กรุงเทพฯ, ประเทศไทย,9 เมษายน 2569 – ตัวแทนจากชุมชน องค์กรภาคประชาสังคม ร่วมจัดงานแถลงข่าวซึ่งจัดขึ้นก่อนการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี (AGM) ของธนาคาร Union Bank of Switzerland (UBS) เพื่อสะท้อนเสียงจากพื้นที่ และชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการเงิน ที่เชื่อมโยงกับการลงทุนในโครงการธุรกิจพลังงานขนาดใหญ่ในประเทศไทย
ในธุรกิจพลังงานของประเทศไทย มีการหยิบยกประเด็นข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงเชิงระบบในวงกว้าง ที่สถาบันการเงินและนักลงทุนอาจควรพิจารณาอย่างรอบด้านมากขึ้น
ธนาคาร UBS เป็นหนึ่งในผู้ให้การสนับสนุนทางการเงินรายหลักของธุรกิจพลังงานไทย อาทิ โรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลบูรพาในประเทศไทย เขื่อนไฟฟ้าตามแนวแม่น้ำโขง (เขื่อนปากแบง เขื่อนปากลาย และเขื่อนหลวงพระบาง ในประเทศลาว) และโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรมในจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งโครงการเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดข้อกังวลทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและธรรมาภิบาล ตลอดจนความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิดขึ้นต่อชุมชนในพื้นที่รอบโครงการ
โดยงานนี้จัดขึ้นเพื่อรวบรวมความเห็นและประสบการณ์ตรงจากชุมชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการลงทุนในธุรกิจพลังงานในประเทศไทย ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเน้นย้ำให้เห็นว่าการลงทุนจากสถาบันการเงินรายใหญ่ระดับโลกอย่างธนาคาร UBS ของสวิตเซอร์แลนด์ ในภาคส่วนพลังงานของไทยนั้น อาจมีความเชื่อมโยงกับผลกระทบในพื้นที่ ทั้งต่อวิถีชีวิตของชุมชน ระบบนิเวศ และพื้นที่ภาคประชาสังคม พร้อมทั้งตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบตลอดห่วงโซ่การลงทุน
การพูดคุยครั้งนี้มุ่งตั้งคำถามถึง การลงทุนที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล และตั้งข้อสังเกตต่อการลงทุนว่ามีความสอดคล้องกับพันธกิจด้านความยั่งยืนและสภาพภูมิอากาศที่สถาบันการเงินได้ประกาศไว้หรือไม่ ในฐานะที่ UBS เป็นสถาบันการเงินที่มีพันธสัญญาต่อมาตรฐานสากล เช่น แนวทางปฏิบัติขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) อีกทั้ง ยังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) โดยถือหุ้นในสัดส่วนประมาณร้อยละ 10.12 [1][2] ยิ่งเป็นการเพิ่มความรับผิดชอบให้แก่ธนาคารในการตรวจสอบความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างรอบด้าน (Due Diligence) และประเมินข้อห่วงกังวลเหล่านี้อย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงความเสี่ยงด้าน ESG และความเสี่ยงทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นจากการลงทุนเหล่านี้
เหมือนดาว คงวรรณรัตน์ นักรณรงค์ด้านพลังงาน ประจำประเทศไทย จาก Solutions for our Climate (SFOC) กล่าวว่า
“สถาบันการเงินอย่าง UBS ในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ มีอิทธิพลอย่างมากในการกำหนดแนวทางปฏิบัติของธุรกิจ และการสร้างความมั่นใจว่าความเสี่ยงด้าน ESG จะได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม ซึ่งรวมถึงการแสดงความรับผิดชอบในการจัดการกับข้อกังวลของชุมชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม เราหวังว่าการพูดคุยในวันนี้จะช่วยสร้างความตระหนักรู้ถึงผลกระทบในพื้นที่ และเปิดโอกาสให้เกิดพื้นที่การพูดคุยอย่างสร้างสรรค์และครอบคลุมทุกภาคส่วน ทั้งระหว่างชุมชน สถาบันการเงิน และบริษัทต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและการจัดการความเสี่ยงเหล่านี้ได้ดียิ่งขึ้น”
ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในภาคส่วนพลังงานของไทย
ความเสี่ยงด้านชื่อเสียงสำหรับนักลงทุน
โดยทั่วไป การพิจารณาลงทุนในโครงการที่มีข้อห่วงกังวลด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) รวมถึงเสียงสะท้อนจากชุมชน อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนต้องประเมินความเสี่ยงด้านชื่อเสียงอย่างรอบคอบ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าแนวทางการดำเนินงานของโครงการนั้น มีศักยภาพที่จะสอดคล้องกับมาตรฐานสากล อาทิ หลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) แนวทางปฏิบัติการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบของ OECD และกรอบการบริหารความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม (The Equator Principles)
