สงครามอาจเกิดขึ้นไกลจากชีวิตประจำวันของใครหลายคน แต่ผลกระทบกลับแทรกซึมเข้ามาใกล้ตัวมากกว่าที่คิด ทุกครั้งที่ความขัดแย้งปะทุในภูมิภาคยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะตะวันออกกลาง เส้นทางพลังงานสำคัญจะสั่นคลอนทันที ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซฟอสซิลพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และลุกลามไปสู่ต้นทุนการใช้ชีวิต ค่าเดินทาง ราคาอาหาร และเศรษฐกิจโดยรวมของผู้คนทั่วโลก บทความนี้จึงชวนตั้งคำถามว่า ใครคือผู้ได้ประโยชน์จากสงคราม และใครกันแน่ที่ต้องแบกรับ “ราคาที่แท้จริง” ของความขัดแย้งที่ตนไม่ได้ก่อขึ้น

ในบริบทปัจจุบัน สงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ–อิสราเอลยังยากต่อการคาดการณ์จุดสิ้นสุด ส่งผลให้ทั่วโลกเผชิญวิกฤตที่ลุกลามทั้งด้านเศรษฐกิจและสภาพภูมิอากาศอย่างรวดเร็ว โดยรายงานจากสถาบัน The Climate and Community ซึ่งเผยแพร่ผ่าน The Guardian ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 5 ล้านตันภายในเวลาเพียง 14 วัน ซึ่งสูงกว่าการปล่อย CO₂ ทั้งปีของบางประเทศ เช่น โปแลนด์ สะท้อนว่าสงครามไม่ได้สร้างเพียงความเสียหายทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ แต่ยังเร่งวิกฤตโลกเดือดและภัยพิบัติทางสิ่งแวดล้อมในระดับโลก เช่นเดียวกับสงครามทุกครั้ง ความขัดแย้งในตะวันออกกลางย่อมทิ้ง “มรดกของสารพิษตกค้าง” ไว้เบื้องหลัง เพราะไม่ได้ทำลายเพียงชีวิตและบ้านเรือน แต่ยังบั่นทอนสิทธิขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นระบบประปาและสุขาภิบาล พื้นที่เกษตรกรรม ท่าเรือ คลังเชื้อเพลิง และโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าหรือพลังงาน อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดอากาศเป็นพิษ การปนเปื้อนของดินและแหล่งน้ำ แม้การสู้รบจะเริ่มซาลงแล้วก็ตาม งานวิจัยจากหลายพื้นที่ความขัดแย้งตอกย้ำถึงผลกระทบซ้ำรอย ทั้งไฟไหม้ ซากปรักหักพังอันตราย การล่มสลายของระบบสาธารณสุข และระบบนิเวศที่ถูกทำลายจนยากจะฟื้นฟู ความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมจึงไม่ใช่เพียงผลข้างเคียงของสงคราม แต่เป็นปัจจัยหลักที่เข้ามาทำลายรากฐานวิถีชีวิตของผู้คนอย่างลึกซึ้ง

ใครต้องจ่ายค่าความสูญเสีย จากภัยสงคราม และใครได้ประโยชน์ (กำไร) จากความสูญเสียนี้

ในบริบทของเศรษฐกิจพลังงานและความมั่นคงระหว่างประเทศ ความขัดแย้งหรือสงครามไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงต่อภูมิรัฐศาสตร์เท่านั้น แต่ยังสร้าง “ต้นทุนทางเศรษฐกิจ” ที่เกิดขึ้นจากการสูญเสียทรัพยากรและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งคำถามที่น่าสนใจคือ ใครคือผู้ที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายจากความสูญเสีย และใครคือผู้ที่ได้รับประโยชน์หรือกำไรจากสถานการณ์เช่นนี้ การวิเคราะห์ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่เปิดเผยความไม่เท่าเทียมในการกระจายภาระต้นทุนและผลประโยชน์ แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงกลไกของตลาดพลังงานโลก การพึ่งพิงทรัพยากรระหว่างประเทศ และบทบาทของนโยบายรัฐในกำหนดทิศทางการจัดการกับความเสี่ยงทางพลังงาน

