สงครามอาจเกิดขึ้นไกลจากชีวิตประจำวันของใครหลายคน แต่ผลกระทบกลับแทรกซึมเข้ามาใกล้ตัวมากกว่าที่คิด ทุกครั้งที่ความขัดแย้งปะทุในภูมิภาคยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะตะวันออกกลาง เส้นทางพลังงานสำคัญจะสั่นคลอนทันที ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซฟอสซิลพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และลุกลามไปสู่ต้นทุนการใช้ชีวิต ค่าเดินทาง ราคาอาหาร และเศรษฐกิจโดยรวมของผู้คนทั่วโลก บทความนี้จึงชวนตั้งคำถามว่า ใครคือผู้ได้ประโยชน์จากสงคราม และใครกันแน่ที่ต้องแบกรับ “ราคาที่แท้จริง” ของความขัดแย้งที่ตนไม่ได้ก่อขึ้น
ในบริบทปัจจุบัน สงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ–อิสราเอลยังยากต่อการคาดการณ์จุดสิ้นสุด ส่งผลให้ทั่วโลกเผชิญวิกฤตที่ลุกลามทั้งด้านเศรษฐกิจและสภาพภูมิอากาศอย่างรวดเร็ว โดยรายงานจากสถาบัน The Climate and Community ซึ่งเผยแพร่ผ่าน The Guardian ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 5 ล้านตันภายในเวลาเพียง 14 วัน ซึ่งสูงกว่าการปล่อย CO₂ ทั้งปีของบางประเทศ เช่น โปแลนด์ สะท้อนว่าสงครามไม่ได้สร้างเพียงความเสียหายทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ แต่ยังเร่งวิกฤตโลกเดือดและภัยพิบัติทางสิ่งแวดล้อมในระดับโลก เช่นเดียวกับสงครามทุกครั้ง ความขัดแย้งในตะวันออกกลางย่อมทิ้ง “มรดกของสารพิษตกค้าง” ไว้เบื้องหลัง เพราะไม่ได้ทำลายเพียงชีวิตและบ้านเรือน แต่ยังบั่นทอนสิทธิขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นระบบประปาและสุขาภิบาล พื้นที่เกษตรกรรม ท่าเรือ คลังเชื้อเพลิง และโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าหรือพลังงาน อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดอากาศเป็นพิษ การปนเปื้อนของดินและแหล่งน้ำ แม้การสู้รบจะเริ่มซาลงแล้วก็ตาม งานวิจัยจากหลายพื้นที่ความขัดแย้งตอกย้ำถึงผลกระทบซ้ำรอย ทั้งไฟไหม้ ซากปรักหักพังอันตราย การล่มสลายของระบบสาธารณสุข และระบบนิเวศที่ถูกทำลายจนยากจะฟื้นฟู ความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมจึงไม่ใช่เพียงผลข้างเคียงของสงคราม แต่เป็นปัจจัยหลักที่เข้ามาทำลายรากฐานวิถีชีวิตของผู้คนอย่างลึกซึ้ง
ใครต้องจ่ายค่าความสูญเสีย จากภัยสงคราม และใครได้ประโยชน์ (กำไร) จากความสูญเสียนี้
ในบริบทของเศรษฐกิจพลังงานและความมั่นคงระหว่างประเทศ ความขัดแย้งหรือสงครามไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงต่อภูมิรัฐศาสตร์เท่านั้น แต่ยังสร้าง “ต้นทุนทางเศรษฐกิจ” ที่เกิดขึ้นจากการสูญเสียทรัพยากรและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งคำถามที่น่าสนใจคือ ใครคือผู้ที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายจากความสูญเสีย และใครคือผู้ที่ได้รับประโยชน์หรือกำไรจากสถานการณ์เช่นนี้ การวิเคราะห์ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่เปิดเผยความไม่เท่าเทียมในการกระจายภาระต้นทุนและผลประโยชน์ แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงกลไกของตลาดพลังงานโลก การพึ่งพิงทรัพยากรระหว่างประเทศ และบทบาทของนโยบายรัฐในกำหนดทิศทางการจัดการกับความเสี่ยงทางพลังงาน
