลงร้อยละ 75 ภายในปี 2583 และการยุติการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งที่เป็นปัญหา เช่น ซองพลาสติก การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจำเป็นต้องมีกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคที่กำหนดให้ประเทศสมาชิกเน้นไปสู่ระบบใช้ซ้ำและระบบเติม โดยได้รับการสนับสนุนจากโครงสร้างพื้นฐานร่วมกันและมาตรการจูงใจทางการเงินเพื่อให้มั่นใจว่าระบบที่ยั่งยืนจะแข่งขันได้ดีกว่าระบบแบบใช้แล้วทิ้งได้อย่างแท้จริง หากอาเซียนให้ความสำคัญกับการจัดการทรัพยากรมากกว่าการกำจัดและการจัดการขยะปลายทาง ภูมิภาคนี้จะสามารถลดการผูกติดทางเศรษฐกิจกับเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ผันผวน และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนที่เกิดตลอดวงจรชีวิตของพลาสติก ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตและจัดการพลาสติก
หัวใจสำคัญของความพยายามนี้คือ การจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจด้านมลพิษจากพลาสติก และการค้าขยะภายใต้กลไกเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านสิ่่งแวดล้อม หรือ ASEAN Senior Officials for Environment (ASOEN) Working Group คณะทำงานดังกล่าวจะทำหน้าที่ประสานงานนโยบายข้ามพรมแดน และยกระดับกรอบความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต หรือ Extended Producer Responsibility (EPR) มาตรการเหล่านี้ต้องก้าวข้ามคำมั่นสัญญาโดยสมัครใจ ไปสู่การกำหนดให้ภาคธุรกิจ ต้องรับผิดชอบทั้งทางกฎหมาย และทางการเงินต่อผลิตภัณฑ์ตลอดทั้งวงจรชีวิต โดยใช้หลักการ “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” เพื่อยุติการลอยตัวจากปัญหามลพิษพลาสติกของภาคธุรกิจ นอกจากนี้ กฎหมายระดับภูมิภาคควรตั้งอยู่บนหลักการด้านสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติเพื่อปกป้องนักสิ่งแวดล้อมจากการฟ้องร้องเพื่อปิดปากหรือการฟ้องร้องตอบโต้
อาเซียนต้องใช้แนวทางที่ยึดหลักสิทธิมนุษยชน โดยมองว่ามลพิษพลาสติกเป็นประเด็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมจึงจำเป็นต้องครอบคลุมเยาวชน ผู้หญิง และแรงงานเก็บขยะนอกระบบ ขณะเดียวกันก็ต้องเคารพหลักการยินยอมโดยสมัครใจล่วงหน้า และได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วน (FPIC) ของชนเผ่าพื้นเมืองชาติพันธุ์ หากอาเซียนผนวกความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมไว้ในแผนยุทธศาสตร์ จะสามารถสร้างอนาคตที่ยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชนและความเสมอภาคทางสังคมเหนือผลประโยชน์ของภาคธุรกิจ
องค์กรภาคประชาสังคมจากหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกัน[10] เพื่อสนับสนุนข้อเสนอของกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แรงสนับสนุนและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป้นของการดำเนินการที่จริงจังและเด็ดขาด ไม่ใช่เพียงจากแต่ละประเทศเท่านั้น แต่จากอาเซียนในฐานะกลุ่มประเทศที่มีเป้าหมายร่วมกัน การประชุมสุดยอดครั้งนี้จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่รัฐบาลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องเร่งลงมือ และให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชน อนาคตที่ยั่งยืนของผู้คนและสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางวิกฤตโลกที่กำลังส่งผลกระทบรุนแรงต่อภูมิภาคนี้
หมายเหตุ
- [1] ASEAN Member States adopt Regional Action Plan to Tackle Plastic Pollution
- [2] Plastics and Human Health | Plastics and the Environment Series – Geneva Environment Network
- [3] In Southeast Asia, microplastics threaten health of millions through food | South China Morning Post
- [4] An overview of the environmental pollution and health effects associated with waste landfilling and open dumping – PMC
- [5] Plastic and Human Health: A Lifecycle Approach to Plastic Pollution – Center for International Environmental Law
- [6] A global estimate of multiecosystem photosynthesis losses under microplastic pollution | PNAS
- [7] Global ecological, social and economic impacts of marine plastic – ScienceDirect
- [8] NEGLECTED: Environmental Justice Impacts of Marine Litter and Plastic Pollution | UNEP – UN Environment Programme
- [9] Position Paper: Addressing the Systemic Plastic Crisis in Southeast Asia
- [10] Confronting the Plastic and Waste Crises in Southeast Asia: Systemic Drivers, Impacts, and Policy Imperatives – Greenpeace Southeast Asia
