เมื่อรัฐบาลกำลังเร่งแผนการลงทุนในพลังงานก๊าซฟอสซิลและอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น โครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และ Data Center เพื่อเป็นแนวทางกระตุ้น GDP เศรษฐกิจของประเทศ แต่สิ่งที่รัฐลืมเลือนไปคือ ประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เป้าหมายโครงการ ไม่ว่าจะเป็น จ.ฉะเชิงเทรา ที่กำลังต่อสู้กับโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิล จ.ระยอง ที่ได้รับผลกระทบจากนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และ จ.ปราจีนบุรี ที่กำลังต่อสู้กับการขยายตัวของระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC
เป้าหมายของการรวมตัวครั้งนี้ คือการเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนแผนพลังงานที่ไม่เป็นมิตรกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม ผลักดันให้ลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและต้องให้ประชาชนร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนาบ้านเกิด
Gastech 2026 กำไรของเขา พวกเราสูญเสีย
ประชาชนและเครือข่ายจาก 3 จังหวัดเดินทางสู่กรุงเทพ ฯ รวมตัวบริเวณหน้างาน Gastech 2026 ซึ่งเป็นงานประชุมที่รวบรวมนายทุนอุตสาหกรรมด้านเชื้อเพลิงฟอสซิลไว้มากมาย เพื่อยื่นจดหมายถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี ถึงความเดือดร้อนและความห่วงกังวลที่เกิดขึ้นในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม นายอนุทินไม่ได้เดินมารับจดหมายแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ชุมชนกว่า 200 คน ยังคงรวมตัวกันหน้าอาคารที่จัดประชุม และร่วมกันแถลงเพื่อส่งเสียงต่อผ่านสื่อมวลชนไปยังรัฐบาลและประชาชนทั่วไปว่า พวกเขาต้องเผชิญกับผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาลที่ไม่ได้สนใจสิทธิของประชาชนเลย พร้อมเรียกร้องให้ประเทศไทยลดการพึ่งพาก๊าซ และหันไปส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น และนี่คือเสียงที่เราอยากให้ทุกคนได้ยิน

ระยอง: ทะเลหายไปกับการขยายตัวของอุตสาหกรรม
“ทุกวันนี้ สัตว์น้ำก็เหลือน้อยมาก สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ก็มีปัญหา ชายฝั่งก็เป็นสีดำอย่างที่เห็น”
ปวัตร กาญจนะวงศ์ เจ้าหน้าที่วิจัยภาคสนามด้านชุมชนชายฝั่ง ชาวประมง และสิ่งแวดล้อมทางทะเล เครือข่ายติดตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC Watch) กล่าวถึงผลกระทบจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมในจังหวัดระยอง ทั้งการถมทะเล การขุดลอก มลพิษจากพื้นที่อุตสาหกรรม และความเสี่ยงจากน้ำมันรั่วไหล

หลายทศวรรษที่อุตสาหกรรมพลังงาน ตั้งแต่ปิโตรเคมีจนก๊าซฟอสซิลก้าวเข้ามาในระยอง ชาวบ้านกลายเป็นพยานการเปลี่ยนแปลงของชายหาด ทั้งขนาดหาดทรายที่หดสั้น สีหาดหม่นหมอง ปวัตรบอกอีกว่า การถมทะเลครั้งล่าสุดที่เริ่มต้นเมื่อปี 2562ทำให้ฝุ่นฟุ้งกระจายทั่วชายหาดจนเกาะตามเครื่องมือประมง ขณะที่น้ำทะเลขุ่นต่อเนื่อง ส่งผลให้สัตว์น้ำชายฝั่งลดลง
จากเดิมในช่วงฤดูหนาว เป็นฤดูที่สัตว์ทะเล เช่น กุ้ง เคย แมงกะพรุน หมึก และปลาอินทรีเข้ามาใกล้ชายฝั่ง ชาวประมงพื้นบ้านเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เต็มลำเรือจน ปัจจุบันแม้ออกไปทะเลลึก ไกลกว่าที่เคยล่องเรือออกไปหลายเท่า (เพราะริมฝั่งแทบจับอะไรไม่ได้อีกแล้ว) ลงเงินหลายหมื่นเพื่อวางลอบปู จำนวนสัตว์น้ำที่จับได้กลับไม่ถึงครึ่ง หรือแม้แต่เสี้ยวหนึ่งของจำนวนที่จับได้ในอดีต