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อ ตลาดก๊าซฟอสซิลโลก เนื่องจากอุปทานจากแหล่งพลังงานหลักถูกคุกคามหรือหยุดชะงัก เช่น การประกาศเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) ระงับการส่งออกก๊าซฟอสซิลเหลว (LNG) ของบริษัท Qatar Energy จากประเทศกาตาร์ ผนวกกับความเสี่ยงจากการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาก๊าซฟอสซิลและ LNG ในยุโรปและเอเชียปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ผลจากการพุ่งขึ้นของราคาก๊าซฟอสซิลเหลวได้สะท้อนภาพความไม่เท่าเทียมของผลกระทบจากสงครามอย่างชัดเจน เมื่อผู้บริโภคและประเทศผู้นำเข้าพลังงานต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งในรูปของค่าไฟฟ้า ค่าเชื้อเพลิง และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ผู้ส่งออก LNG โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกากลับสามารถสร้างกำไรอย่างมหาศาลจากสถานการณ์เดียวกัน ตัวอย่าง กำไรจากการส่ง LNG ต่อเที่ยวไปยุโรปเพิ่มขึ้นจากประมาณ 25 ล้านดอลลาร์เป็นมากกว่า 50 ล้านดอลลาร์ และกำไรสะสมจากการส่งออกอาจอยู่ที่ราว 4 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือน หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ตัวเลขดังกล่าวอาจพุ่งสูงถึง 170 พันล้านดอลลาร์

มีข้อมูลชี้ชัดว่า กำไรพิเศษจากการส่งออก LNG ของสหรัฐฯ มีความผันผวนตามเหตุการณ์ความขัดแย้งระดับโลก หลังสงครามยูเครน (เส้นฟ้า) กำไรรายเดือนอยู่ระหว่าง 2–10 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนการเพิ่มขึ้นของราคาก๊าซในยุโรปและเอเชีย ขณะที่ความขัดแย้งในอิหร่านหรือการหยุดชะงักของอุปทานจากกาตาร์ (เส้นเหลือง) อาจทำให้กำไรพุ่งสูงถึง 20 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือน ซึ่งเกือบสองเท่าของช่วงหลังสงครามยูเครน แสดงให้เห็นว่าอุปทาน LNG ที่ตึงตัวสร้าง “กำไรสงคราม” อย่างมหาศาลให้ผู้ส่งออกอย่างสหรัฐฯ ขณะเดียวกันผู้บริโภคในตลาดนำเข้าต้องแบกรับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นตามไปด้วย

นอกจากนี้ ข้อมูลยังชี้ให้เห็นว่า ผู้ส่งออก LNG ของสหรัฐฯ มีศักยภาพที่จะทำกำไรสะสมสูงขึ้นเมื่อเกิดวิกฤตด้านอุปทานพลังงานในตะวันออกกลาง หากเกิดสถานการณ์รุนแรงที่การส่งออก LNG ของกาตาร์ต้องหยุดชะงักเป็นระยะเวลา 1 ปีเต็ม กำไรส่วนเกินที่ไหลเข้าสู่ผู้ส่งออก LNG ของสหรัฐฯ อาจสะสมสูงถึงเกือบ 170 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งจะนับเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์กำไรจากสินค้าโภคภัณฑ์ที่กระจุกตัวสูงที่สุดในยุคหลังปี 2000 ซึ่งมากกว่าระดับที่เกิดขึ้นจากวิกฤติยูเครน–รัสเซียเกือบสองเท่า แสดงให้เห็นว่า ความขัดแย้งในภูมิภาคพลังงานสามารถกลายเป็นแหล่งกำไรมหาศาล ขนาดใหญ่สำหรับผู้ส่งออกพลังงานในสหรัฐฯ
เมื่อพิจารณาจากราคาปัจจุบันเพียงอย่างเดียว ผู้ส่งออกและผู้ค้า LNG ของสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะได้รับกำไรส่วนเพิ่มประมาณ 870 ล้านดอลลาร์ต่อสัปดาห์ เมื่อเทียบกับระดับก่อนเกิดวิกฤต และอัตรานี้ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขนาดของผลกำไรที่จะได้รับขึ้นอยู่กับตัวแปรสำคัญเพียงอย่างเดียว คือ ระยะเวลาของวิกฤต

การประเมินจากแบบจำลองข้อมูลล่าสุดจาก Energy Flux ประเมินว่า การส่งออก LNG ของสหรัฐฯ อาจสร้างกำไรส่วนเพิ่มได้สูงถึง 4 พันล้านดอลลาร์ หากสถานการณ์เหตุสุดวิสัยยังคงดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลา 1 เดือนและตัวเลขนี้อาจพุ่งสูงถึง 20 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือน หากตลาดยังคงขาดแคลนอุปทานจากกาตาร์ไปจนถึงช่วงฤดูร้อน
