กรุงเทพฯ ประเทศไทย 16 กันยายน 2569 – ขณะที่บริษัทก๊าซฟอสซิล นักลงทุน และรัฐบาลจากหลายประเทศรวมตัวกันในงาน Gastech 2026 ที่กรุงเทพฯ เพื่อผลักดันข้อตกลงและโครงสร้างพื้นฐานก๊าซแห่งใหม่ ภาคประชาสังคมและตัวแทนชุมชนแนวหน้าจากหลายประเทศในเอเชียได้รวมตัวกันที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) เพื่อนำเสนออีกมุมมองหนึ่งต่อการขยายตัวของก๊าซฟอสซิล โดยชี้ให้เห็นถึงผลประโยชน์ของภาคธุรกิจและภาคการเงินที่อยู่เบื้องหลัง ตลอดจนต้นทุนที่ชุมชนทั่วภูมิภาคต้องแบกรับ

ภายใต้หัวข้อ “ภาพลวงตาของฟอสซิล: เปิดอิทธิพลภาคธุรกิจ เส้นทางการเงิน และต้นทุนที่ถูกมองข้ามในงาน Gastech 2026” เครือข่าย Fossil Free Thailand ร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคมและตัวแทนชุมชน ซึ่งประกอบด้วยกรีนพีซ ประเทศไทย Solutions for Our Climate (SFOC), Accountability Counsel และตัวแทนชุมชนจากเนปาล ไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ร่วมกันฉายภาพให้เห็นบทบาทและอิทธิพลของภาคธุรกิจ การเมือง และการเงินที่มีต่อการขยายตัวของก๊าซฟอสซิลในเอเชีย รวมถึงความเชื่อมโยงกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

Gastech 2026 ครั้งที่ 54 เกิดขึ้นขณะที่ชุมชนในหลายพื้นที่ในภูมิภาคเอเชียกำลังเผชิญกับผลกระทบจากอุณหภูมิของโลกที่ร้อนขึ้น ภัยพิบัติจากดินถล่มและน้ำท่วมฉับพลันบริเวณชายแดนเนปาลและทิเบตเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อครอบครัวและชุมชน กระแสน้ำพัดทำลายบ้านเรือน โรงเรียน ตลาด ถนน และโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าพลังน้ำ ภัยพิบัติครั้งนี้ตอกย้ำให้เห็นว่าวิกฤตสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วสามารถสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อชีวิตและวิถีทำกิน โดยชุมชนแนวหน้ามักเป็นกลุ่มที่ต้องแบกรับผลกระทบหนักที่สุด

ในขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงเดินหน้าสกัดและจำหน่ายก๊าซฟอสซิล ซึ่งการเผาไหม้มีส่วนเร่งให้อุณหภูมิของโลกร้อนขึ้น และทำให้สภาพอากาศสุดขั้วทวีความรุนแรงมากขึ้น ภายในงาน Gastech 2026 บริษัทก๊าซฟอสซิลรายใหญ่ นักลงทุน และรัฐบาลกำลังเดินหน้าความร่วมมือและโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านก๊าซ เพียงไม่กี่วันหลังงานเริ่มขึ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทยเปิดเผยว่าการประชุมและเจรจาในงาน Gastech 2026 นี้ได้บรรลุข้อตกลงทางธุรกิจด้านพลังงานมูลค่ากว่า 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมระบุว่า สิ่งนี้สะท้อนศักยภาพที่เพิ่มขึ้นของเอเชียในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจพลังงานระดับโลก อย่างไรก็ตาม การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างต่อเนื่องเสี่ยงกับการผูกภูมิภาคเอเชียไว้กับการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลไปอีกหลายทศวรรษ ขณะที่ชุมชนต้องแบกรับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ

เงินทุนสาธารณะมีบทบาทสำคัญต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรมก๊าซฟอสซิลในเอเชีย โครงสร้างพื้นฐานด้านก๊าซต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นจำนวนมาก และอาจมีความเสี่ยงทางการเงินในระยะยาว ทำให้บางโครงการไม่สามารถหาแหล่งเงินทุนจากภาคเอกชนเพียงอย่างเดียว หน่วยงานสินเชื่อเพื่อการส่งออกและสถาบันการเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญผ่านการให้เงินกู้ และการประกันความเสี่ยง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินและเพิ่มโอกาสให้โครงการได้รับเงินทุน ขณะเดียวกัน การสนับสนุนจากภาครัฐยังอาจสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนเอกชนและช่วยดึงดูดเงินทุนเพิ่มเติมเข้าสู่โครงการ

เกาหลีใต้เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงขนาดของการสนับสนุนทางการเงินดังกล่าว โดยระหว่างปี 2563 ถึง 2567 เงินทุนสาธารณะด้านสินเชื่อเพื่อการส่งออกของเกาหลีใต้สำหรับโครงการพลังงานในต่างประเทศร้อยละ 74.5 ถูกนำไปสนับสนุนโครงการเชื้อเพลิงฟอสซิล และในจำนวนนี้ ก๊าซธรรมฟอสซิลเพียงอย่างเดียวคิดเป็นร้อยละ 58.1 ของเงินทุนทั้งหมด การที่เงินทุนสาธารณะเข้ามารับหรือลดความเสี่ยงที่นักลงทุนเอกชนอาจไม่พร้อมแบกรับ จะทำให้แผนโครงการก๊าซฟอสซิลมีโอกาสเกิดขึ้นจริง และส่งผลต่อทิศทางของระบบพลังงานไปอีกหลายทศวรรษ

บทบาทของเงินทุนสาธารณะยังนำไปสู่คำถามสำคัญเรื่องความรับผิดชอบ เมื่อสถาบันการเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐมีส่วนทำให้โครงการก๊าซฟอสซิลเดินหน้า ความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงไม่ควรอยู่ที่บริษัทผู้พัฒนาโครงการเพียงฝ่ายเดียว หลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน เน้นย้ำถึงความรับผิดชอบของภาคธุรกิจในการระบุ ป้องกัน และจัดการผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของตน ขณะที่ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ได้ยืนยันว่าเป็นหน้าที่ของรัฐภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศในการปกป้องคุ้มครองสภาพภูมิอากาศ ให้ปลอดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภาคประชาสังคมขอย้ำถึงความจำเป็นในการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน เพิ่มความโปร่งใสในการตัดสินใจลงทุนด้านการเงิน เปิดให้ชุมชนที่ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย และมีกลไกความรับผิดชอบและการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพเมื่อเกิดความเสียหาย

ในหลายประเทศของเอเชีย ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาเชื้อเพลิงฟอสซิลกำลังเรียกร้องความรับผิดชอบผ่านการรวมตัวของชุมชน การดำเนินการทางกฎหมาย คดีด้านสภาพภูมิอากาศ รวมถึงกลไกความรับผิดชอบของสถาบันการเงิน ตัวอย่างเช่น ในเกาหลีใต้ ข้อกังวลเกี่ยวกับการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน นำไปสู่การยื่นข้อร้องเรียนต่อองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) กรณีการสนับสนุนของสถาบันการเงินภาครัฐต่ออุตสาหกรรมขนส่ง LNG ประสบการณ์ของชุมชนเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ต้นทุนจากการขยายก๊าซฟอสซิลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความเสี่ยงทางการเงิน แต่ยังรวมถึงผลกระทบต่อวิถีชีวิต สุขภาพ ระบบนิเวศ ที่ดิน และทรัพยากรธรรมชาติด้วย