ชุมชนยังต้องเผชิญผลกระทบจากเหตุน้ำมันรั่ว โดยหลังเหตุการณ์ในปี 2556 ชาวประมงพบก้อนคาร์บอนตามชายหาด และสังเกตว่าปริมาณปูปลาลดลง ก่อนเกิดน้ำมันรั่วซ้ำเมื่อต้นปี 2565 ทำให้สถานการณ์ทรัพยากรทางทะเลที่ยังไม่ฟื้นตัวดีกลับแย่ลง
ปัญหาที่สะสมมานานเป็นเหตุผลให้ชาวประมงและเครือข่ายประชาชนลงความเห็นว่า ระยองควรชะลอการขยายโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมที่อาจเพิ่มแรงกดดันต่อทะเลและชายฝั่ง โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับกำลังผลิตไฟฟ้าก๊าซ ที่เพิ่มขึ้นในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับล่าสุด หรือ PDP 2026
ชุมชนยังตั้งคำถามถึงการไม่มีการประเมินผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) ที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาพื้นที่ โดยเห็นว่าการพัฒนาระยองไม่ควรมุ่งขยายอุตสาหกรรมเพียงด้านเดียว แต่ควรเปิดพื้นที่ให้เศรษฐกิจฐานราก การท่องเที่ยว และอาชีพของชุมชนชายฝั่งมีบทบาทมากขึ้น
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับทะเลระยองอาจเป็นบทเรียนสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นบนต้นทุนของทรัพยากรและชุมชนชายฝั่ง
“ระยองน่าจะเป็นกรณีศึกษาที่แย่ที่สุดแล้ว น่าจะเป็นหน้าทะเลที่แย่ที่สุดในประเทศไทย” ปวัตรกล่าวทิ้งท้าย
ฉะเชิงเทรา: ขอหยุด ‘บูรพาพาวเวอร์’ ก่อน
ชุมชนรอบโรงไฟฟ้าใน อ.เขาหินซ้อน จ.ฉะเชิงเทรา คัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าบูรพาเพาเวอร์ โดยเรียกร้องให้มีการทบทวนและศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ใหม่ เนื่องจากที่ผ่านมาประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวต้องเผชิญมลพิษทางอากาศ การขาดแคลนน้ำและผลกระทบต่อเกษตรกรรมอยู่ก่อนแล้ว
ที่ผ่านมา ชุมชนยื่นหนังสือถึงกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอให้ระงับโครงการและตรวจสอบกระบวนการอนุญาตเพิ่มเติมหลังพบว่าโครงการเริ่มก่อสร้างแล้ว แต่การศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่อพื้นที่ยังไม่ครอบคลุมมากพอ

ผลกระทบที่ชุมชนได้รับสะท้อนผ่านผลผลิตทางเกษตรกรรมที่เป็นอาชีพหลักของพวกเขา โดยเฉพาะสวนมะม่วงที่อยู่ใกล้โรงไฟฟ้าที่พบพบปัญหาเด่นชัดเป็นพิเศษ เช่น พบปัญหาช่อมะม่วงไหม้ ลูกไม่ติด หรือเมื่อติดแล้วแต่ก็ร่วง ทำให้ผลผลิตมะม่วงลดลง ในขณะที่ต้นทุนดูแลสวนเพิ่มขึ้นจนบางครัวเรือนต้องล้มสวนหยุดประกอบอาชีพนี้ไป
กอบมณี ทัตติยกุล นักวิจัยชุมชน ลงพื้นที่ประเมินผลกระทบด้านสุขภาพโดยชุมชน โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเขาหินซ้อน พบว่า ปัญหาของชุมชนส่วนมากคือ ผลกระทบต่อผลผลิตในสวนที่อยู่ใกล้โรงไฟฟ้า โดยเฉพาะมะม่วงน้ำดอกไม้ ซึ่งควรมีผิวสวย สีเหลืองเรียบเนียนเพื่อการส่งออก

นอกจากนี้ พื้นที่ที่มีค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานมากกว่า 200 วันต่อปี และประสบปัญหาน้ำไม่เพียงพออยู่แล้ว ยังอาจถูกซ้ำเติมด้วยโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์ ซึ่งมีแผนจะต้องใช้น้ำประมาณ 12,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ชุมชนจึงกังวลว่า หากมีโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์ขึ้นมาอีก ปัญหาการขาดแคลนน้ำอาจวิกฤตมากขึ้นไปอีกด้วยเหตุนี้ ชุมชนจึงขอให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เปิดเผยข้อมูลการหารือกรณีเอกชนเสนอเปลี่ยนเชื้อเพลิงจากก๊าซเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ โดยเห็นว่า จะกระทบพื้นที่น้อยกว่าและใช้น้ำน้อยกว่าโรงไฟฟ้าก๊าซ