สามารถดูภาพถ่ายและวิดีโอประกอบได้ที่นี่
คำกล่าวจากนักรณรงค์จากกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
มาริแอน เลเดสมา นักรณรงค์จากกรีนพีซ ฟิลิปปินส์ กล่าวว่า
“เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์อันเป็นผลมาจากปริมาณพลาสติกที่ล้นเกินและปริมาณขยะพลาสติกจำนวนมหาศาลที่เกิดจากการใช้บรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้งของภาคธุรกิจ นอกจากนี้ พลาสติกยังซ้ำเติมการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลของภูมิภาค ก่อให้เกิดภาระทางเศรษฐกิจต่อประชาชน และบั่นทอนเสถียรภาพของภูมิภาค ผลกระทบนั้นชัดเจน พลาสติกทำลายสุขภาพ ก่อให้เกิดมลพิษต่อระบบนิเวศ ปนเปื้อนอาหารและน้ำ และทำลายเศรษฐกิจของเรา แม้จะมีผลกระทบต่อประชาชนและสภาพภูมิอากาศจะรุนแรงเพียงใด ผู้นำในภูมิภาคก็ยังล้มเหลวในการทำให้ภาคธุรกิจต้องรับผิดชอบต่อมลพิษและผลกระทบที่ตนก่อขึ้น ภูมิภาคนี้ไม่อาจเพิกเฉยต่อวิกฤตการณ์นี้ได้อีกต่อไป เพื่อปกป้องประชาชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้นำอาเซียนต้องลงมือทำทันทีและแก้ไขวิกฤตพลาสติกที่ต้นตอด้วยการสร้างนโยบายที่เข้มแข็งเพื่อลดการผลิตและการใช้พลาสติก ยุติการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรมไปสู่ระบบการใช้ซ้ำ”
พิชามญชุ์ รักรอด นักรณรงค์จากกรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า
“ประเทศไทย ในฐานะฐานการผลิตปิโตรเคมีที่ใหญ่ที่สุดของอาเซียน มีโอกาสสำคัญในการนิยามความเป็นผู้นำของภูมิภาคใหม่ แทนที่จะเพิ่มการพึ่งพาพลาสติกบนฐานฟอสซิล ไทยและอาเซียนสามารถกำหนดเส้นทางการพัฒนาที่ยั่งยืนและพร้อมรับอนาคตมากกว่า โดยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงานฟอสซิล ความไม่มั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน มลพิษพลาสติก ผลกระทบต่อสุขภาพ และความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ เราขอเสนอให้ประธานอาเซียนสนับสนุนอนาคตที่เป็นธรรมและยั่งยืน โดยขับเคลื่อนวาระระดับภูมิภาคที่มุ่งลดการผลิตพลาสติก ส่งเสริมการใช้ซ้ำ และขยายระบบรีฟิลไว้เป็นหัวใจของวาระระดับภูมิภาค”
อิบาร์ อัคบาร์ นักรณรงค์จากกรีนพีซ อินโดนีเซีย กล่าวว่า
“ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมและผู้นำอาเซียนต่างรู้ว่า การพึ่งพาปิโตรเคมีและพลาสติกใช้แล้วทิ้งเป็นเหมือนระเบิดเวลาที่อาจสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อพวกเราทุกคน ความเสี่ยงนี้อยู่ใกล้ตัวประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างยิ่ง เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เหตุการณ์ขยะล้นเมืองที่บันตาร์เกบัง อินโดนีเซีย ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติร้ายแรงและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ก่อนหน้านี้ในปีเดียวกัน ภัยพิบัติแบบเดียวกันนี้เกิดขึ้นเช่นกันครั้งแรกที่เมืองเซบู ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของเรา ในขณะที่ความขัดแย้งระดับโลกที่กำลังพัฒนาได้ทำลายห่วงโซ่อุปทานพลาสติกทั่วโลก เราจึงได้รับการเตือนอีกครั้งว่าพลเรือนถูกบังคับให้แบกรับภาระหนักจากสงครามที่ชนชั้นสูงก่อขึ้น แรงผลักดันนี้ควรเป็นจุดเปลี่ยนในการลดการใช้พลาสติกแบบใช้แล้วทิ้งและส่งเสริมระบบการใช้ซ้ำ มิเช่นนั้น เราจะยังคงติดอยู่ในกับดักเชื้อเพลิงฟอสซิล ทำให้ยากต่อการเปลี่ยนผ่านไปสู่ทางเลือกอื่นและพลังงานหมุนเวียน”
ดุนซิน เวิง (หยาน) นักรณรงค์จากกรีนพีซ มาเลเซีย
“การถล่มของบ่อขยะในอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ และไฟไหม้บ่อขยะในมาเลเซีย ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะจุด แต่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเกิดขึ้นกับชุมชนที่แทบไม่ได้มีส่วนในการก่อให้เกิดวิกฤตนี้เลย นี่คือวิกฤตที่เกิดขึ้นทั่วทั้งภูมิภาคของพวกเรา และต้องการการลงมือทำร่วมกันที่ยึดมั่นในความยุติธรรม ความเสมอภาค และความสามัคคี ผู้นำอาเซียนไม่สามารถแค่มาร่วมประชุม ลงนามในแถลงการณ์ แล้วบอกว่านั่นคือความก้าวหน้าได้ ชุมชนของเราสมควรได้รับสิทธิในการมีสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย สะอาด มีสุขภาพดี และยั่งยืน ประชาชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องการคำมั่นสัญญาที่ผูกมัด ความรับผิดชอบของภาคธุรกิจ และการคุ้มครองที่บังคับใช้ได้ มลพิษจากพลาสติกกำลังเพิ่มสูงขึ้น ถึงเวลาต้องลงมือทำ ตอนนี้!”
ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
สมฤดี ปานะศุทธะ กรีนพีซ ประเทศไทย โทร.081 929 5747 อีเมล. [email protected]