ความจริงเหล่านี้กำลังตั้งคำถามต่อคำกล่าวอ้างที่ว่าก๊าซฟอสซิลคือหนทางสู่ความมั่นคงทางพลังงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจ การขยายก๊าซอย่างต่อเนื่องอาจทำให้ประเทศต่าง ๆ พึ่งพาตลาดเชื้อเพลิงโลกที่มีความผันผวนมากขึ้น ผูกเงินทุนทั้งภาครัฐและเอกชนไว้กับโครงสร้างพื้นฐานเชื้อเพลิงฟอสซิลในระยะยาว และผลักความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจไปให้ชุมชนเป็นผู้แบกรับ ขณะที่รัฐบาล บริษัทพลังงาน และนักลงทุนกำลังเดินหน้าความร่วมมือและโครงการโครงสร้างพื้นฐานก๊าซแห่งใหม่ในงาน Gastech 2026 คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าการลงทุนเหล่านี้ให้คำมั่นว่าจะนำมาซึ่งอะไร แต่ยังรวมถึงว่า ใครคือผู้ได้รับประโยชน์ ใครเป็นผู้ให้เงินทุน และท้ายที่สุดแล้วใครต้องเป็นผู้แบกรับต้นทุนที่เกิดขึ้น

ภาคประชาสังคมเรียกร้องให้รัฐบาล บริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิล นักลงทุน และสถาบันการเงิน ยุติการสนับสนุนโครงการเชื้อเพลิงฟอสซิลแห่งใหม่ และเปลี่ยนทิศทางเงินทุนไปสู่พลังงานหมุนเวียน เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่เป็นธรรม เคารพสิทธิของชุมชน และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พร้อมเรียกร้องให้สถาบันการเงินยกระดับมาตรการคุ้มครองด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม เพิ่มความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการตัดสินใจด้านการเงิน เปิดให้ชุมชนที่ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย และดำเนินมาตรการเยียวยาอย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพเมื่อเกิดความเสียหาย

หมายเหตุ

[1] แถลงการณ์ร่วมภาคประชาสังคมเอเชียต่อการประชุม Gastech 2026

[2]  แถลงการณ์จากชุมชนในประเทศไทยต่อการประชุม Gastech 2026

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ

ณัฏฐณิชา ภู่คล้าย นักสื่อสารงานรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมอากาศ และพลังงาน กรีนพีซ ประเทศไทย

โทร. 061 232 4596 อีเมล [email protected] 

ความเห็นจากผู้ร่วมเสวนา

มนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงาน กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวถึงอิทธิพลของภาคธุรกิจและการเมืองที่ทำให้ไทยยังคงพึ่งพาก๊าซฟอสซิล

“ชุมชนกำลังสูญเสียอำนาจในการตัดสินใจเรื่องที่ส่งผลโดยตรงต่อวิถีชีวิต เศรษฐกิจระดับภาคครัวเรือน และอนาคตของพวกเขา หลายครั้งการตัดสินใจเหล่านี้กลับอยู่ในมือของผู้กำหนดนโยบายและบรรษัทเชื้อเพลิงฟอสซิลรายใหญ่ ซึ่งอาจมีผลประโยชน์ที่สอดคล้องกันในการเดินหน้าขยายอุตสาหกรรมต่อไป ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า พ.ศ. 2569 (PDP2026) ของไทย วางแผนเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซฟอสซิลใหม่สูงถึง 9,100 เมกะวัตต์ ภายในช่วง 12 ปีแรกของแผน ระหว่าง พ.ศ. 2569–2580 ขณะที่การขยายโครงสร้างพื้นฐานก๊าซฟอสซิลยังอาจได้รับแรงสนับสนุนจากแหล่งเงินทุนในต่างประเทศ วันนี้เราจึงมาเรียกร้องให้ผู้ที่มีอำนาจกำหนดอนาคตพลังงานของเรา ที่ให้ความสำคัญกับประชาชนและชุมชนเป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจ ไม่ใช่ผลกำไรของภาคธุรกิ”

Dawon Hwang จาก Solutions for Our Climate กล่าวถึงบทบาทของเงินทุนสาธารณะที่สนับสนุนการขยายก๊าซฟอสซิล

