กรุงเทพฯ, ประเทศไทย, 17 กันยายน 2569 –  ในขณะที่บริษัทพลังงานรายใหญ่ ผู้ให้บริการคลาวด์และศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (hyperscalers) และรัฐมนตรีจากหลายประเทศมารวมตัวกันที่กรุงเทพฯ เพื่อเข้าร่วม AixEnergy Summit ภายในงาน Gastech 2026 กรีนพีซ เอเชียตะวันออก ชี้ว่า การพึ่งพาฟอสซิลเพื่อรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นการเดิมพันที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งอาจบั่นทอนเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของโลก และยิ่งซ้ำเติมชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศโดยตรง

ในปี 2569 คาดว่ามูลค่าการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) ทั่วโลกที่ขับเคลื่อนโดยการเติบโตของ AI จะสูงถึง 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ [1] บริษัทเทคโนโลยีและผู้ให้บริการด้านพลังงานและไฟฟ้า กำลังใช้ความต้องการพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นเป็นข้ออ้างขยายโครงสร้างพื้นฐานก๊าซฟอสซิลและ LNG ซึ่งจะทำให้ระบบพลังงานต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลต่อไปอีกหลายทศวรรษ ตลอดงาน Gastech 2026 ผู้นำภาคอุตสาหกรรมได้ผลักดันกรอบความคิดที่ทำให้ก๊าซถูกมองว่าเป็นแหล่งพลังงานที่ “ขาดไม่ได้” เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตด้านพลังงานสำหรับ AI

กรีนพีซวิเคราะห์ประเด็นด้าน AI และพลังงานที่ถูกหยิบยกขึ้นหารือภายในงาน Gastech 2026 และพบประเด็นสำคัญเกี่ยวกับแนวทางของภาคอุตสาหกรรมในการจัดหาพลังงานเพื่อรองรับการเติบโตของ AI ดังนี้

  • การตัดสินใจภายใต้แรงกดดันและความเร่งรีบ: ผู้นำภาคอุตสาหกรรมในงาน Gastech 2026 กล่าวถึงความเร่งด่วนในการรับมือกับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากศูนย์ข้อมูล AI รวมถึงความกังวลว่าจะ “ตามไม่ทัน” กระแสการเติบโตของ AI ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลถูกเรียกร้องให้เร่งปรับกฎระเบียบให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง [2] กรีนพีซชี้ว่า การตัดสินใจภายใต้แรงกดดันเช่นนี้อาจนำไปสู่การเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานก๊าซฟอสซิลก่อนเวลาอันควร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าและความสามารถในการเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสมในระยะยาว อีกทั้งยังทำให้ประเทศต่าง ๆ ต้องพึ่งพาตลาด LNG ที่มีความผันผวนต่อไป 
  • การวางบทบาทก๊าซฟอสซิลเป็น “พลังงานฐาน” สำหรับ AI: การเสวนาภายในงาน Gastech 2026 มีการนำเสนอก๊าซฟอสซิล รวมถึงการใช้ก๊าซฟอสซิลร่วมกับเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ว่าเป็นทางเลือกเดียวที่สามารถจ่ายพลังงานให้ศูนย์ข้อมูล AI ได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง โดยให้เหตุผลว่าพลังงานหมุนเวียนเพียงอย่างเดียวซึ่งมีความผันผวนตามสภาพอากาศ ไม่สามารถรองรับความต้องการด้านการประมวลผลได้อย่างเพียงพอ อย่างไรก็ตาม กรีนพีซชี้ว่า แนวคิดดังกล่าวมองข้ามต้นทุนของพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ ระบบกักเก็บพลังงาน การบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้า และการปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และยังทำให้ก๊าซฟอสซิลถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบพลังงานในระยะยาว แทนที่จะเป็นเชื้อเพลิงที่ต้องทยอยลดและเลิกใช้ 
  • การใช้ AI เป็นเหตุผลในการขยายโครงสร้างพื้นฐาน LNG: ภายในงาน Gastech 2026 มีการเชื่อมโยงการเติบโตของ AI เข้ากับการสร้างสถานีรับ-จ่าย LNG แห่งใหม่ การขยายท่อส่งก๊าซข้ามพรมแดน และการทำสัญญาซื้อขายก๊าซฟอสซิลระยะยาว ขณะเดียวกัน ผู้บริหารของ Baker Hughes (หนึ่งในบริษัทผู้ให้บริการเทคโนโลยีและพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในโลก) ระบุว่า การเติบโตของ AI และศูนย์ข้อมูลเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันความต้องการก๊าซฟอสซิลและการผลิตไฟฟ้า ซึ่งสะท้อนถึงแนวโน้มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานก๊าซฟอสซิลอย่างต่อเนื่อง แม้ต้นทุนการกู้ยืมจะสูงขึ้น [3] กรีนพีซชี้ว่า การใช้การเติบโตของ AI เป็นเหตุผลสนับสนุนข้อตกลงด้านก๊าซฟอสซิลที่ผูกพันยาวนานหลายทศวรรษ อาจทำให้โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้กลายเป็นสินทรัพย์ด้อยค่าทางเศรษฐกิจ และทำให้ผู้บริโภคต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่สูงขึ้น ในขณะที่พลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานมีต้นทุนลดลงอย่างต่อเนื่อง 