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อ ตลาดก๊าซฟอสซิลโลก เนื่องจากอุปทานจากแหล่งพลังงานหลักถูกคุกคามหรือหยุดชะงัก เช่น การประกาศเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) ระงับการส่งออกก๊าซฟอสซิลเหลว (LNG) ของบริษัท Qatar Energy จากประเทศกาตาร์ ผนวกกับความเสี่ยงจากการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาก๊าซฟอสซิลและ LNG ในยุโรปและเอเชียปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว 

ผลจากการพุ่งขึ้นของราคาก๊าซฟอสซิลเหลวได้สะท้อนภาพความไม่เท่าเทียมของผลกระทบจากสงครามอย่างชัดเจน เมื่อผู้บริโภคและประเทศผู้นำเข้าพลังงานต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งในรูปของค่าไฟฟ้า ค่าเชื้อเพลิง และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ผู้ส่งออก LNG โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกากลับสามารถสร้างกำไรอย่างมหาศาลจากสถานการณ์เดียวกัน ตัวอย่าง กำไรจากการส่ง LNG ต่อเที่ยวไปยุโรปเพิ่มขึ้นจากประมาณ 25 ล้านดอลลาร์เป็นมากกว่า 50 ล้านดอลลาร์ และกำไรสะสมจากการส่งออกอาจอยู่ที่ราว 4 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือน หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ตัวเลขดังกล่าวอาจพุ่งสูงถึง 170 พันล้านดอลลาร์

มีข้อมูลชี้ชัดว่า กำไรพิเศษจากการส่งออก LNG ของสหรัฐฯ มีความผันผวนตามเหตุการณ์ความขัดแย้งระดับโลก หลังสงครามยูเครน (เส้นฟ้า) กำไรรายเดือนอยู่ระหว่าง 2–10 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนการเพิ่มขึ้นของราคาก๊าซในยุโรปและเอเชีย ขณะที่ความขัดแย้งในอิหร่านหรือการหยุดชะงักของอุปทานจากกาตาร์ (เส้นเหลือง) อาจทำให้กำไรพุ่งสูงถึง 20 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือน ซึ่งเกือบสองเท่าของช่วงหลังสงครามยูเครน แสดงให้เห็นว่าอุปทาน LNG ที่ตึงตัวสร้าง “กำไรสงคราม” อย่างมหาศาลให้ผู้ส่งออกอย่างสหรัฐฯ ขณะเดียวกันผู้บริโภคในตลาดนำเข้าต้องแบกรับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นตามไปด้วย

นอกจากนี้ ข้อมูลยังชี้ให้เห็นว่า ผู้ส่งออก LNG ของสหรัฐฯ มีศักยภาพที่จะทำกำไรสะสมสูงขึ้นเมื่อเกิดวิกฤตด้านอุปทานพลังงานในตะวันออกกลาง หากเกิดสถานการณ์รุนแรงที่การส่งออก LNG ของกาตาร์ต้องหยุดชะงักเป็นระยะเวลา 1 ปีเต็ม กำไรส่วนเกินที่ไหลเข้าสู่ผู้ส่งออก LNG ของสหรัฐฯ อาจสะสมสูงถึงเกือบ 170 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งจะนับเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์กำไรจากสินค้าโภคภัณฑ์ที่กระจุกตัวสูงที่สุดในยุคหลังปี 2000 ซึ่งมากกว่าระดับที่เกิดขึ้นจากวิกฤติยูเครน–รัสเซียเกือบสองเท่า แสดงให้เห็นว่า ความขัดแย้งในภูมิภาคพลังงานสามารถกลายเป็นแหล่งกำไรมหาศาล ขนาดใหญ่สำหรับผู้ส่งออกพลังงานในสหรัฐฯ

เมื่อพิจารณาจากราคาปัจจุบันเพียงอย่างเดียว ผู้ส่งออกและผู้ค้า LNG ของสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะได้รับกำไรส่วนเพิ่มประมาณ 870 ล้านดอลลาร์ต่อสัปดาห์ เมื่อเทียบกับระดับก่อนเกิดวิกฤต และอัตรานี้ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขนาดของผลกำไรที่จะได้รับขึ้นอยู่กับตัวแปรสำคัญเพียงอย่างเดียว คือ ระยะเวลาของวิกฤต

การประเมินจากแบบจำลองข้อมูลล่าสุดจาก Energy Flux ประเมินว่า การส่งออก LNG ของสหรัฐฯ อาจสร้างกำไรส่วนเพิ่มได้สูงถึง 4 พันล้านดอลลาร์ หากสถานการณ์เหตุสุดวิสัยยังคงดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลา 1 เดือนและตัวเลขนี้อาจพุ่งสูงถึง 20 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือน หากตลาดยังคงขาดแคลนอุปทานจากกาตาร์ไปจนถึงช่วงฤดูร้อน