“เบื้องหลังสถานีรับ-จ่ายก๊าซ LNG และโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลทุกโครงการคือการตัดสินใจว่าจะให้เงินทุนสนับสนุนหรือไม่ แต่คนที่ตัดสินใจเรื่องเงินทุนกลับไม่ใช่ชุมชนที่ต้องอยู่กับผลกระทบจากโครงการเหล่านี้ และเงินทุนส่วนสำคัญมาจากเกาหลีใต้ สถาบันการเงินภาครัฐและบริษัทพลังงานของเกาหลีใต้กำลังสนับสนุนการขยายก๊าซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่สถานีรับ-จ่ายก๊าซ LNG มาบตาพุดในประเทศไทย ไปจนถึงโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลในเวียดนาม แม้จะประกาศเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 แล้วก็ตาม คำมั่นด้านสภาพภูมิอากาศที่ไม่มีกรอบเวลาชัดเจนว่าจะยุติการให้เงินทุนแก่การขยายเชื้อเพลิงฟอสซิล เสี่ยงที่จะเป็นเพียงคำมั่นที่ไม่มีความหมาย เราเรียกร้องให้สถาบันภาครัฐของเกาหลีใต้ยุติการให้เงินทุนแก่โครงการก๊าซฟอสซิลแห่งใหม่”

จิราพัชร ช้ำเกตุ เครือข่ายฉะเชิงเทรารีพาวเวอร์ ประเทศไทย กล่าวถึงการต่อสู้ของชุมชนต่อโครงการโครงสร้างพื้นฐานเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ดำเนินมายาวนานกว่าสองทศวรรษ

“ระยะเวลาเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ชุมชนในฉะเชิงเทราต้องอยู่ท่ามกลางการขยายตัวของอุตสาหกรรม และเราก็ต้องต่อสู้กับมลพิษและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในบ้านของเรามาโดยตลอด หลังจากชุมชนร่วมกันคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจนสำเร็จ วันนี้เรากลับเห็นโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลถูกผลักดันเข้ามาแทนที่ พร้อมกับความกังวลต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของเรา ขณะที่พื้นที่อุตสาหกรรมยังคงขยายตัว เรากำลังเห็นต้นมะม่วงในสวนที่พ่อแม่ส่งต่อให้เราค่อย ๆ ยืนต้นตาย และอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ในอนาคตเราจะยังสามารถส่งต่อผืนดินนี้ให้กับคนรุ่นต่อไปได้หรือไม่” 

ปวัตร กาญจนะวงศ์ สมาคมประมงพื้นบ้านระยอง และ EEC Watch กล่าวถึงผลกระทบของโครงสร้างพื้นฐาน LNG ต่อวิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่ง

“ชุมชนระยองยังไม่ทันฟื้นตัวจากผลกระทบของเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่ว ก็ต้องเผชิญกับการก่อสร้างสถานีรับ-จ่ายก๊าซ LNG ขนาดใหญ่บริเวณชายฝั่ง ซึ่งมีการถมทะเลเพื่อก่อสร้างโครงการ หลังจากนั้น เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำ การขุดลอกร่องน้ำเดินเรือทำให้น้ำทะเลขุ่นตลอดทั้งปี และกุ้งเคยที่มีอยู่ก็ลดจำนวนลง รวมถึงสัตว์ทะเลชนิดอื่น ๆ ด้วย ชาวประมงพื้นบ้านที่เคยจับปูม้าได้ประมาณ 20–40 กิโลกรัมต่อคืน ปัจจุบันบางรายจับได้เพียงประมาณ 1 กิโลกรัม เมื่อสัตว์น้ำลดลง รายได้ก็ลดลง คนรุ่นใหม่จึงเริ่มหันหลังให้กับอาชีพประมงพื้นบ้านมากขึ้น สิ่งที่เรากำลังสูญเสียจึงไม่ใช่แค่รายได้ แต่คือวิถีชีวิตที่หล่อเลี้ยงชุมชนของเรามาหลายชั่วอายุคน”

