รัฐธรรมนูญไม่ใช่เพียงกฎหมายสูงสุดที่กำหนดโครงสร้างอำนาจรัฐเท่านั้น แต่ยังเป็น “เจตจำนงทางการเมือง” (political will) และจินตนาการทางการเมือง (political imagination) ที่จะคิดและจินตนาการเชิงนโยบาย ที่สะท้อนว่ารัฐมองความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และอำนาจอย่างไร ใครคือผู้ทรงสิทธิ ใครคือผู้ถูกควบคุม และอะไรคือสิ่งที่รัฐเห็นว่ามีคุณค่า
ในบริบทของวิกฤตสิ่งแวดล้อม วิกฤตสภาพภูมิอากาศ และความขัดแย้งด้านทรัพยากรที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่า “รัฐมีนโยบายสิ่งแวดล้อมหรือไม่” แต่คือ รัฐธรรมนูญเปิดพื้นที่ให้ธรรมชาติและชุมชนมีสถานะทางกฎหมายอย่างไร บทความนี้มีวัตถุประสงค์เปรียบเทียบ รัฐธรรมนูญไทย พ.ศ. 2560 กับ รัฐธรรมนูญเอกวาดอร์ โดยใช้ประเด็น สิทธิในสิ่งแวดล้อม สิทธิชุมชน และสิทธิของธรรมชาติ เป็นแกนกลาง เพื่อชี้ให้เห็นความแตกต่างเชิงโครงสร้างที่ส่งผลโดยตรงต่อการละเมิดสิทธิในที่ดิน ทรัพยากร และวิถีชีวิตของประชาชน

รัฐธรรมนูญไทย 2560: สิ่งแวดล้อมในฐานะนโยบาย ไม่ใช่สิทธิ
รัฐธรรมนูญไทย พ.ศ. 2560 ยังไม่บัญญัติ “สิทธิในสิ่งแวดล้อม” เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนสามารถอ้างสิทธิและบังคับใช้ทางศาลได้อย่างชัดเจน สิ่งแวดล้อมจึงถูกวางอยู่ในกรอบ “หน้าที่ของรัฐ” และมาตรการทางปกครอง เช่น การออกใบอนุญาตหรือมาตรการควบคุมการใช้ประโยชน์ทรัพยากร มากกว่าการเป็นสิทธิที่มีสถานะ justiciable สำหรับประชาชนเอง การจัดวางเช่นนี้สะท้อนโครงสร้างกฎหมายแบบ state-centric resource governance ที่มองสิ่งแวดล้อมเป็นเพียง วัตถุแห่งการจัดการ แทนที่จะเป็นฐานชีวิตที่ต้องได้รับการคุ้มครองเชิงกฎหมาย
โครงสร้างดังกล่าวส่งผลกระทบต่อ สิทธิพื้นฐานของประชาชนอย่างชัดเจน อาทิ สิทธิในการหายใจอากาศบริสุทธิ์ การเข้าถึงน้ำสะอาด การใช้พื้นที่สีเขียวเพื่อสุนทรียภาพควบคู่ไปกับการส่งเสริมคุณภาพชีวิต และความมั่นคงทางสุขภาพ เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างโครงการพัฒนาเศรษฐกิจกับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ศาลและหน่วยงานรัฐมักให้น้ำหนักกับ ประโยชน์สาธารณะด้านเศรษฐกิจ มากกว่าผลกระทบต่อประชาชนและชุมชน ทำให้ประชาชนมีสถานะเป็นเพียง ผู้ได้รับผลกระทบ ที่ต้องพิสูจน์ความเสียหายของตนเอง มากกว่าการเป็น ผู้ทรงสิทธิ Rightsholder ที่สามารถหยุดหรือท้าทายโครงการที่คุกคามระบบนิเวศตั้งแต่ต้นทาง

การละเว้นสิทธิสิ่งแวดล้อมในฐานะสิทธิขั้นพื้นฐานจึงสร้างความไม่สมดุลเชิงโครงสร้างระหว่าง การพัฒนาเศรษฐกิจ และ การคุ้มครองคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม ของประชาชน ระบบกฎหมายจึงไม่สามารถทำหน้าที่เป็นกลไก ถ่วงดุลอำนาจรัฐและทุน ได้อย่างแท้จริง และเปิดช่องให้เกิดข้อพิพาทด้านสิ่งแวดล้อมและความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง
รัฐธรรมนูญเอกวาดอร์: ธรรมชาติในฐานะผู้ทรงสิทธิ