ท้ายที่สุดแล้ว สงครามไม่ได้กระจายต้นทุนอย่างเท่าเทียม แต่ผลักภาระไปยังผู้บริโภคและประเทศผู้นำเข้า ขณะที่กำไรไหลไปรวมศูนย์อยู่กับผู้ส่งออกพลังงานเพียงไม่กี่ราย โลกจึงไม่ได้เผชิญแค่วิกฤตพลังงาน แต่คือความเหลื่อมล้ำที่ถูกเร่งให้ชัดขึ้นจากความขัดแย้ง และคำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “สงครามจบเมื่อไร” แต่คือ “ใครยังต้องจ่ายต่อไป แม้สงครามจะจบลงแล้ว”

ประเทศไทยยืมจมูกใครหายใจจากการนำเข้าก๊าซ LNG

ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคงทางพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ จากโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าที่พึ่งพาก๊าซฟอสซิลสูงถึงร้อยละ 58.19 โดยในจำนวนนี้กว่าร้อยละ 35.53 เป็นก๊าซฟอสซิลเหลว (LNG) ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ขณะที่แหล่งก๊าซในประเทศมีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้ไทยต้องพึ่งพาผู้ส่งออกหลักอย่างกาตาร์ สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลียมากขึ้น  

ข้อมูลระหว่างปี 2558 ถึง 2567 ชี้ให้เห็นว่า ออสเตรเลียเป็นผู้จัดหาก๊าซฟอสซิลเหลว (LNG) รายใหญ่ที่สุด รองลงมาคือกาตาร์ มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา และรัสเซีย โดยในช่วงเวลาดังกล่าว สัดส่วน LNG จากออสเตรเลียและสหรัฐฯ ในเอเชียมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่สัดส่วนจากกาตาร์ลดลง ทั้งนี้ ประเทศไทยได้เริ่มกระจายแหล่งนำเข้า โดยหันมาพึ่งพาสหรัฐฯ และออสเตรเลียมากขึ้นตั้งแต่ปี 2563

จากข้อมูลชี้ให้เห็นแนวโน้มการนำเข้าก๊าซ LNG ของประเทศไทยในช่วงปี 2558–2568 ว่ามีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา ปริมาณนำเข้าเติบโตอย่างชัดเจนจากระดับราว 2–3 ล้านตันต่อปี ไปสู่จุดสูงสุดในช่วงปี 2566–2567 ที่เกือบ 12 ล้านตัน สะท้อนถึงการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นตามการลดลงของแหล่งก๊าซในประเทศ

ในด้านแหล่งนำเข้า โครงสร้างมีความหลากหลายมากขึ้น จากเดิมที่พึ่งพาประเทศไม่กี่ราย เช่น กาตาร์ มาเลเซีย และออสเตรเลีย ไปสู่การกระจายความเสี่ยงด้วยการนำเข้าจากสหรัฐฯ โอมาน ไนจีเรีย และประเทศอื่น ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหลังปี 2563 ที่สัดส่วน LNG จากสหรัฐฯ และออสเตรเลียเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม หลังจากแตะจุดสูงสุดในปี 2566 –2567 ปริมาณการนำเข้าในปี 2568 เริ่มปรับลดลง ซึ่งอาจสะท้อนถึงความผันผวนของราคาพลังงานโลก การปรับตัวของอุปสงค์ในประเทศ หรือการบริหารจัดการพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะพึ่งพาการนำเข้าก๊าซฟอสซิลเหลวมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พร้อมกับความพยายามกระจายแหล่งนำเข้าเพื่อลดความเสี่ยง แต่ก็ยังคงเผชิญความเปราะบางจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลกและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์อย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลตารางแสดงสัดส่วนประเทศในเอเชียที่เป็นผู้ซื้อพลังงานจากอ่าวเปอร์เซียรายใหญ่ที่สุด 
หมายเหตุ: แสดงเฉพาะประเทศที่มีการนำเข้าพลังงานจากประเทศในอ่าวเปอร์เซียเท่านั้น