สุเมธ เหรียญพงษ์นาม เครือข่ายเข้มแข็งปราจีนบุรี กล่าวถึงผลกระทบจากการขยายตัวของอุตสาหกรรม

“ปราจีนบุรีเคยเป็นจังหวัดที่รู้จักในฐานะพื้นที่เกษตรกรรม โดยเฉพาะผลไม้สดคุณภาพดี และเราภูมิใจกับการเป็นเกษตรกร แต่ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา พื้นที่อุตสาหกรรมขยายตัวมากขึ้น พร้อมกับโรงงานคัดแยก กำจัด และรีไซเคิลขยะ ขยะจากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ รวมถึงจากต่างประเทศ ถูกนำเข้ามาจัดการในจังหวัดของเรา สร้างแรงกดดันต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและชุมชนมากขึ้น ขณะที่คนที่ออกมาพูดถึงปัญหาเหล่านี้ต้องเผชิญทั้งการข่มขู่ คุกคาม และการฟ้องคดีปิดปาก หรือ SLAPP ปัจจุบันยังมีข้อเสนอให้นำปราจีนบุรีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เมื่อมองจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับชุมชนในจังหวัดอื่น ๆ ที่อยู่ใน EEC เรากังวลว่าการขยายตัวของอุตสาหกรรมเพิ่มเติมจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่ เราจึงยังคงคัดค้านข้อเสนอนี้ และเรียกร้องให้รัฐบาลปกป้องชุมชน วิถีชีวิต และทรัพยากรธรรมชาติของเรา”

Siti Aminah จาก Indonesia Legal Resource Center / Coalition for Monitoring Infrastructure Development in Indonesia กล่าวถึงผลกระทบจากโครงการโรงไฟฟ้า Jawa-1 CCGT ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) และการเรียกร้องการเยียวยาของชุมชน

“ชุมชนในเมืองการาวัง อินโดนีเซีย รายงานถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมจากการก่อสร้างและดำเนินโครงการโรงไฟฟ้า Jawa-1 CCGT ชาวประมงพบความเปลี่ยนแปลงบริเวณปากแม่น้ำ ความเสียหายต่อระบบนิเวศทางทะเล ปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้ลดลง รวมถึงความเสียหายต่อเรือและอวน ทำให้การทำมาหากินยากขึ้น ขณะที่เกษตรกรรายงานว่าการเปลี่ยนแปลงของช่องทางชลประทานทำให้เกิดน้ำท่วมในนาข้าวและเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียผลผลิต ส่วนชุมชนที่อาศัยอยู่ใกล้โครงการก็กังวลเรื่องเสียงรบกวน รอยแตกร้าวของบ้านเรือน และระดับน้ำในบ่อที่ลดลง เมื่อความพยายามแก้ไขปัญหาในระดับโครงการยังไม่สามารถนำไปสู่การเยียวยาที่เพียงพอ ชาวประมงจึงยื่นข้อร้องเรียนต่อกลไกความรับผิดชอบของธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ในฐานะสถาบันการเงินที่ให้เงินสนับสนุนโครงการ ADB ต้องทำให้มั่นใจว่ามาตรการคุ้มครองด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมได้รับการปฏิบัติ ใช้อิทธิพลที่มีเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติม และทำให้ชุมชนที่ได้รับผลกระทบสามารถเข้าถึงการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพ”

Trestito Fiel จาก Philippines Movement for Climate Justice Mindanao กล่าวถึงการต่อสู้ของชุมชนต่อการขยายก๊าซฟอสซิล

“ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ชุมชนของเราต้องเป็นผู้แบกรับต้นทุนจากการพัฒนาเชื้อเพลิงฟอสซิล การขยายตัวอย่างต่อเนื่องสะท้อนให้เห็นถึงการละเลยชีวิต วิถีทำกิน สุขภาพ และอนาคตของชุมชนแนวหน้าที่ต้องอยู่กับผลกระทบจากโครงการเหล่านี้ ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่และนักลงทุนได้รับผลประโยชน์ ชุมชนกลับยังต้องเรียกร้องให้มีผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น รวมถึงผลกระทบต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ชัยชนะของเราในการคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้า LNG ที่เสนอให้ก่อสร้างในเมือง Kauswagan บนเกาะมินดาเนา แสดงให้เห็นถึงพลังของชุมชนที่ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิและอนาคตของตนเอง แต่การต่อสู้ของเรายังไม่จบ เราเรียกร้องให้มีความรับผิดชอบอย่างแท้จริง การเยียวยาที่มีความหมายสำหรับชุมชนที่ได้รับผลกระทบ และยุติการให้เงินทุนที่ทำให้เรายังคงต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลต่อไป”

สุธารี วรรณศิริ จาก Accountability Counsel เรียกร้องให้มีกลไกความรับผิดชอบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการก๊าซฟอสซิล 

“สถาบันการเงินต้องมีกลไกความรับผิดชอบที่เข้มแข็งขึ้นสำหรับชุมชนในเอเชียที่ได้รับผลกระทบจากโครงการก๊าซฟอสซิลที่สถาบันเหล่านี้ให้เงินสนับสนุน ชุมชนได้สะท้อนข้อกังวลอย่างจริงจัง ทั้งการขาดการปรึกษาหารือและการเข้าถึงข้อมูลโครงการ การโยกย้ายถิ่นฐาน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ มลพิษ และผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน แต่หลายชุมชนยังคงเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงการเยียวยาที่เหมาะสม หากประเทศที่สนับสนุนการขยายก๊าซ รวมถึงญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ จริงจังกับความรับผิดชอบ กลไกความรับผิดชอบของสถาบันการเงินเหล่านี้จะต้องมีความเป็นอิสระ โปร่งใส และตอบสนองต่อความต้องการของชุมชนที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง”

Yujung Shin ทนายความด้านสภาพภูมิอากาศและหัวหน้าทีมกฎหมาย Solutions for Our Climate กล่าวถึงการตรวจสอบทางกฎหมายต่อการสนับสนุนทางการเงินแก่เชื้อเพลิงฟอสซิลที่เพิ่มมากขึ้น

“ในเกาหลีใต้ เราต่อสู้เรื่องความรับผิดชอบของสถาบันการเงินภาครัฐต่อการลงทุนในเชื้อเพลิงฟอสซิลมาหลายปี แต่แนวทางการให้เงินทุนยังไม่เปลี่ยนแปลง ในเดือนธันวาคม 2568 หน่วยงานสินเชื่อเพื่อการส่งออกของสหราชอาณาจักรและเนเธอร์แลนด์ยุติการมีส่วนร่วมในการสนับสนุนโครงการ Mozambique LNG ขณะที่สถาบันการเงินของเกาหลีใต้ยังคงมีส่วนร่วม นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการต่อสู้ของเรายังไม่จบ อย่างไรก็ตาม เราเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ในเดือนกรกฎาคม 2568 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้มีความเห็นแนะนำเกี่ยวกับพันธกรณีของรัฐในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ศาลเนเธอร์แลนด์มีคำวินิจฉัยให้คดีที่ตั้งคำถามต่อการสนับสนุนทางการเงินของธนาคารต่อเชื้อเพลิงฟอสซิลสามารถดำเนินต่อไปได้ พัฒนาการเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การให้เงินทุนสนับสนุนการขยายเชื้อเพลิงฟอสซิลกำลังถูกตรวจสอบทางกฎหมายมากขึ้น และสิ่งที่เราต้องทำในเอเชียคือทำให้หลักการเหล่านี้ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความรับผิดชอบที่เกิดขึ้นจริง”