เมืองลาปู-ลาปู, เซบู, ฟิลิปปินส์, 9 พฤษภาคม 2569 – ในขณะที่บรรดาผู้นำอาเซียนร่วมหารือเรื่องความยั่งยืนและความพร้อมของภูมิภาคในการรับมือกับวิฤตต่าง ๆ ในวันเปิดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน กลุ่มนักกิจกรรมกรีนพีซซึ่งรวมตัวกันอย่างสันติบริเวณภายนอกสถานที่จัดการประชุม เพื่อเรียกร้องแนวทางแก้ไขและมาตรการเร่งด่วนต่อวิฤตขยะและมลพิษพลาสติก  กลับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัว ทั้งที่ข้อเรียกร้องของพวกเขา สอดคล้องกับเป้าหมายเดียวกับที่ผู้นำอาเซียนกล่าวถึงในการประชุมครั้งนี้

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้น ณ เมืองเซบู เพียงไม่กี่เดือนหลังจากเหตุการณ์บ่อขยะบินาลิวถล่มเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งตอกย้ำให้เห็นถึงต้นทุนชีวิตและผลกกระทบต่อประชาชนที่รุนแรงขึ้นจากวิกฤตขยะและมลพิษพลาสติกในภูมิภาค

นักกิจกรรมทั้ง 4 คนได้รับแจ้งว่าจะถูกดำเนินคดีอาญาในข้อกล่าวหาว่าละเมิดกฎหมาย Batas Pambansa Blg. 880 [1] แม้ว่าการประท้วงดังกล่าวจะเป็นไปอย่างสงบและปราศจากความรุนแรงก็ตาม และขณะรายงานเหตุการณ์นี้ นักกิจกรรมทั้ง 4 คนได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวโดยมีการวางเงินประกันแล้ว

มาเรียน เลเดสมา นักรณรงค์จากกรีนพีซ กล่าวต่อกรณีการจับกุมและควบคุมนักกิจกรรม รวมถึงคำแถลงการณ์ของประธานาธิบดีมาร์คอส จูเนียร์ ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 48 ว่า

“ในขณะที่บรรดาผู้นำอาเซียนกล่าวถึงความพร้อมรับมือกับวิกฤต ความยั่งยืน และความร่วมมือระดับภูมิภาคภายในที่ประชุม แต่นักกิจกรรมผู้ออกมาเรียกร้องให้แก้ไขต้นตอของวิกฤตสภาพภูมิอากาศและมลพิษพลาสติกอย่างสันติ กลับถูกควบคุมตัวอยู่ภายนอก

การจับกุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่ที่ยิ่งขยายวงกว้างขึ้นระหว่างวาทกรรมของผู้นำอาเซียนกับความเป็นจริงที่ชุมชนทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องเผชิญ ชุมชนเหล่านี้ยังคงต้องแบกรับผลกระทบอย่างหนักจากมลพิษพลาสติกที่เลวร้ายลง ภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศ มลพิษจากสารพิษ และการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล”

การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนไม่ใช่อาชญากรรม และการประท้วงอย่างสันติไม่ใช่ภัยคุกคามต่อประชาธิปไตย การเรียกร้องความรับผิดชอบจากรัฐบาลและบริษัทผู้สร้างมลพิษก็ไม่ใช่อาชญากรรมเช่นกัน ประธานาธิบดีมาร์คอส จูเนียร์เองได้กล่าวย้ำหลายครั้งถึงแนวทาง ‘ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม’ ในการรับมือกับวิกฤตการณ์ต่าง ๆ แต่แนวทางที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง ต้องเริ่มจากการรับฟังผู้ที่ออกมาสะท้อนปัญหาร้ายแรงที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่การตอบโต้ด้วยข้อหาทางอาญา รัฐบาลไม่ควรสร้างความหวาดกลัวต่อเยาวชน ชุมชน และเหล่านักปกป้องสิ่งแวดล้อมที่ออกมาส่งเสียงเรียกร้องความยุติธรรม