ความเปราะบางนี้ยิ่งชัดเจนเมื่อพิจารณาในบริบทระดับภูมิภาค เนื่องจากประเทศในเอเชียเป็นกลุ่มที่พึ่งพาพลังงานจากอ่าวเปอร์เซียมากที่สุด โดยมีสัดส่วนถึงร้อยละ 80 ของการนำเข้าพลังงานทั้งหมดของภูมิภาคที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ประเทศสำคัญอย่างญี่ปุ่นพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางถึงร้อยละ 93 เกาหลีใต้ร้อยละ 67 และปากีสถานพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงถึงร้อยละ 81 ขณะที่ประเทศไทยเองมีการนำเข้าพลังงานคิดเป็นร้อยละ 56 ของความต้องการทั้งหมด และยังพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยไนโตรเจนจากภูมิภาคเดียวกันถึงร้อยละ 67 สะท้อนให้เห็นว่าเอเชียเป็นภูมิภาคที่ต้อง “แบกรับต้นทุน” จากวิกฤตพลังงานโลกมากที่สุด

การหยุดชะงักของการส่งออกก๊าซฟอสซิลเหลว (LNG) จากกาตาร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ส่งออก LNG รายใหญ่ที่สุดของโลก ได้สร้างแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญต่อตลาดพลังงานโลก โดยเฉพาะในระยะสั้น เนื่องจากผู้ผลิต LNG รายอื่นอย่างสหรัฐอเมริกาไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อทดแทนอุปทานที่หายไปได้ในทันที โรงงาน LNG ของสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ดำเนินการใกล้เต็มกำลังอยู่แล้ว ขณะที่โครงการใหม่ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอาจช่วยเพิ่มอุปทานได้เพียงบางส่วนและต้องใช้เวลา สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน LNG โลก และเพิ่มความเสี่ยงต่อความผันผวนของราคา LNG ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประเทศผู้นำเข้า รวมถึงต้นทุนพลังงานและค่าไฟฟ้าในหลายประเทศทั่วโลก

ภาพนี้แสดงแผนที่อ่าวเปอร์เซีย โดยเน้นตำแหน่งแหล่งก๊าซฟอสซิลขนาดใหญ่ระดับโลก South Pars–North Field ซึ่งเป็นแหล่งร่วมระหว่างอิหร่านและกาตาร์ (จุดสีฟ้าคือพื้นที่ที่อิสราเอลและสหรัฐโจมตี)  และตกเป็นเป้าการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 ขณะเดียวกัน จุดสีเขียวในภาพแสดงตำแหน่งโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในประเทศกลุ่มอ่าวที่ถูกอิสราเอลตอบโต้กลับ

การโจมตีของอิสราเอลเมื่อวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา ต่อแหล่งก๊าซขนาดใหญ่ของอิหร่านอย่าง South Pars นับเป็นการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอ่าวเปอร์เซียครั้งแรกนับตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอลเริ่มต้นขึ้น โดยเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ตัวเลขสำคัญในตลาดพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ ราคาน้ำมันดิบ Brent เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 5 จนเกือบแตะระดับ 109 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม ขณะที่ราคาก๊าซฟอสซิลในยุโรปเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.6 จนเกือบถึง 55 ยูโรต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง ทั้งนี้ แหล่ง South Pars ถือเป็นส่วนของอิหร่านในแหล่งก๊าซฟอสซิลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งพัฒนาร่วมกับกาตาร์ข้ามอ่าวเปอร์เซีย

สถานการณ์ความตึงเครียดในอิหร่านยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ประเทศในเอเชียต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน เพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคในระยะยาว แม้ว่าระยะเวลาของความขัดแย้งยังคงไม่แน่นอน แต่หลายประเทศในเอเชียได้เริ่มตอบสนองผ่านมาตรการฉุกเฉินด้านความมั่นคงพลังงานและการแทรกแซงทางเศรษฐกิจแล้ว โดยในช่วงระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึง 9 มีนาคม 2569 ราคาน้ำมันดิบและก๊าซฟอสซิลเหลว (LNG) ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 51 และ ร้อยละ 77ตามลำดับ