รัฐธรรมนูญเอกวาดอร์สร้าง จุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์กฎหมายโลก ด้วยการรับรอง “สิทธิของธรรมชาติ” (Rights of Nature) อย่างชัดเจน ภายใต้กรอบกฎหมายนี้ ธรรมชาติหรือ Pacha Mama ถูกยอมรับว่าเป็นสิ่งที่มีสิทธิในตัวเอง ไม่ใช่เพียงทรัพยากรเพื่อการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ โดยธรรมชาติมีสิทธิที่จะดำรงอยู่ คงอยู่ของวัฏจักรชีวิต และฟื้นคืนและฟื้นฟูระบบนิเวศ การบัญญัติสิทธิในลักษณะนี้สะท้อนแนวคิด ecological constitutionalism ซึ่งให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์เชิงระบบระหว่างชุมชนกับธรรมชาติ และส่งเสริมการจัดการทรัพยากรแบบยั่งยืนและองค์รวม
สิ่งที่สร้างความแตกต่างอย่างสำคัญคือ การให้บุคคล ชุมชน และชนเผ่าพื้นเมืองมีสิทธิฟ้องร้องแทนธรรมชาติได้ โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความเสียหายต่อตนเองโดยตรง ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแกนกลางของกฎหมายจาก มนุษย์เป็นศูนย์กลาง (anthropocentric) ไปสู่ ระบบนิเวศเป็นศูนย์กลาง (ecocentric) กลไกนี้ทำให้ศาลสามารถคุ้มครองสปีชีส์ ระบบนิเวศ และสิ่งแวดล้อมที่ไม่สามารถเรียกร้องสิทธิได้ด้วยตนเอง และสร้างมาตรฐานทางกฎหมายใหม่ที่เชื่อมโยงสิทธิของชุมชนกับการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างเป็นรูปธรรม
สิทธิชุมชนและชนเผ่าพื้นเมือง: การถูกทำให้ล่องหน กับการถูกยอมรับ
โครงสร้างสิทธิแบบปัจเจกในรัฐธรรมนูญไทย
โครงสร้างของสิทธิใน รัฐธรรมนูญไทย พ.ศ. 2560 มุ่งเน้นไปที่สิทธิของ ปัจเจกบุคคลสัญชาติไทย หรือ ปวงชนชาวไทย เป็นหลัก โดยเฉพาะใน หมวด 3 (สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย) ซึ่งครอบคลุมสิทธิทางเศรษฐกิจและสังคม สิทธิทางวัฒนธรรม และสิทธิชุมชน ผู้เขียนมองว่าโครงสร้างเช่นนี้สะท้อนกรอบคิดแบบ individual‑centric rights ที่ให้ความสำคัญกับสิทธิของปัจเจกบุคคลเหนือสิทธิของชุมชนหรือกลุ่มสังคม เพราะในทางปฏิบัติ ผลลัพธ์ของโครงสร้างนี้คือสิทธิของ ชุมชน ชนเผ่าพื้นเมือง บุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ และกลุ่มชาติพันธุ์ ถูกกล่าวถึงอย่างจำกัดและมักไม่มีสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจน การละเว้นดังกล่าวยังส่งผลต่อการเข้าถึง สิทธิขั้นพื้นฐานตามหลักสิทธิมนุษยชน เช่น การศึกษา การสาธารณสุข และการเข้าถึงที่ดินหรือทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อคุณภาพชีวิตที่ดีและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับทรัพยากรธรรมชาติถูกลดทอน และสะท้อนความไม่สมดุลเชิงโครงสร้างทางสิทธิในสังคมไทย

ผลกระทบเชิงโครงสร้างจากกรอบสิทธิปัจเจกนี้สะท้อนชัดในความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับที่ดิน ป่า และทรัพยากรธรรมชาติ ชุมชนพื้นเมืองที่อาศัยและจัดการพื้นที่เหล่านี้ตามวิถีชีวิตดั้งเดิมมานาน กลับถูกตีความว่าเป็น ผู้บุกรุก เมื่อเทียบกับกฎหมายอนุรักษ์และกฎหมายป่าไม้ ซึ่งกำหนดกรรมสิทธิ์และสิทธิการใช้ประโยชน์ให้กับรัฐเป็นหลัก (state-centric resource governance) การนิยามเช่นนี้ไม่เพียงจำกัดการเข้าถึงทรัพยากรของชุมชน แต่ยังสร้างความไม่สมดุลระหว่างการอนุรักษ์ การพัฒนา และสิทธิของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีโครงการอุตสาหกรรมหรือสัมปทานทรัพยากร