กรีนพีซเรียกร้องให้ผู้ให้บริการคลาวด์และศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ผู้พัฒนาโครงการพลังงาน และรัฐบาล ยุติการใช้การเติบโตของ AI เป็นข้ออ้างในการขยายโครงสร้างพื้นฐานก๊าซฟอสซิลแห่งใหม่โดยทันที พร้อมเรียกร้องให้บริษัทเทคโนโลยีกำหนดมาตรการที่ชัดเจนในการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ให้ครอบคลุมตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานและเครือข่ายข้อมูล

ความเห็นจากนักรณรงค์กรีนพีซ

ยอนโฮ ยาง (Yeonho Yang) นักรณรงค์อาวุโสด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงาน กรีนพีซ เอเชียตะวันออก กล่าวว่า

“ภูมิภาคเอเชียไม่อาจปล่อยให้การเติบโตทางดิจิทัลมาหยุดยั้งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Nvidia, Microsoft และ Google ต่างอ้างตัวว่าเป็นผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศและชูเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ แต่กลับไม่สนใจว่าผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลของตนกำลังสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลขนาดใหญ่เพื่อป้อนพลังงานสำหรับการประมวลผล ตั้งแต่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในเอเชียตะวันออก (East Asian semiconductor hubs) ไปจนถึงศูนย์ข้อมูลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การใช้ก๊าซฟอสซิลเพื่อขับเคลื่อน AI คือความล้มเหลวด้านสภาพภูมิอากาศอย่างสิ้นเชิง

นี่ไม่ใช่เรื่องของเป้าหมายโดยสมัครใจอีกต่อไป ผู้กำหนดนโยบายต้องกำหนดให้บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน และต้องไม่เปิดทางให้ผู้จัดหาพลังงานฉวยโอกาสจากความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นของ AI เพื่อผูกมัดภูมิภาคเข้ากับโครงสร้างพื้นฐาน LNG แห่งใหม่”

มนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงาน กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า

“หลายชุมชนในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญกับผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้ว ทั้งน้ำท่วมรุนแรงและคลื่นความร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ การเห็นผู้ให้บริการด้านพลังงานและบริษัทเทคโนโลยีกำลังผูกมัดระบบพลังงานของเราให้พึ่งพาก๊าซฟอสซิลไปอีกหลายทศวรรษ ภายใต้ชื่อของความก้าวหน้าด้าน AI เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง

ก๊าซฟอสซิลไม่ใช่เชื้อเพลิงเพื่อการเปลี่ยนผ่าน แต่เป็นเชื้อเพลิงที่ซ้ำเติมวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีศักยภาพด้านพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ซึ่งสามารถขับเคลื่อนอนาคตดิจิทัลของเราได้อย่างปลอดภัย พลังงานสำหรับเทคโนโลยีแห่งอนาคตต้องมาจากระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและเป็นธรรม 100%”

โจ ราฟาโลวิคซ์ (Joe Rafalowicz) หัวหน้างานรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงาน กรีนพีซ ออสเตรเลียแปซิฟิก กล่าวว่า

“ผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศกำลังทวีความรุนแรงขึ้น ในขณะที่ออสเตรเลียก้าวเข้ามามีบทบาทในการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลกในการประชุม COP31 ออสเตรเลียควรเป็นผู้นำของภูมิภาคในการทยอยยุติการส่งออกถ่านหินและก๊าซ เพื่อให้เรายังมีโอกาสหลีกเลี่ยงผลกระทบที่รุนแรงที่สุดจากโลกที่ร้อนขึ้น ไม่ใช่เปิดโครงการก๊าซแห่งใหม่เพื่อป้อนพลังงานให้กับศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่รองรับการใช้งาน AI

การยืดอายุการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ก่อมลพิษเพียงเพื่อผลกำไรของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและก๊าซโดยละเลยผลกระทบต่อชุมชน เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ ศูนย์ข้อมูล AI ไม่ว่าจะตั้งอยู่ที่ใดควรใช้พลังงานหมุนเวียนที่เป็นธรรม 100% และต้องไม่ถูกใช้เป็นข้ออ้างในการเร่งผลักดันโครงการก๊าซแห่งใหม่และเดินหน้าสร้างมลพิษต่อไป”