ท้ายที่สุดแล้ว สงครามไม่ได้กระจายต้นทุนอย่างเท่าเทียม แต่ผลักภาระไปยังผู้บริโภคและประเทศผู้นำเข้า ขณะที่กำไรไหลไปรวมศูนย์อยู่กับผู้ส่งออกพลังงานเพียงไม่กี่ราย โลกจึงไม่ได้เผชิญแค่วิกฤตพลังงาน แต่คือความเหลื่อมล้ำที่ถูกเร่งให้ชัดขึ้นจากความขัดแย้ง และคำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “สงครามจบเมื่อไร” แต่คือ “ใครยังต้องจ่ายต่อไป แม้สงครามจะจบลงแล้ว”
ประเทศไทยยืมจมูกใครหายใจจากการนำเข้าก๊าซ LNG
ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคงทางพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ จากโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าที่พึ่งพาก๊าซฟอสซิลสูงถึงร้อยละ 58.19 โดยในจำนวนนี้กว่าร้อยละ 35.53 เป็นก๊าซฟอสซิลเหลว (LNG) ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ขณะที่แหล่งก๊าซในประเทศมีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้ไทยต้องพึ่งพาผู้ส่งออกหลักอย่างกาตาร์ สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลียมากขึ้น

จากข้อมูลชี้ให้เห็นแนวโน้มการนำเข้าก๊าซ LNG ของประเทศไทยในช่วงปี 2558–2568 ว่ามีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา ปริมาณนำเข้าเติบโตอย่างชัดเจนจากระดับราว 2–3 ล้านตันต่อปี ไปสู่จุดสูงสุดในช่วงปี 2566–2567 ที่เกือบ 12 ล้านตัน สะท้อนถึงการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นตามการลดลงของแหล่งก๊าซในประเทศ
ในด้านแหล่งนำเข้า โครงสร้างมีความหลากหลายมากขึ้น จากเดิมที่พึ่งพาประเทศไม่กี่ราย เช่น กาตาร์ มาเลเซีย และออสเตรเลีย ไปสู่การกระจายความเสี่ยงด้วยการนำเข้าจากสหรัฐฯ โอมาน ไนจีเรีย และประเทศอื่น ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหลังปี 2563 ที่สัดส่วน LNG จากสหรัฐฯ และออสเตรเลียเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม หลังจากแตะจุดสูงสุดในปี 2566 –2567 ปริมาณการนำเข้าในปี 2568 เริ่มปรับลดลง ซึ่งอาจสะท้อนถึงความผันผวนของราคาพลังงานโลก การปรับตัวของอุปสงค์ในประเทศ หรือการบริหารจัดการพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะพึ่งพาการนำเข้าก๊าซฟอสซิลเหลวมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พร้อมกับความพยายามกระจายแหล่งนำเข้าเพื่อลดความเสี่ยง แต่ก็ยังคงเผชิญความเปราะบางจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลกและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์อย่างต่อเนื่อง

หมายเหตุ: แสดงเฉพาะประเทศที่มีการนำเข้าพลังงานจากประเทศในอ่าวเปอร์เซียเท่านั้น
ความเปราะบางนี้ยิ่งชัดเจนเมื่อพิจารณาในบริบทระดับภูมิภาค เนื่องจากประเทศในเอเชียเป็นกลุ่มที่พึ่งพาพลังงานจากอ่าวเปอร์เซียมากที่สุด โดยมีสัดส่วนถึงร้อยละ 80 ของการนำเข้าพลังงานทั้งหมดของภูมิภาคที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ประเทศสำคัญอย่างญี่ปุ่นพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางถึงร้อยละ 93 เกาหลีใต้ร้อยละ 67 และปากีสถานพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงถึงร้อยละ 81 ขณะที่ประเทศไทยเองมีการนำเข้าพลังงานคิดเป็นร้อยละ 56 ของความต้องการทั้งหมด และยังพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยไนโตรเจนจากภูมิภาคเดียวกันถึงร้อยละ 67 สะท้อนให้เห็นว่าเอเชียเป็นภูมิภาคที่ต้อง “แบกรับต้นทุน” จากวิกฤตพลังงานโลกมากที่สุด