การเปรียบเทียบกับ รัฐธรรมนูญเอกวาดอร์ แสดงให้เห็นแนวทางตรงข้ามอย่างชัดเจน รัฐธรรมนูญเอกวาดอร์ให้ ชุมชนและชนเผ่าพื้นเมืองมีสถานะเป็นผู้ทรงสิทธิร่วมกับธรรมชาติ (co-rights holders with nature) และยอมรับภูมิปัญญาดั้งเดิมของชุมชนในการจัดการทรัพยากรและระบบนิเวศอย่างองค์รวม การบัญญัติสิทธิชุมชนเช่นนี้สอดคล้องกับแนวคิด ecological constitutionalism และ commons-oriented governance ที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์เชิงระบบระหว่างชุมชนกับธรรมชาติ แทนที่จะเป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างรัฐกับประชาชนเพียงอย่างเดียว การรับรองสิทธิของชุมชนในลักษณะนี้จึงไม่เพียงเพิ่มอำนาจการมีส่วนร่วม แต่ยังส่งเสริม ความยั่งยืนทางนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ โดยให้ชุมชนมีบทบาทเป็นศูนย์กลางในการคุ้มครองและจัดการทรัพยากรอย่างแท้จริง
เอกวาดอร์: ชุมชนในฐานะผู้พิทักษ์ธรรมชาติ
รัฐธรรมนูญเอกวาดอร์ยอมรับบทบาทของ ชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น ในฐานะผู้มีความรู้ดั้งเดิม (Traditional Ecological Knowledge) และผู้พิทักษ์ระบบนิเวศ (custodians of ecosystems) ซึ่งถือว่าเป็น ผู้ทรงสิทธิร่วมกับธรรมชาติ (co-rights holders with nature) การบัญญัติสิทธิของชุมชนเช่นนี้สะท้อนแนวคิด ecological constitutionalism และการจัดการทรัพยากรแบบ commons-oriented governance ที่ยอมรับว่าการอนุรักษ์และการใช้ทรัพยากรเป็นกระบวนการเชิงสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับระบบนิเวศ ไม่ใช่เป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างรัฐกับประชาชนเพียงอย่างเดียว
รัฐธรรมนูญเอกวาดอร์ยังเชื่อมโยง สิทธิในวัฒนธรรม วิถีชีวิต และการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ เป็นองค์รวม ทำให้การจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมไม่ถูกแยกออกเป็นเรื่องเศรษฐกิจ เทคโนโลยี หรือการปกครองเหมือนในระบบกฎหมายตะวันตกแบบดั้งเดิม (Western legal positivism) การบัญญัติสิทธิของชุมชนและธรรมชาติเช่นนี้ไม่เพียงเพิ่มอำนาจการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่ยังส่งเสริม ความยั่งยืนและการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่านกลไกการจัดการเชิงนิเวศที่ชุมชนมีบทบาทเป็นศูนย์กลาง จากงานวิจัยเชิงทฤษฎีหลายชิ้นที่ศึกษารัฐธรรมนูญเอกวาดอร์และ สิทธิของธรรมชาติ (Rights of Nature) พบข้อสนับสนุนว่าการยอมรับสิทธิธรรมชาติและบทบาทของชุมชนพื้นเมืองทำให้เกิด paradigm shift จากระบบกฎหมายแบบ สากลตะวันตกที่มองธรรมชาติเป็นทรัพย์สิน ไปสู่การยอมรับธรรมชาติในฐานะ subject of rights และให้ความสำคัญกับภูมิปัญญาชุมชนในการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยนักวิชาการกล่าวว่าการบัญญัติสิทธิของธรรมชาติเช่นนี้ต้องอาศัยกรอบที่ ข้ามความคิดแบบศูนย์กลางมนุษย์ (non‑anthropocentric law) ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบกฎหมายตะวันตกแบบดั้งเดิมไม่ท้าทายอย่างเพียงพอ เพราะโดยทั่วไปกฎหมายภายใต้หลัก legal positivism แบบดั้งเดิมในตะวันตก มักถือว่าผู้มีสิทธิ (rights holders) เป็นเพียง “มนุษย์” ไม่ใช่ระบบนิเวศหรือธรรมชาติในตัวเอง
ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี: กรอบนโยบายเหนือสิทธิ
หนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญของ รัฐธรรมนูญไทย พ.ศ. 2560 คือ มาตรา 65 ว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรอบบังคับเหนือรัฐบาล หน่วยงานรัฐ และกระบวนการออกกฎหมายหรือกำหนดนโยบายสาธารณะ แผนพลังงาน แผนแม่บทแร่ และแผนจัดการทรัพยากรหลายฉบับถูกวางโครงสร้างภายใต้กรอบนี้ โดยมีลักษณะร่วมคือ เน้นการใช้ทรัพยากรเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก และลดทอนบทบาทการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือชุมชนท้องถิ่น สิทธิในสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชนจึงถูกกำหนดให้อยู่ภายใต้กรอบที่ต้องสอดคล้องกับนโยบายระดับชาติ ทำให้ในทางปฏิบัติ ไม่สามารถท้าทายนโยบายหรือการพัฒนาเชิงอุตสาหกรรมได้อย่างแท้จริง

การกำหนดให้ยุทธศาสตร์ชาติยาวถึง 20 ปี และมีผลผูกพันต่อรัฐบาลและหน่วยงานราชการทุกแห่ง ยิ่งสะท้อนถึง ความเข้มข้นของกรอบอำนาจเหนือสิทธิประชาชน ซึ่งยิ่งทวีความซับซ้อนเนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกจัดทำขึ้นในช่วงที่ประเทศอยู่ภายใต้การปกครองของคณะรัฐประหาร จึงขาดความชอบธรรมในแง่การมีส่วนร่วมของประชาชนและการตรวจสอบของสังคม
ในทางตรงกันข้าม รัฐธรรมนูญเอกวาดอร์ นำหลักการ precautionary principle มาบัญญัติอย่างชัดเจน และให้อำนาจศาลสามารถระงับกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบนิเวศ แม้ผลกระทบยังไม่เกิดขึ้นเต็มรูปแบบ แนวทางนี้สะท้อนกรอบคิด ecocentric constitutionalism ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนของระบบนิเวศและสิทธิของธรรมชาติในตัวเอง แตกต่างจากกรอบยุทธศาสตร์ชาติไทยที่จัดลำดับความสำคัญของเศรษฐกิจเหนือสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อม การเปรียบเทียบดังกล่าวชี้ให้เห็นความจำเป็นในการปฏิรูปกรอบนโยบายของไทยเพื่อให้สิทธิสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชนสามารถมีอำนาจตรวจสอบและป้องปรามนโยบายระดับชาติได้อย่างแท้จริง
การฟื้นฟูระบบนิเวศ: สิ่งที่รัฐธรรมนูญไทยไม่เคยพูดถึง
รัฐธรรมนูญไทยและกฎหมายที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่แนวทาง การเยียวยาและชดเชยความเสียหาย ที่เกิดขึ้นต่อประชาชนหรือชุมชนเมื่อมีการใช้ทรัพยากรหรือเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยสิทธิและมาตรการเหล่านี้มักถูกตีความว่าเป็นสิทธิของประชาชนในฐานะผู้ได้รับผลกระทบ แต่ ไม่เคยรับรองสิทธิในการฟื้นฟูระบบนิเวศ (Right to Ecological Restoration) อย่างเป็นหลักการ การขาดกรอบสิทธินี้สะท้อนมุมมองเชิง anthropocentric environmental law ที่ถือว่าธรรมชาติเป็นเพียงทรัพยากรสำหรับมนุษย์ และสามารถถูกแทนค่าด้วยเงินหรือมาตรการชดเชยเพียงอย่างเดียว

