“ทำไมคนจนมาประท้วงเอะอะ ทำรถติด ทำลายหน้าตาของประเทศในการเป็นเจ้าภาพประชุมสำคัญ?” คงเป็นข้อสรุปความเห็นบนอินเทอร์เน็ต ต่อการชุมนุมของเครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ

ภาพคุณลุงคุณป้ากว่า 700 คน นั่งประท้วงบนถนน ส่งเสียงเรียกร้องความเป็นธรรมบริเวณสี่แยกพระราม 4 ใกล้ตลาดคลองเตย ช่างแตกต่างราวกับอยู่คนละโลก กับภาพตัวแทนการคลัง การเงิน และประมุขแห่งรัฐในชุดสูททันสมัย หรือผ้าไทยสวยหรูภายในศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
พวกเขากำลังคุยถึงแผนการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ที่ล้วนเกิดขึ้นมาได้จากการจ่ายด้วยทรัพยากรของชุมชน ทรัพยากรเหล่านั้นเป็นบ้าน เป็นแหล่งอาหาร เป็นชีวิตของผู้คนมากมาย แต่ทิศทางการพัฒนากลับถูกกำหนดอยู่ในห้องประชุมที่เจ้าของทรัพยากรเหล่านั้นไม่มีสิทธิส่งเสียงหรือมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
ประเทศไทยกลับมาเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026) อีกครั้งในรอบ 35 ปี ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 แม้รัฐไทยจะย้ำถึงความภาคภูมิใจและยกให้การประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญของประเทศ แต่สำหรับชุมชนท้องถิ่น นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการลงทุนระลอกใหม่ที่ละเลยเสียงของประชาชน นำไปสู่เอื้อประโยชน์แก่ผู้ก่อมลพิษ และซ่อนความเหลื่อมล้ำไว้ภายใต้วาทกรรมการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นพลังงานสะอาด เมืองคาร์บอนต่ำ ตลาดคาร์บอน ควบคู่กับการส่งเสริม AI และสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs แรงงาน เกษตรกร และชุมชน ให้เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างเป็นธรรม
ทว่าการลงทุนเหล่านี้จะเป็นธรรมกับใคร และใครต้องแบกรับต้นทุนของการพัฒนา?

ด้วยเหตุนี้ ตัวแทนชุมชนจากหลากหลายพื้นที่ภายใต้ชื่อเครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ จึงออกมาชุมนุมประท้วงระหว่างวันที่ 15-16 ตุลาคม 2569 เสียงของพวกเขาไม่ได้เกิดจากความกังวลพร่ำเพรื่อต่อสิ่งที่ยังมาไม่ถึง แต่ตั้งอยู่บนฐานบทเรียนจากเมื่อ 35 ปีก่อน
สำหรับชุมชนแล้ว การกลับมาของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟในครั้งนี้ คือช่วงเวลาที่พวกเขาจะทวงถามความรับผิดชอบต่อบาดแผลจากอดีต และยืนยันสิทธิในการมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของตนเอง หนึ่งในแนวทางหลากหลายในการชุมนุม คือเวทีเสวนา “การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานและมรดกบาปจาก World Bank-IMF” ที่ชี้ให้เห็นถึงความไม่เป็นธรรมในโครงการพัฒนาพลังงานที่รัฐฯ ละเลยเสียงและสิทธิของชุมชนมาโดยตลอด พร้อมทิ้งไว้ซึ่งมลพิษและผลกระทบที่เปลี่ยนวิถีชีวิตผู้คนในพื้นที่ตลอดไป
อดีตและอนาคต อันเป็นผลจากคำแนะนำของ IMF
“ที่มาประท้วงนี่ รู้หรือเปล่าว่าธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ แปลว่าอะไร” ประโยคนี้ถูกถามขึ้นมากมายหลังจากที่ภาพข่าวการประท้วงปรากฎอยู่ในโลกโซเชียล
สำหรับนักธุรกิจในเมือง วิกฤตต้มยำกุ้งอาจเป็นภาพจำของการล้มละลายและคนจำนวนมากที่สิ้นหวังจนจบชีวิตตัวเอง แต่สำหรับชุมชน ผลกระทบที่ยืดเยื้อกว่านั้นคือโครงสร้างถาวรที่ถูกสร้างขึ้นในพื้นที่ และทำลายวิถีชีวิตจนยากจะหวนคืน กรณีเขื่อนปากมูล จังหวัดอุบลราชธานี เป็นตัวอย่างหนึ่งของการพัฒนาที่ถูกนำเสนอผ่านวาทกรรม “โครงการพัฒนาสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจพลังงานไทย”
เขื่อนปากมูลเป็นเขื่อนทดน้ำและผลิตกระแสไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ในจังหวัดอุบลราชธานี ดำเนินการก่อสร้างโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และธนาคารโลกให้เงินกู้ 24 ล้านดอลลาร์สหรัฐสนับสนุนในปี พ.ศ. 2534 ปีเดียวกับที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งแรก ทว่าเมื่อเขื่อนเกิดขึ้น ชาวบ้านกลับต้องเผชิญกับความสูญเสียทั้งพื้นที่ทำกิน วิถีชีวิตชุมชน และแหล่งอาหาร ขณะที่ความรับผิดชอบและการเยียวยายังคงล่าช้า ตลอด 36 ปีที่ผ่านมา