ในด้านนโยบาย รัฐบาลของหลายประเทศเลือกใช้มาตรการอุดหนุนพลังงานและนโยบายการเงินแบบเข้มงวดเพื่อบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อตลาดทุนและขัดขวางเป้าหมายเชิงนโยบายในระยะยาวได้ ขณะเดียวกัน การตรึงราคาพลังงานสำหรับผู้บริโภคปลายทางยังสร้างแรงกดดันต่อผลกำไรและสภาพคล่องของผู้ให้บริการสาธารณูปโภค ท่ามกลางต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้น ประสบการณ์จากวิกฤตพลังงานปี 2565 ได้สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดทางการเงินอย่างรุนแรงจากการพุ่งขึ้นของราคาพลังงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคส่วนสำคัญอื่น ๆ เช่น ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมการผลิต

เมื่อเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นศูนย์กลางพลังงานของโลกและมีการขนส่งน้ำมันและก๊าซราวหนึ่งในห้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ การหยุดชะงักของเส้นทางและการผลิตจึงทำให้อุปทานพลังงานหายไปอย่างฉับพลัน และผลักดันให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น ประเทศผู้นำเข้าในเอเชียรวมถึงไทยต้องเผชิญการแข่งขันในการจัดหาพลังงานที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้า LNG สูงขึ้น ค่าไฟมีแนวโน้มเพิ่ม และเกิดแรงกดดันต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง ทั้งภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชน

สถานการณ์นี้ตอกย้ำว่าโครงสร้างพลังงานของไทยที่พึ่งพาการนำเข้าในระดับสูง เปรียบเสมือนการ “ยืมจมูกคนอื่นหายใจ” ทำให้ประเทศเสี่ยงต่อความผันผวนของตลาดโลกและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงดังกล่าวรุนแรงยิ่งขึ้นในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชีย ซึ่งแม้มีแนวโน้มใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มขึ้น แต่กลับมีขีดความสามารถจำกัดในการรับมือกับความผันผวนของราคาซึ่งในระดับราคาปัจจุบันของก๊าซฟอสซิลเหลว (LNG) ต้นทุนผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าก๊าซยังสูงกว่าพลังงานแสงอาทิตย์และลมประมาณ 3–4 เท่า และในหลายประเทศก็ไม่สามารถแข่งขันกับพลังงานหมุนเวียนที่มีระบบกักเก็บพลังงานได้

ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคงทางพลังงานจากาการพึ่งพาการนำเข้าก๊าซฟอสซิลเหลว LNG จากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากการพึ่งพาการนำเข้า LNG ซึ่งมีต้นทุนสูงและมีความผันผวนอย่างมาก รายงานของ Institute for Energy Economics and Financial Analysis (IEEFA) ชี้ให้เห็นว่า การติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 1 กิกะวัตต์ (GW) สามารถช่วยลดต้นทุนการนำเข้าก๊าซฟอสซิลเหลว (LNG) ได้ประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลอดช่วงอายุโครงการ 25 ปี หรือคิดเป็นประมาณ 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีต่อกำลังการผลิต 1 กิกะวัตต์ 

ข้อมูลสะท้อนให้เห็นถึงความผันผวนของราคาก๊าซที่ใช้ผลิตไฟฟ้าในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2021 (เส้นสีเทา) ขณะที่เส้นสีเหลือง ซึ่งอ้างอิงจากงานวิจัยของ BNEF แสดงให้เห็นว่าต้นทุนพลังงานแสงอาทิตย์ของไทยมีความคงที่มากกว่า และไม่ได้ผันผวนตามปัจจัยภายนอกในระดับเดียวกันกับก๊าซฟอสซิลเหลว LNG

หากนำสมมติฐานจาก IEEFA มาลองคำนวณกับประเทศไทย โดยอ้างอิงกรอบแผน PDP2018 ซึ่งมีการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เป็นประมาณ 10 กิกะวัตต์ในช่วงปี 2561–2580 และการพิจารณาราคาต้นทุนการนำเข้า LNG ระหว่างปี 2561–2568 ที่ประมาณ 11–12 ล้านตัน รวมถึงมูลค่าการนำเข้า LNG สะสมในช่วงปี 2561–2568 จากฐานข้อมูล World Bank (UN Comtrade: HS Code 271111 – Natural gas, liquefied) ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 50–55 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณ 1.8–2.0 ล้านล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ย 36 บาทต่อดอลลาร์) 