ในทางตรงกันข้าม รัฐธรรมนูญเอกวาดอร์มาตรา 72 กำหนดชัดเจนว่าธรรมชาติมี สิทธิในการฟื้นฟูตัวเอง โดยการฟื้นฟูนี้เป็นอิสระจากการชดเชยแก่ประชาชนหรือชุมชนที่พึ่งพาทรัพยากร หากแม้ผู้กระทำความเสียหายจะจ่ายค่าชดเชยแล้วก็ตาม รัฐและเอกชนยังมีหน้าที่รับผิดชอบในการฟื้นคืนระบบนิเวศให้กลับสู่สภาพเดิม แนวทางนี้สะท้อนหลักคิด ecocentric constitutionalism ที่ยืนยันว่าธรรมชาติมีคุณค่าในตัวเองและไม่สามารถถูกแปรสภาพเป็นเงินหรือสิ่งทดแทนอื่น ๆ ได้ การบัญญัติสิทธิฟื้นฟูเช่นนี้จึงถือเป็นมาตรการที่เข้มแข็งและเป็นรูปธรรมในการรับรองความยั่งยืนของระบบนิเวศ ซึ่งรัฐธรรมนูญไทยยังไม่ให้ความสำคัญอย่างเพียงพอ
ทรัพยากรธรรมชาติ: กรรมสิทธิ์ของรัฐ vs สมบัติร่วม
ไทย: การผูกขาดทรัพยากรโดยรัฐและทุน
กฎหมายไทยนิยามที่ดิน ป่าไม้ และทรัพยากรธรรมชาติว่าเป็น กรรมสิทธิ์ของรัฐ การเข้าถึงและใช้ประโยชน์จึงต้องอยู่ภายใต้ระบบใบอนุญาต สัมปทาน และการควบคุมของหน่วยงานรัฐ เช่น พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 และพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 โครงสร้างกฎหมายดังกล่าวสะท้อนแนวคิด state-centric resource governance ที่มองรัฐเป็นเจ้าของสูงสุดของทรัพยากรธรรมชาติ แม้ว่ากรอบนี้มุ่งเน้นการอนุรักษ์และการจัดการทรัพยากรอย่างเป็นระบบ แต่ในทางปฏิบัติกลับเปิดช่องให้เกิด การผูกขาดทรัพยากรโดยรัฐและทุนใหญ่ ผ่านการให้สัมปทานพื้นที่ป่าเพื่ออุตสาหกรรม เหมืองแร่ หรือพลังงาน พร้อมทั้งลดบทบาทของชุมชนและชนเผ่าพื้นเมืองในฐานะผู้ใช้ประโยชน์ดั้งเดิมของพื้นที่
ปัญหานี้ยังถูกขยายความเมื่อพิจารณา หลักการการยินยอมโดยสมัครใจ ล่วงหน้า และมีข้อมูลครบถ้วน (Free, Prior and Informed Consent: FPIC) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลในการคุ้มครองสิทธิชุมชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น ตามอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) ตัวอย่างจากต่างประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ แม้จะรับรองสิทธิชุมชนในระดับรัฐธรรมนูญและกฎหมาย แต่การบังคับใช้ FPIC ในการตัดสินใจโครงการพัฒนายังไม่สอดคล้องในทางปฏิบัติ ส่งผลให้เกิดข้อพิพาทด้านทรัพยากรและที่ดินจำนวนมาก เมื่อเปรียบเทียบกับบริบทไทย ซึ่งยังไม่มีการรับรอง FPIC อย่างเป็นระบบในกฎหมายทรัพยากรและที่ดิน การละเว้นสิทธิชุมชนดังกล่าวจึงเป็น ปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความขัดแย้งด้านที่ดินและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ขณะที่คณะกรรมการภายใต้มาตร 8j ในอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biological Diversity, CBD) ได้ออกแบบแนวทางที่เป็นมาตรฐานสากลในการคุ้มครองสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง ชาติพันธุ์ และชุมชนท้องถิ่น IPLCs ในการจัดการทรัพยากรและรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อให้แนวทางดังกล่าวลดความเสี่ยงต่อการผูกขาดทรัพยากรและการละเลยสิทธิ FPIC