การหยุดชะงักของการส่งออกก๊าซฟอสซิลเหลว (LNG) จากกาตาร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ส่งออก LNG รายใหญ่ที่สุดของโลก ได้สร้างแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญต่อตลาดพลังงานโลก โดยเฉพาะในระยะสั้น เนื่องจากผู้ผลิต LNG รายอื่นอย่างสหรัฐอเมริกาไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อทดแทนอุปทานที่หายไปได้ในทันที โรงงาน LNG ของสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ดำเนินการใกล้เต็มกำลังอยู่แล้ว ขณะที่โครงการใหม่ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอาจช่วยเพิ่มอุปทานได้เพียงบางส่วนและต้องใช้เวลา สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน LNG โลก และเพิ่มความเสี่ยงต่อความผันผวนของราคา LNG ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประเทศผู้นำเข้า รวมถึงต้นทุนพลังงานและค่าไฟฟ้าในหลายประเทศทั่วโลก

การโจมตีของอิสราเอลเมื่อวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา ต่อแหล่งก๊าซขนาดใหญ่ของอิหร่านอย่าง South Pars นับเป็นการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอ่าวเปอร์เซียครั้งแรกนับตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอลเริ่มต้นขึ้น โดยเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ตัวเลขสำคัญในตลาดพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ ราคาน้ำมันดิบ Brent เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 5 จนเกือบแตะระดับ 109 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม ขณะที่ราคาก๊าซฟอสซิลในยุโรปเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.6 จนเกือบถึง 55 ยูโรต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง ทั้งนี้ แหล่ง South Pars ถือเป็นส่วนของอิหร่านในแหล่งก๊าซฟอสซิลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งพัฒนาร่วมกับกาตาร์ข้ามอ่าวเปอร์เซีย
สถานการณ์ความตึงเครียดในอิหร่านยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ประเทศในเอเชียต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน เพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคในระยะยาว แม้ว่าระยะเวลาของความขัดแย้งยังคงไม่แน่นอน แต่หลายประเทศในเอเชียได้เริ่มตอบสนองผ่านมาตรการฉุกเฉินด้านความมั่นคงพลังงานและการแทรกแซงทางเศรษฐกิจแล้ว โดยในช่วงระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึง 9 มีนาคม 2569 ราคาน้ำมันดิบและก๊าซฟอสซิลเหลว (LNG) ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 51 และ ร้อยละ 77ตามลำดับ
ในด้านนโยบาย รัฐบาลของหลายประเทศเลือกใช้มาตรการอุดหนุนพลังงานและนโยบายการเงินแบบเข้มงวดเพื่อบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อตลาดทุนและขัดขวางเป้าหมายเชิงนโยบายในระยะยาวได้ ขณะเดียวกัน การตรึงราคาพลังงานสำหรับผู้บริโภคปลายทางยังสร้างแรงกดดันต่อผลกำไรและสภาพคล่องของผู้ให้บริการสาธารณูปโภค ท่ามกลางต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้น ประสบการณ์จากวิกฤตพลังงานปี 2565 ได้สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดทางการเงินอย่างรุนแรงจากการพุ่งขึ้นของราคาพลังงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคส่วนสำคัญอื่น ๆ เช่น ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมการผลิต
เมื่อเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นศูนย์กลางพลังงานของโลกและมีการขนส่งน้ำมันและก๊าซราวหนึ่งในห้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ การหยุดชะงักของเส้นทางและการผลิตจึงทำให้อุปทานพลังงานหายไปอย่างฉับพลัน และผลักดันให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น ประเทศผู้นำเข้าในเอเชียรวมถึงไทยต้องเผชิญการแข่งขันในการจัดหาพลังงานที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้า LNG สูงขึ้น ค่าไฟมีแนวโน้มเพิ่ม และเกิดแรงกดดันต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง ทั้งภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชน
สถานการณ์นี้ตอกย้ำว่าโครงสร้างพลังงานของไทยที่พึ่งพาการนำเข้าในระดับสูง เปรียบเสมือนการ “ยืมจมูกคนอื่นหายใจ” ทำให้ประเทศเสี่ยงต่อความผันผวนของตลาดโลกและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงดังกล่าวรุนแรงยิ่งขึ้นในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชีย ซึ่งแม้มีแนวโน้มใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มขึ้น แต่กลับมีขีดความสามารถจำกัดในการรับมือกับความผันผวนของราคาซึ่งในระดับราคาปัจจุบันของก๊าซฟอสซิลเหลว (LNG) ต้นทุนผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าก๊าซยังสูงกว่าพลังงานแสงอาทิตย์และลมประมาณ 3–4 เท่า และในหลายประเทศก็ไม่สามารถแข่งขันกับพลังงานหมุนเวียนที่มีระบบกักเก็บพลังงานได้
ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคงทางพลังงานจากาการพึ่งพาการนำเข้าก๊าซฟอสซิลเหลว LNG จากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากการพึ่งพาการนำเข้า LNG ซึ่งมีต้นทุนสูงและมีความผันผวนอย่างมาก รายงานของ Institute for Energy Economics and Financial Analysis (IEEFA) ชี้ให้เห็นว่า การติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 1 กิกะวัตต์ (GW) สามารถช่วยลดต้นทุนการนำเข้าก๊าซฟอสซิลเหลว (LNG) ได้ประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลอดช่วงอายุโครงการ 25 ปี หรือคิดเป็นประมาณ 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีต่อกำลังการผลิต 1 กิกะวัตต์

หากนำสมมติฐานจาก IEEFA มาลองคำนวณกับประเทศไทย โดยอ้างอิงกรอบแผน PDP2018 ซึ่งมีการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เป็นประมาณ 10 กิกะวัตต์ในช่วงปี 2561–2580 และการพิจารณาราคาต้นทุนการนำเข้า LNG ระหว่างปี 2561–2568 ที่ประมาณ 11–12 ล้านตัน รวมถึงมูลค่าการนำเข้า LNG สะสมในช่วงปี 2561–2568 จากฐานข้อมูล World Bank (UN Comtrade: HS Code 271111 – Natural gas, liquefied) ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 50–55 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณ 1.8–2.0 ล้านล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ย 36 บาทต่อดอลลาร์)
จะพบว่าศักยภาพตามสมติฐานที่อ้างอิงจาก IEEFA สามารถคาดการณ์ได้ว่าไทยอาจลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้า LNG ได้ถึงประมาณ 30 พันล้านดอลลาร์สหรัฐตลอดระยะเวลา 25 ปี หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.08 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ ในเชิงรายปี การขยายกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ในระดับดังกล่าวจะช่วยลดภาระการนำเข้า LNG ได้เฉลี่ยประมาณ 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือราว 43,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 12–20 ของมูลค่าการนำเข้า LNG ของประเทศไทยในแต่ละปี