จะพบว่าศักยภาพตามสมติฐานที่อ้างอิงจาก IEEFA สามารถคาดการณ์ได้ว่าไทยอาจลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้า LNG ได้ถึงประมาณ 30 พันล้านดอลลาร์สหรัฐตลอดระยะเวลา 25 ปี หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.08 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ ในเชิงรายปี การขยายกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ในระดับดังกล่าวจะช่วยลดภาระการนำเข้า LNG ได้เฉลี่ยประมาณ 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือราว 43,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 12–20 ของมูลค่าการนำเข้า LNG ของประเทศไทยในแต่ละปี

กราฟจำลองการเปรียบเทียบมูลค่าการนำเข้า LNG ของประเทศไทยกับมูลค่าการประหยัดค่าการนำเข้า จากการพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ในช่วงปี 2018–2025 ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามูลค่าการนำเข้า LNG มีความผันผวนสูงตามราคาพลังงานโลก โดยเฉพาะในปี 2022 ที่พุ่งสูงจากวิกฤตพลังงาน ขณะที่มูลค่าการประหยัดจากพลังงานแสงอาทิตย์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามการขยายกำลังการผลิต และมีลักษณะเสถียรมากกว่า

ตัวเลขที่คาดการณ์ดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการประหยัดต้นทุนพลังงานเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงบทบาทของพลังงานหมุนเวียนในฐานะเครื่องมือสำคัญในการลดความเสี่ยงจากความไม่มั่นคงทางพลังงาน ความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก เนื่องจากต้นทุนของพลังงานแสงอาทิตย์มีลักษณะคงที่มากกว่าพลังงานฟอสซิล โดยเฉพาะ LNG ที่มีความผันผวนสูงตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และตลาดพลังงานโลก

ประเทศไทยเราต้องแสดงเจตจำนงทางการเมืองที่พร้อมในการเปลี่ยนให้ผ่านพลังงานไทยเพราะ ข้อมูลจาก BloombergNEF ชี้ให้เห็นว่าการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Utility-scale solar) เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่ราคาถูกที่สุดในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2565 โดยต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดอายุโครงการ (LCOE) สำหรับโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ใหม่ในประเทศไทยปัจจุบันอยู่ที่ 33-75 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง (USD/MWh) ซึ่งต่ำกว่าโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลแบบ Combined Cycle (CCGT) ที่มี LCOE อยู่ที่ 79-86 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง (USD/MWh)และโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ที่ 74-96 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง (USD/MWh) เมื่อจับคู่พลังงานหมุนเวียนกับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Energy Storage System) ก็มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจมากกว่าโรงไฟฟ้าฟอสซิลที่สร้างขึ้นใหม่ โดย LCOE ของระบบพลังงานแสงอาทิตย์ที่จับคู่กับระบบกักเก็บพลังงานเเบตเตอรี่ 4 ชั่วโมงต่ำกว่าโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใหม่ในประเทศไทย และคาดว่าจะลดลงเหลือ 29-57 ต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง (USD/MWh) ภายในปี 2593 การลดลงของต้นทุนโครงการกักเก็บพลังงานด้วยเแบตเตอรี่ทั่วโลกถึงหนึ่งในสามในปี 2566 ยิ่งทำให้ปัญหาความไม่ต่อเนื่องของพลังงานหมุนเวียนสามารถจัดการได้ในราคาที่คุ้มค่ามากขึ้น ในทางกลับกัน การพึ่งพาโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลและการนำเข้าก๊าซฟอสซิลเหลว (LNG) ที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ค่าไฟฟ้าในประเทศไทยแพง หรือแม้แต่แนวคิดที่จะปรับปรุงโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลเดิมด้วยวิธีการนำไฮโดรเจนหรือแอมโมเนียมาผสม การติดตั้งเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นต้นทุนที่มีค่าใช้จ่ายสูง และมีประสิทธิภาพน้อยกว่าในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 

ท้ายที่สุด คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าก๊าซฟอสซิลยังจำเป็นหรือไม่ หากแต่คือ ไทยกำลังใช้ก๊าซมากเกินความจำเป็นหรือไม่ และกำลังจ่ายแพงเกินไปหรือเปล่า ในวันที่ทางเลือกด้านพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดมีศักยภาพมากขึ้นทุกปี การตัดสินใจทบทวนแผนพลังงานในวันนี้ อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้ไทยหลุดพ้นจากกับดักก๊าซฟอสซิล ลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน และวางรากฐานสู่ระบบพลังงานที่มั่นคงและเป็นธรรมอย่างแท้จริงในอนาคต