ในประเทศไทยยังขาดการนำหลักการที่เป็นพันธกรณีระหว่างประเทศมา บังคับใช้อย่างเข้มงวด ส่งผลให้เกิดปัญหาเชิงโครงสร้างด้านสิทธิชุมชน เช่น การแย่งยึดที่ดิน การฟ้องปิดปาก (SLAPP) และการมองชุมชนท้องถิ่นหรือชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมเป็นผู้บุกรุก แม้ว่าชุมชนเหล่านี้จะอาศัยและใช้พื้นที่มาอย่างยาวนาน ระบบกฎหมายไทยยังไม่สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกถ่วงดุลอำนาจระหว่างรัฐและทุนได้อย่างแท้จริง การละเว้นมิติของ Indigenous Peoples and Local Communities (IPLCs) ทำให้การพัฒนาเชิงอุตสาหกรรมและการจัดการทรัพยากรไม่สอดคล้องกับหลัก conservation with social equity และก่ออุปสรรคต่อการบรรลุเป้าหมายความหลากหลายทางชีวภาพตามอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD)

ดังนั้น การปฏิรูปกฎหมายและนโยบายควรให้ความสำคัญกับการ รับรองสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นตามแนวทาง IPLCs พร้อมทั้งเปิดช่องให้ชุมชนมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบาย การนำหลักการ Free, Prior and Informed Consent (FPIC) มาใช้เป็นกรอบปฏิบัติจะช่วยสร้างสมดุลระหว่าง การอนุรักษ์ การพัฒนา และสิทธิของประชาชนและชุมชนดั้งเดิม ทำให้เกิดการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนและเป็นธรรมมากขึ้น
เอกวาดอร์: บริการทางระบบนิเวศที่ห้ามผูกขาด
มาตรา 74 ของรัฐธรรมนูญเอกวาดอร์ระบุชัดเจนว่า บุคคล ชุมชน และชนเผ่าพื้นเมืองมีสิทธิที่จะได้รับประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิต และการใช้บริการทางระบบนิเวศเหล่านี้ ไม่อาจถูกถือครองเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล การผลิต การส่งมอบ และการพัฒนาบริการทางนิเวศต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ . แนวคิดนี้สะท้อนกรอบการจัดการสิ่งแวดล้อมในเชิง commons-oriented ecological constitutionalism ซึ่งยืนยันว่า ระบบนิเวศเป็นสมบัติร่วมของสังคม ไม่สามารถแปรรูปเป็นทรัพย์สินเชิงพาณิชย์เพื่อตอบสนองตลาดหรือกำไรส่วนบุคคลได้
การบัญญัติทางรัฐธรรมนูญดังกล่าวตั้งคำถามต่อกลไกตลาดและวิถีทางพัฒนาเชิงเศรษฐกิจที่อาศัยการซื้อขายทรัพยากร เช่น คาร์บอนเครดิต การจำหน่ายน้ำ หรือการผูกขาดทรัพยากรโดยทุนขนาดใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย แนวคิดของเอกวาดอร์ชี้ให้เห็นถึง ความเป็นไปได้ในการออกแบบกฎหมายที่จัดการระบบนิเวศเป็นสาธารณะและยั่งยืน การยกบริการระบบนิเวศออกจากขอบเขตกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลและให้รัฐเป็นผู้กำกับดูแล ทำให้สามารถป้องกันการผูกขาด การบิดเบือนตลาด และความขัดแย้งด้านสิทธิของชุมชนและชนเผ่าพื้นเมืองได้ นอกจากนี้ยังเป็นการสอดคล้องกับหลักการ justiciable environmental rights ที่เปิดช่องให้ประชาชนหรือชุมชนสามารถใช้ศาลปกป้องบริการระบบนิเวศได้โดยตรง