ข้อสังเกตด้านธรรมาภิบาลและพื้นที่ของภาคประชาสังคม
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการหยิบยกประเด็นข้อกังวลเกี่ยวกับการใช้สิทธิทางกฎหมายที่อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ภาคประชาสังคม และการมีส่วนร่วมของประชาชนในภาคส่วนพลังงานของไทย
ตามข้อมูลที่มีการบันทึกไว้ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ได้มีการดำเนินการฟ้องร้องคดีแพ่งและอาญาในข้อหาหมิ่นประมาทอย่างน้อย 10 คดี รวมมูลค่าทุนทรัพย์กว่า 900 ล้านบาท (ประมาณ 28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) [3] ต่อบุคคลที่ออกมาตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับธรรมาภิบาลด้านพลังงานและการกำหนดราคา นำไปสู่การตั้งคำถามว่าการใช้กระบวนการทางกฎหมายในลักษณะนี้ อาจเข้าข่ายเป็น “การใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณะ (SLAPPs)” หรือไม่ ซึ่งกลุ่มนักสิทธิมนุษยชนกังวลว่าอาจสร้างภาวะชะงักงัน (Chilling effect) ต่อการแสดงความคิดเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะได้
ข้อพิจารณาด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม กรณีโครงการโรงไฟฟ้าบูรพา พาวเวอร์
การพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลบูรพา พาวเวอร์ ขนาด 540 เมกะวัตต์ ในจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นหนึ่งในโครงการที่มีเสียงสะท้อนและข้อเสนอแนะจากภาคประชาชน โดยประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา ได้แก่ แนวทางการจัดการการใช้ประโยชน์ที่ดิน การส่งเสริมกระบวนการตัดสินใจที่โปร่งใสและเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย ตลอดจนความจำเป็นในข้อห่วงกังวลที่อาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต ความมั่นคงทางอาหาร และการแย่งชิงทรัพยากรน้ำจากชุมชน
ข้อสังเกตด้านผลกระทบข้ามพรมแดนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
การลงทุนในโครงการเขื่อนไฟฟ้าในแม่น้ำโขง ซึ่งรวมถึงกรณีของโครงการเขื่อนปากแบง ปากลาย และหลวงพระบาง เป็นประเด็นที่ชุมชนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และผู้เชี่ยวชาญได้ร่วมกันตั้งข้อสังเกตและแสดงความห่วงใยมาอย่างต่อเนื่อง
ประเด็นความท้าทายที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือ [4] ครอบคลุมถึงแนวโน้มที่อาจส่งผลกระทบต่อทรัพยากรประมง การไหลเวียนของตะกอนดิน และระบบนิเวศซึ่งเป็นแหล่งพึ่งพิงของประชากรนับล้านคนในภูมิภาค ตลอดจนข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารจัดการเรื่องการโยกย้ายถิ่นฐาน และการเรียกร้องให้ยกระดับความครอบคลุมของการประเมินผลกระทบให้รอบด้านมากยิ่งขึ้น
ความเสี่ยงทางการเงินและความเสี่ยงในช่วงเปลี่ยนผ่าน
ข้อมูลจากการประเมินเชิงวิเคราะห์ [5]ชี้ให้เห็นว่า หากประเทศไทยก้าวเข้าสู่สถานการณ์การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนอย่างเต็มรูปแบบ กำลังการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลในสัดส่วนที่อาจสูงถึงร้อยละ 67 มีโอกาสที่จะกลายเป็นสินทรัพย์ด้อยค่า (Stranded Assets) ภายในปี พ.ศ. 2583 ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ประเมินไว้สูงสุดประมาณ 5.3 แสนล้านบาท
ท่ามกลางบริบทของระดับกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองในปัจจุบัน และแนวโน้มการนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ที่เพิ่มสูงขึ้น โครงการโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลที่เกิดขึ้นใหม่ อาจต้องพิจารณาถึงความท้าทายทางธุรกิจ เช่น อัตราการใช้ประโยชน์ที่อาจลดลง (Declining utilization) การปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบาย หรือความเป็นไปได้ในการยุติการดำเนินงานก่อนกำหนด ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นตัวแปรที่อาจส่งผลต่อความคุ้มค่าของการลงทุนในระยะยาว พลวัตดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มความเสี่ยงในช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition risks) ที่สูงขึ้น ซึ่งผู้ลงทุนอาจต้องนำมาประกอบการพิจารณา เนื่องจากอาจมีนัยสำคัญต่อการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ ตลอดจนความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นในด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบและการบริหารจัดการภาพลักษณ์
มนูญ วงศ์มะเซาะห์ นักรณรงค์ด้่านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า
“การใช้คดี SLAPP ในประเทศไทยมีแนวโน้มทำให้พื้นที่ภาคประชาสังคมแคบลง และทำให้ข้อกังวลของสาธารณะต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนถูกลดทอนลง ความมั่นคงทางพลังงานไม่ควรเกิดขึ้นบนต้นทุนของสิทธิมนุษยชน หรือพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างต่อเนื่อง สถาบันการเงินมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการลงทุนด้านพลังงาน และมีความรับผิดชอบในการทำให้มั่นใจว่าการลงทุนเหล่านี้เคารพชุมชน ปกป้องระบบนิเวศ และเปิดให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างมีความหมาย ในระยะยาว ความมั่นคงทางพลังงานต้องตั้งอยู่บนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนที่เป็นธรรม ซึ่งเคารพสิทธิของชุมชนที่ได้รับผลกระทบ”
จิราพัชร ช้ำเกตุ ตัวแทนจากชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการด้านพลังงาน กล่าวว่า
“ฉันคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้ามาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ และเกือบ 20 ปีผ่านไป ปัญหานี้ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข เราไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา แต่เราไม่อยากเอาอนาคตอย่างน้อย 25 ปีของเราไปแลก การพัฒนาต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เราอยากเห็นการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่เป็นธรรม ปลอดภัย และยั่งยืน และเคารพชุมชนของเรา”
การแถลงข่าวในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมบทสนทนาที่สร้างสรรค์เกี่ยวกับการลงทุนอย่างรับผิดชอบ รวมถึงบทบาทของสถาบันการเงินในการรับมือกับความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศ สิทธิมนุษยชน และธรรมาภิบาล ควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้เกิดกระบวนการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม (Due diligence) อย่างรอบด้าน การยกระดับความโปร่งใส และการเปิดโอกาสให้ชุมชนผู้มีส่วนได้เสียเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
หมายเหตุ:
[1] บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ https://investor.gulf.co.th/en/shareholder-center/major-shareholders
[2] คำแถลงด้านสิทธิมนุษยชนของธนาคาร Union Bank of Switzerland (UBS) ประจำปี 2569 https://share.google/okBZTPzleSDl1MHLb
[3] ข้อมูลที่รวบรวมจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่เปิดเผยหลายแหล่ง
- https://www.un.org/en/about-us/universal-declaration-of-human-rights
- https://voicetv.co.th/read/FEP4ya1dl#google_vignette
- https://www.business-humanrights.org/it/latest-news/thailand-electricity-co-gulf-energ-sues-political-party-members-overrising-electricity-costs-conference/
- https://thestandard.co/gulf-sued-move-forward-party-100-mb/
- https://pfmsea.org/energy-firm-sues-transparency-activist-100-million-baht
- https://voicetv.co.th/read/FEP4ya1dl
- https://prachatai.com/journal/2023/06/104482
- https://www.bangkokpost.com/thailand/politics/3093045/peoples-party-trio-in-court-for-first-hearing
- https://www.business-humanrights.org/it/latest-news/thailand-electricity-co-gulf-energy-sues-political-party-members-overrising-electricity-costs-conference/
[4]https://www.internationalrivers.org/news/sites-of-struggle-sacrifice-mapping-destructive-dam-projects-along-the-mekong-river/
[5]https://climatefinancethai.com/fossil-reckoning-valuation-of-coal-and-gas-stranded-assets-in-thailand/
ข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ
Antonette Tagnipez, International Communications Officer at SFOC, at [email protected]
รุ่งทิพย์ กัณหริ เจ้าหน้าที่สื่อสารองค์กร กรีนพีซ ประเทศไทย
อีเมล [email protected]