ตัวเลขที่คาดการณ์ดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการประหยัดต้นทุนพลังงานเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงบทบาทของพลังงานหมุนเวียนในฐานะเครื่องมือสำคัญในการลดความเสี่ยงจากความไม่มั่นคงทางพลังงาน ความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก เนื่องจากต้นทุนของพลังงานแสงอาทิตย์มีลักษณะคงที่มากกว่าพลังงานฟอสซิล โดยเฉพาะ LNG ที่มีความผันผวนสูงตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และตลาดพลังงานโลก
ประเทศไทยเราต้องแสดงเจตจำนงทางการเมืองที่พร้อมในการเปลี่ยนให้ผ่านพลังงานไทยเพราะ ข้อมูลจาก BloombergNEF ชี้ให้เห็นว่าการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Utility-scale solar) เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่ราคาถูกที่สุดในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2565 โดยต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดอายุโครงการ (LCOE) สำหรับโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ใหม่ในประเทศไทยปัจจุบันอยู่ที่ 33-75 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง (USD/MWh) ซึ่งต่ำกว่าโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลแบบ Combined Cycle (CCGT) ที่มี LCOE อยู่ที่ 79-86 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง (USD/MWh)และโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ที่ 74-96 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง (USD/MWh) เมื่อจับคู่พลังงานหมุนเวียนกับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Energy Storage System) ก็มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจมากกว่าโรงไฟฟ้าฟอสซิลที่สร้างขึ้นใหม่ โดย LCOE ของระบบพลังงานแสงอาทิตย์ที่จับคู่กับระบบกักเก็บพลังงานเเบตเตอรี่ 4 ชั่วโมงต่ำกว่าโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใหม่ในประเทศไทย และคาดว่าจะลดลงเหลือ 29-57 ต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง (USD/MWh) ภายในปี 2593 การลดลงของต้นทุนโครงการกักเก็บพลังงานด้วยเแบตเตอรี่ทั่วโลกถึงหนึ่งในสามในปี 2566 ยิ่งทำให้ปัญหาความไม่ต่อเนื่องของพลังงานหมุนเวียนสามารถจัดการได้ในราคาที่คุ้มค่ามากขึ้น ในทางกลับกัน การพึ่งพาโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลและการนำเข้าก๊าซฟอสซิลเหลว (LNG) ที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ค่าไฟฟ้าในประเทศไทยแพง หรือแม้แต่แนวคิดที่จะปรับปรุงโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลเดิมด้วยวิธีการนำไฮโดรเจนหรือแอมโมเนียมาผสม การติดตั้งเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นต้นทุนที่มีค่าใช้จ่ายสูง และมีประสิทธิภาพน้อยกว่าในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ท้ายที่สุด คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าก๊าซฟอสซิลยังจำเป็นหรือไม่ หากแต่คือ ไทยกำลังใช้ก๊าซมากเกินความจำเป็นหรือไม่ และกำลังจ่ายแพงเกินไปหรือเปล่า ในวันที่ทางเลือกด้านพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดมีศักยภาพมากขึ้นทุกปี การตัดสินใจทบทวนแผนพลังงานในวันนี้ อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้ไทยหลุดพ้นจากกับดักก๊าซฟอสซิล ลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน และวางรากฐานสู่ระบบพลังงานที่มั่นคงและเป็นธรรมอย่างแท้จริงในอนาคต