เมื่อธรรมชาติขึ้นศาล: บทเรียนจาก “คดีกบ” เอกวาดอร์
คดีที่นักชีววิทยา อันเดรีย เตราน บาเดซ ยื่นฟ้องต่อศาลเอกวาดอร์ในปี ค.ศ. 2020 ในนามของกบสองสายพันธุ์ที่ถิ่นอาศัยกำลังถูกคุกคามจากโครงการเหมืองแร่ เป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า “สิทธิของธรรมชาติ” ภายใต้รัฐธรรมนูญเอกวาดอร์มิได้เป็นเพียงหลักการเชิงอุดมคติหรือถ้อยคำเชิงสัญลักษณ์ หากแต่เป็น สิทธิที่มีสภาพบังคับทางกฎหมาย (justiciable rights) อย่างแท้จริง กล่าวคือ เป็นสิทธิที่สามารถถูกยกขึ้นอ้างในศาล และนำไปสู่คำสั่งที่มีผลผูกพันต่อรัฐและเอกชนได้โดยตรง การที่ศาลยอมรับการฟ้องคดีโดยไม่ต้องอาศัยการพิสูจน์ความเสียหายของมนุษย์ แต่พิจารณาจากผลกระทบต่อการดำรงอยู่ของสปีชีส์และระบบนิเวศ สะท้อนการขยายขอบเขตของกระบวนการยุติธรรมจากกรอบมนุษย์เป็นศูนย์กลางไปสู่กรอบเชิงนิเวศ (ecocentric adjudication)

ในเชิงทฤษฎี การทำให้สิทธิของธรรมชาติมีสถานะเป็น justiciable rights ส่งผลให้กระบวนการยุติธรรมทำหน้าที่เป็นกลไกถ่วงดุลอำนาจรัฐและทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ สิทธิของธรรมชาติกลายเป็นบรรทัดฐานเชิงรัฐธรรมนูญที่ศาลสามารถใช้ตรวจสอบนโยบายและโครงการพัฒนาได้ แม้กิจกรรมดังกล่าวจะได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานของรัฐแล้วก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับบริบทของประเทศไทย จะเห็นได้ว่าระบบกฎหมายไทยยังคงจำกัดการเข้าถึงศาลในคดีสิ่งแวดล้อมไว้กับผู้ที่สามารถพิสูจน์ความเสียหายต่อตนเองโดยตรง ส่งผลให้ธรรมชาติ ชุมชน และชนเผ่าพื้นเมืองจำนวนมากถูกทำให้ “ไร้เสียง” ในกระบวนการยุติธรรม การขาดการรับรองสิทธิที่มีสภาพบังคับเช่นนี้ ทำให้ศาลไม่สามารถทำหน้าที่ปกป้องระบบนิเวศในเชิงป้องกันได้อย่างเต็มที่ และตอกย้ำข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของรัฐธรรมนูญไทยในการจัดการความขัดแย้งด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
รัฐธรรมนูญไทยควรเรียนรู้อะไรจากเอกวาดอร์
ความแตกต่างระหว่างรัฐธรรมนูญไทย พ.ศ. 2560 กับรัฐธรรมนูญเอกวาดอร์ ไม่อาจอธิบายได้เพียงในระดับความแตกต่างเชิงเทคนิคทางนิติศาสตร์ หากแต่สะท้อนความแตกต่างเชิงกระบวนทัศน์ของ constitutionalism ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และอำนาจรัฐ โดยรัฐธรรมนูญไทยยังตั้งอยู่บนฐานคิดแบบ anthropocentrism ซึ่งมองธรรมชาติในฐานะทรัพยากรเพื่อรองรับการพัฒนาและการใช้ประโยชน์ของมนุษย์เป็นหลัก ในกรอบคิดดังกล่าว สิ่งแวดล้อมถูกจัดวางเป็นวัตถุแห่งการบริหารจัดการของรัฐ และสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมถูกลดทอนให้เป็นเพียงหน้าที่เชิงนโยบาย มากกว่าการเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่สามารถบังคับใช้ได้โดยตรง