ข้อมูลเพิ่มเติม

บริบทภูมิภาค: เอเชียแปซิฟิกกับการเติบโตอย่างรวดเร็วของ AI

เอเชียแปซิฟิกมีบทบาทสำคัญในการขยายตัวอย่างรวดเร็วของโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลก โดยเอเชียตะวันออกมีสัดส่วนกำลังการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ประมาณสามในสี่ของโลก ขณะที่ไต้หวันและเกาหลีใต้มีบทบาทสำคัญในการผลิตชิปขั้นสูง ส่วนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะมาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ก็ดึงดูดเงินลงทุนหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเข้าสู่โครงการศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ [4] ขณะเดียวกัน การผลักดันการใช้ก๊าซฟอสซิลเพื่อรองรับความต้องการพลังงานจาก AI อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างมากต่อสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น คุณภาพอากาศ และวิถีชีวิตของชุมชนในหลายประเทศสำคัญของภูมิภาค ดังนี้

  • เอเชียตะวันออก: ท่ามกลางความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นจากการผลิตชิปสำหรับ AI รัฐบาลและผู้ให้บริการด้านพลังงานได้นำความต้องการดังกล่าวมาเป็นเหตุผลในการเร่งพัฒนาสถานีรับ-จ่าย LNG และโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลแห่งใหม่ 

การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพของกรีนพีซ สำนักงานกรุงโซล ต่อกลุ่มอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ขนาดใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ พบว่า โรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลที่เสนอให้สร้างขึ้นเพื่อจ่ายไฟฟ้าให้กับโรงงานผลิตชิปจะเพิ่มมลพิษทางอากาศและส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ โดยตลอดอายุโครงการ 30 ปี ผลกระทบดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตสะสมสูงถึง 1,161 ราย และคาดว่าการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรอาจก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคมราว 22.5–59.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี [5] 

ขณะเดียวกัน งานวิจัยของกรีนพีซเกี่ยวกับภาคเทคโนโลยีของไต้หวันพบว่า การพึ่งพาไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลในระดับสูงสำหรับการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศในพื้นที่ และอาจก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพแก่ชุมชนโดยรอบเกือบ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 [6] 

  • เอเชียตะวันออกเฉียงใต้: การขยายตัวอย่างรวดเร็วของศูนย์ข้อมูลในประเทศต่าง ๆ เช่น ไทยและมาเลเซีย อาจทำให้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าต้องพึ่งพาก๊าซฟอสซิลต่อไปในระยะยาว 

บทวิเคราะห์ระดับภูมิภาคของกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชี้ให้เห็นว่า ศูนย์ประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่เพิ่มแรงกดดันต่อทรัพยากรในท้องถิ่น ทั้งจากการใช้น้ำปริมาณมากในแต่ละวันสำหรับระบบระบายความร้อนแบบระเหย และมลพิษทางเสียงอย่างต่อเนื่องที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ [7] 

  • ออสเตรเลียแปซิฟิก: การขยายการส่งออกก๊าซฟอสซิลเพื่อรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นสำหรับการประมวลผลข้อมูลในออสเตรเลีย ส่งผลกระทบต่อชุมชนตลอดห่วงโซ่อุปทานก๊าซ ทั้งจากภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้นจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ การทำลายระบบนิเวศชายฝั่ง มลพิษในพื้นที่ รวมถึงผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของชุมชนที่พึ่งพาการประมงและการท่องเที่ยว 

รายงานล่าสุดของกรีนพีซ ออสเตรเลียแปซิฟิก ระบุว่า ความต้องการไฟฟ้าจากศูนย์ข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอาจสูงถึงร้อยละ 13 ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดในออสเตรเลียภายในปี 2583 และอาจทำให้ประเทศยังคงต้องพึ่งพาก๊าซและเชื้อเพลิงฟอสซิลต่อไปในระยะยาว [8] 

หมายเหตุ

[1] PwC, Global Data Centre Outlook (September 2026)

[2] Energy Connects, Regulators Urged to Move Faster as AI Surge Now Shapes Energy Markets (September 2026)

[3]Yahoo Finance, Baker Hughes CEO Sees No ‘Slowdown’ in Energy Projects, Says High Prices Could Spur New Supply: ‘Full Steam Ahead’ (September 2026) 

[4] Arizton, Southeast Asia Data Center Market Investment to Reach USD 35.08 Billion by 2031 (August 2026)

[5] Greenpeace Korea, Health Impact Assessment of the Proposed Yongin Semiconductor Cluster LNG Power Plant (April 2026)

[6] Center for Research on Energy and Clean Air (CREA) & Greenpeace East Asia, Health Impact Assessment of Electronics Industry Electricity Consumption in Taiwan (March 2026)

[7] Greenpeace Southeast Asia, Civil society calls for ban on data centres near residential areas (July 2026)

[8] Greenpeace Australia Pacific, Energy Vampires: The AI Data Centres Draining Australia (May 2026)

ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ 

Yujie Xue, International Communications Officer, Greenpeace East Asia, +852 5127 3416, [email protected]