ปราจีนบุรี: ไม่อยากเป็น ‘หลังบ้าน’ ของ EEC
ยังมีเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ยืนยันคัดค้านการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เข้ามายังจังหวัดปราจีนบุรี แม้จะมีข้อเสนอว่า ปราจีนบุรีเป็นจังหวัดที่มีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากอยู่แล้ว และกฎระเบียนพิเศษของ EEC จะเข้ามาบริหารจัดการพื้นที่ได้มากขึ้น
อรชา จันทร์เดช ตัวแทนเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ยกตัวอย่างจังหวัด ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ที่ถูกประกาศเป็นพื้นที่ EEC ก่อนหน้า ซึ่งเต็มไปด้วยปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมากมาย และยังจัดการไม่ได้ดี เธอจึงมองว่า การให้ขยายพื้นที่ EEC มายังปราจีนบุรีอาจส่งผลในทางลบมากกว่าบวก และนำไปสู่การขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและน้ำในพื้นที่มากยิ่งขึ้น จนอาจซ้ำเติมทรัพยการ ระบบนิเวศ และสุขภาพของคนในจังหวัดให้บอบช้ำยิ่งกว่าเดิมได้

“ถึงแม้ปราจีนบุรีจะมีโรงงานจำนวนมาก แต่เราก็เชื่อว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรม และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยจะสามารถดูแลได้เอง ดังนั้นการประกาศให้ปราจีนบุรีเป็นเขต EEC เพิ่ม จึงไม่ได้มีอะไรพิเศษที่จะมาแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้”
อรชากังวลว่า การขยายเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC อาจทำให้โรงงาน Data Center และท่อส่งก๊าซขยายตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งนอกจากจะมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และข้อพิพามด้านที่ดินแล้ว ยังอาจส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าและน้ำสูงขึ้น รวมถึงอาจนำไปสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในจังหวัด
“เขามักจะพูดเสมอว่า ปราจีนบุรีเป็นหลังบ้านของ EEC ที่อาจเป็นที่ทิ้งขยะอุตสาหกรรม เป็นพื้นที่ที่จะถูกจัดการทำเขื่อน เพื่อที่จะไปตอบโจทย์เรื่องน้ำ แล้วถ้าปราจีนบุรีถูกประกาศให้เป็นพื้นที่ EEC เราก็กังวลว่า การยกเลิกพื้นที่ สปก. [สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม] เพื่อมาเป็นที่ดินอุตสาหกรรมจะทำได้ง่ายขึ้น”
แล้วหากไม่เป็น EEC ปราจีนบุรีจะพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างไร? คำถามข้อนี้ อรชาเห็นว่า เมืองปราจีนฯไม่จำเป็นต้องใช้กลไกพิเศษของ EEC หรือโรงงานอุตสาหกรรมต่างชาติเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะคนท้องถิ่นมีแนวทางการพัฒนาจากรเกษตกรรม อย่างผลไม้นานาพันธุ์ และสมุนไพรในพื้นที่ของตัวเองอยู่แล้ว ซึ่งนี่คือการพัฒนาที่มองศักยภาพของพื้นที่เป็นสำคัญ และเธอมั่นใจว่าจะไม่ทำร้ายคนท้องถิ่นอย่างที่เป็นอยู่
ข้อเสนอพลังงานหมุนเวียนและเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับพื้นที่
สุเมธ เหรียญพงษ์นาม นักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมในจังหวัดปราจีนบุรี เสนอให้พัฒนาจังหวัดตามศักยภาพและความต้องการของประชาชน โดยให้ความสำคัญกับเกษตรอินทรีย์ นวัตกรรม และการท่องเที่ยว แทนการเร่งขยายอุตสาหกรรม
“ข้อเสนอของเราในการพัฒนาจังหวัดของเรามีอยู่แล้วว่า เราต้องการพัฒนาไปในด้านไหน เรามีกลุ่มเกษตรอินทรีย์ แต่ตอนนี้ถูกเอาขยะไปวางไว้ เราสามารถพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของเราได้ แต่รัฐฯ กลับไม่สนับสนุนเรื่องนี้”