ในทางตรงกันข้าม รัฐธรรมนูญเอกวาดอร์สะท้อนการขยับเข้าสู่กรอบคิดแบบ ecocentrism อย่างชัดเจน ผ่านการรับรอง “สิทธิของธรรมชาติ” ในฐานะผู้ทรงสิทธิ (subject of rights) ซึ่งมีคุณค่าในตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องอ้างอิงประโยชน์ของมนุษย์เป็นเงื่อนไขเบื้องต้น การรับรองดังกล่าวไม่เพียงเป็นนวัตกรรมทางกฎหมาย แต่ยังเป็นการท้าทายโครงสร้างของกฎหมายรัฐธรรมนูญสมัยใหม่ที่ผูกขาดสถานะผู้ทรงสิทธิไว้กับมนุษย์และรัฐเท่านั้น โดยขยายขอบเขตของความยุติธรรมทางรัฐธรรมนูญไปสู่ระบบนิเวศโดยรวม

ในมิติของ environmental constitutionalism ความแตกต่างนี้ส่งผลโดยตรงต่อการกระจายอำนาจและการถ่วงดุลอำนาจรัฐ ภายใต้รัฐธรรมนูญไทย สิทธิด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชนยังคงอยู่ภายใต้กรอบนโยบายของรัฐและแผนพัฒนาระยะยาว ส่งผลให้สิทธิไม่สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกจำกัดอำนาจรัฐได้อย่างแท้จริง ขณะที่รัฐธรรมนูญเอกวาดอร์ใช้สิทธิของธรรมชาติเป็น “บรรทัดฐานเชิงรัฐธรรมนูญ” (constitutional norm) ที่สามารถใช้ตรวจสอบ ระงับ หรือจำกัดกิจกรรมของรัฐและเอกชนที่คุกคามระบบนิเวศได้ แม้กิจกรรมนั้นจะอ้างประโยชน์สาธารณะด้านเศรษฐกิจก็ตาม
ดังนั้น บทเรียนสำคัญที่รัฐธรรมนูญไทยอาจเรียนรู้จากเอกวาดอร์ มิใช่เพียงการเพิ่มถ้อยคำว่าด้วยการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม หากแต่คือการปรับเปลี่ยนฐานคิดของกฎหมายสูงสุด จากการมองธรรมชาติเป็นวัตถุแห่งการใช้ประโยชน์ ไปสู่การยอมรับธรรมชาติในฐานะผู้ทรงสิทธิที่มีคุณค่าในตัวเอง การปฏิรูปรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้านที่ดิน สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรอย่างยั่งยืน จึงจำเป็นต้องตั้งคำถามเชิงโครงสร้างว่า ใครควรถูกนับรวมอยู่ในชุมชนของผู้ทรงสิทธิทางรัฐธรรมนูญ และกฎหมายสูงสุดควรทำหน้าที่ปกป้องชีวิตในความหมายที่กว้างกว่ามนุษย์เพียงอย่างเดียวหรือไม่
อ้างอิง
- The Ecuadorian Constitution was the first national constitution to give rights to nature
- Somewhere between Rhetoric and Reality: Environmental Constitutionalism and the Rights of Nature in Ecuador
- Deusto Journal of Human Rights ;Revista Deusto de Derechos Humanos
- ยุทธศาสตร์ชาติ เป็นเป้าหมายในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาล
- สฤณี อาชวานันทกุล,ยุทธศาสตร์ชาติ หรือยุทธการขายฝัน? ข้อสังเกตบางประการต่อ ‘ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี’
- Making FPIC – Free, Prior and Informed Consent – Work: Challenges and Prospects for Indigenous Peoples
- Article 8(j) – Traditional Knowledge, Innovations and Practices
- CONSTITUTION OF THE REPUBLIC OF ECUADOR
- The Ecological Constitution Reframing Environmental Law
- CORTE CONSTITUCIONAL DEL ECUADOR CASO NO. 1149-19-JP
- Can Rights of Nature Make Development More Sustainable? Why Some Ecuadorian lawsuits Succeed and Others Fail
- The Environmental Rights Revolution