ในทำนองเดียวกัน ผู้นำอาเซียนไม่สามารถอ้างได้ว่ามีความจริงจังต่อเรื่องความยั่งยืน หากยังปฏิเสธที่จะเผชิญหน้ากับบทบาทสำคัญของบริษัทฟอสซิลและปิโตรเคมี ที่เป็นตัวการขับเคลื่อนทั้งวิกฤตสภาพภูมิอากาศและวิกฤตพลาสติก การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลและพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ในขณะที่ชุมชนต้องแลกด้วยสุขภาพ วิถีชีวิต ที่อยู่อาศัย หรือแม้แต่ชีวิตย่อมทำให้เกิดคำถามที่สำคัญว่า แท้จริงแล้วผลประโยชน์ของใครกันที่ถูกให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

ความย้อนแย้งที่น่ากังวลยิ่งกว่า คือการที่การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งนี้จัดขึ้นที่เมืองเซบู เพียงไม่กี่เดือนหลังจากโศกนาฏกรรมบ่อขยะบินาลิวถล่ม ซึ่งเผยให้เห็นถึงต้นทุนชีวอตและผลกระทบอย่างร้ายแรงที่ปีะชาชนต้องแบกรับจากวิกฤตขยะพลาสติกในภูมิภาค แต่บทบาทของบริษัทผู้สร้างมลพิษที่เป็นตัวการขับเคลื่อนปัญหานี้กลับยังคงไม่ถูกกล่างถึงในการหารือ

ประธานาธิบดีมาร์คอส จูเนียร์ กล่าวถึงการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้า แต่ถ้อยคำเหล่านี้กลับไร้น้ำหนัก ในขณะที่รัฐบาลทั่วทั้งภูมิภาคยังคงสนับสนุนให้การขยายตัวของเชื้อเพลิงฟอสซิลและการผลิตปิโตรเคมีดำเนินต่อไป ชุมชนทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ได้ต้องการสุนทรพจน์ที่หลีกเลี่ยงการพูดถึงต้นตอของวิกฤตเหล่านี้ แต่สิ่งที่พวกเขาต้องการคือ มาตรการที่เร่งด่วนเพื่อยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ลดการผลิตพลาสติกจากต้นทาง บังคับให้บริษัทผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบ และเร่งการเปลี่ยนผ่านที่ไปสู่พลังงานหมุนเวียนและระบบใช้ซ้ำที่เป็นธรรม

เราขอเรียกร้องให้ยกข้กล่าวหาต่อนักกิจกรรมโดยทันที และเรียกร้องให้ทางการฟิลิปปินส์เคารพอสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกและการประท้วงอย่างสันติ ภัยคุกคามที่แท้จริงต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ใช่การเคลื่อนไหวของภาคประชาชน แต่คือความล้มเหลวอย่างต่อเนื่องของเหล่าผู้นำในการเผชิญหน้ากับกลุ่มบริษัท และความอยุติธรรมที่เป็นตัวขับเคลื่อนการทำลายสภาพภูมิอากาศ มลพิษพลาสติก และความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่รุนแรงขึ้นทั่วทั้งภูมิภาค”

สามารถดาวน์โหลดภาพถ่ายได้ ที่นี่


หมายเหตุสำหรับบรรณาธิการ:

[1] Batas Pambansa Blg. 880 (BP 880) หรือที่รู้จักในชื่อ พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2528 เป็นกฎหมายของประเทศฟิลิปปินส์ที่กำกับดูแลการชุมนุมสาธารณะ การชุมชนุมประท้วง และการเดินขบวนในพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้การชุมนุมเป็นไปอย่างสงบ กฎหมายดังกล่าวกำหนดให้การรวมตัวในที่สาธารณะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากหน่วยงานท้องถิ่น กำหนดให้เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายต้องใช้ “ความอดทนอดกลั้นสูงสุด (maximum tolerance)” และให้การคุ้มครองสิทธิในการชุมนุมประท้วง – คลังข้อมูลกฎหมายอิเล็กทรอนิกส์ศาลฎีกาฟิลิปปินส์ 

[2] กรีนพีซส่งสารถึงที่ประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 48 เรียกร้องผู้นำอาเซียนยุติวิกฤตพลาสติกและการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล

[3] ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย: การจัดการวิกฤตพลาสติกเชิงระบบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

[4] การเผชิญหน้ากับวิกฤตพลาสติกและขยะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้: ปัจจัยขับเคลื่อนเชิงระบบ                    ผลกระทบ และความเร่งด่วนทางนโยบาย – กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ

สมฤดี ปานะศุทธะ กรีนพีซ ประเทศไทย โทร. 081 929 5747 อีเมล. [email protected]