สุเมธยังกล่าวถึงปัญหาการนำขยะและกากอุตสาหกรรมมาทิ้งในจังหวัด รวมถึงแนวคิดโรงไฟฟ้าชีวมวล ที่นำขยะมาเผาเพื่อผลิตเป็นพลังงาน และอาจเป็นโมเดลที่จะขยายตัวเพิ่มเติมในฐานะ “พลังงานหมุนเวียนที่สะอาด” ทั้งที่ความจริงการนำเข้าขยะสร้างการปนเปื้อนในแหล่งน้ำชุมชน ทั้งแหล่งน้ำสำหรับเกษตรกรรม และแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคสุเมธเน้นย้ำว่า ในขณะที่ภาครัฐฯ เล็งดึงปราจีนฯ เข้า EEC หรือขยายโรงไฟฟ้าชีวมวล ควรแก้ไขปัญหาเดิมในฉะเชิงเทราเสียก่อน
โรงไฟฟ้าชีวมวลไม่ใช่โรงไฟฟ้าประเภทเดียวที่มีแนวโน้มขยายตัว กัญจน์ ทัตติยะกุล ตัวแทนเครือข่ายฉะเชิงเทรารีพาวเวอร์ แสดงความกังวลต่อการขยายตัวของโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเห็นร่างแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (PDP 2026) จึงเสนอให้ประเทศไทยเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมแทน
สาเหตุหนึ่งที่กัญจน์มองว่า ไทยไม่จำเป็นต้องเร่งสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเป็นเพราะ ปัจุบันโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติหลายแห่งตั้งอยู่ แต่ไม่ได้เดินเครื่องเต็มกำลัง ทว่าเอกชนเจ้าของโรงไฟฟ้ากฌยังได้รับค่าตอบแทนตามสัญญาสำรองกำลังการผลิต นำมาสู่คำถามว่า แล้วทำไมเรายังต้องการโรงไฟฟ้าเพิ่ม ซ้ำร้ายต้นทุนโรงไฟฟ้าดังกล่าวยังส่งผ่านมายังค่าไฟฟ้าของประชาชน กลายเป็นประชาชนที่ต้องแบกรับค่าไฟฟ้าแสนแพง
“แม้โรงไฟฟ้าบางส่วนไม่ได้เดินเครื่องเต็มกำลัง แต่เอกชนยังได้รับค่าตอบแทนตามสัญญาสำรองกำลังการผลิต ซึ่งต้นทุนเหล่านี้ถูกส่งผ่านมายังค่าไฟฟ้าของประชาชน”
ประชาชนต้องมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น
สำหรับอรชา สิ่งที่ทำให้รู้สึกหมดหวังคือสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน แม้ว่าไทยจะมีปัญหาสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ตั้งแต่ปัญหาเหมืองในภาคอีสาน แม่น้ำกกในภาคเหนือ โรงงานอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก ไปจนถึงโครงการแลนด์บริดจ์ในภาคใต้ และผลกระทบก็บาดเฉือนชีวิตของคนนับไม่ถ้วน แต่ปัญหาเหล่านี้กลับดูไม่ “จริงจัง” พอให้รัฐบาลลงมือแก้ไขอย่างเด็ดขาด หรือแม้แต่รับฟังเสียงของผู้แบกรับผลกระทบเหล่านั้น อย่างเธอ และผู้ชุมนุมที่มารวมกันหน้างาน Gastech 2026 ในครั้งนี้
กอบมณียกตัวอย่างอีกการไม่รับฟังเพียงพอคือ กระบวนการกำหนดนโยบายพลังงาน โดยเฉพาะแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ที่ฉบับล่าสุดมีการรับฟังความคิดเห็น on site เพียง 1 วันและในพื้นที่เดียว “อยากมีส่วนร่วมในการกำหนดแผนพลังงาน เพราะว่าแผน PDP รัฐ เอกชน และนักวิชาการเป็นผู้ศึกษาแล้วกำหนด แล้วก็ออกมาเป็น 4 ทางเลือก แล้วก็ให้ประชาชนที่ใช้ไฟต้องมาเป็นผู้แบกรับต้นทุน ไม่เคยได้โอกาสในการมีส่วนร่วมในการออกแบบ ประชาชนมีส่วนแค่ได้รับฟัง และแสดงความคิดเห็นเล็ก ๆ น้อย ๆ”
เธอเน้นย้ำว่า สิทธิและความชอบธรรมของประชาชนควรหมายถึงการมีส่วนร่วมในการออกแบบแผนตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เพียงการเข้ามามีส่วนร่วมในขั้นตอนปลายทาง
อย่างไรก็ตาม กอบมณีและอรชายังเชื่อว่าเสียงของประชาชนจะเพิ่มขึ้น และการต่อสู้ของประชาชนยังมีความหวัง
“เรามีความหวังทุกวินาที กับการต่อสู้ กับเสียงของประชาชน ไม่ได้ท้อ สู้ในรูปแบบที่เราทำได้ และทำต่อไป เราเชื่อว่า จากนี้ไป จะมีเสียงของประชาชนเพิ่มขึ้น ๆ”