สมปอง เวียงจันทร์ ตัวแทนชุมชนผู้ต่อสู้คัดค้านเขื่อนปากมูลมาตั้งแต่ปี 2532 ยังคงเผชิญกับการรอคอยความรับผิดชอบและเรียกร้องให้ธนาคารโลก กระทรวงพลังงาน และกฟผ. ออกมาแสดงความรับผิดชอบและเยียวยาผลกระทบที่ชุมชนต้องแบกรับ สำหรับแม่สมปองและชุมชนปากมูล ผู้ประกอบอาชีพคนหาปลา คือคนที่รู้จักธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟดียิ่งกว่าใคร เพราะใช้เวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมาพิสูจน์ว่าความเดือดร้อนของพวกเขานั้นจริง และรอคอยการเยียวยาที้่ไม่รู้จะมาเมื่อไหร่
“เราเป็นคนหาปลา เรารู้ดีว่าถ้ามีเขื่อน ปลาไม่สามารถข้ามขึ้นมาได้เหมือนเดิม […] ตั้งแต่เริ่มสร้างเขื่อน เราต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความเดือดร้อนที่เกิดกับชุมชนกว่า 6,000 ครอบครัว และมีมากกว่า 1,000 ครอบครัวที่ประกอบอาชีพหาปลา แต่จนถึงวันนี้ รัฐบาลและธนาคารโลกที่เข้ามาลงทุนกลับยังไม่ยอมรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น ขณะที่เราต้องใช้เวลาถึง 29 ปี ในการพิสูจน์สิทธิและยืนยันว่าเราเป็นคนหาปลาที่ได้รับผลกระทบจริง” สมปองกล่าว

แม้การสร้างเขื่อนปากมูลจะเกิดขึ้นมาแล้ว 36 ปี แต่สำหรับชุมชนคนหาปลาที่แม่น้ำมูลแล้ว เขื่อนปากมูลไม่ใช่อดีต และธนาคารโลกต้องไม่ทิ้งความรับผิดชอบ ก่อนสร้างเขื่อน แม่น้ำมูลเป็นเส้นทางอพยพของปลาระหว่างแม่น้ำโขงกับแม่น้ำมูล มีแก่งหิน แหล่งวางไข่ และระบบนิเวศที่หล่อเลี้ยงชุมชน การสร้างเขื่อนและระเบิดแก่งเปลี่ยนระบบนิเวศไปอย่างสิ้นเชิง กระทบพันธุ์ปลาและปริมาณสัตว์น้ำ โดยรายงานการศึกษาของคณะกรรมการเขื่อนโลก (World Commission on Dams หรือ WCD) ชี้ว่า จากพันธุ์ปลา 265 ชนิดที่เคยพบในลุ่มน้ำมูนก่อนสร้างเขื่อน การสำรวจหลังสร้างเขื่อนพบเพียง 96 ชนิดในพื้นที่เหนือเขื่อน สะท้อนผลกระทบต่อพันธุ์ปลาถึง 169 ชนิด
ส่งผลให้คนหาปลาสูญเสียแหล่งทำกินและอาหารที่พึ่งพามาหลายชั่วอายุคน
“เขื่อนปากมูลเกิดขึ้นโดยธนาคารโลกถูกนำเสนอว่า จะเป็นโครงการที่สร้างเศรษฐกิจ แต่เสียงคัดค้านของประชาชนกลับไม่ได้รับการยอมรับ เขื่อนนี้สร้างผลประโยชน์ทางพลังงานเพียงเล็กน้อย แต่ความเสียหายสูง […] สำหรับคนที่มองแม่น้ำผ่านตัวเลข ปลาอาจเป็นทรัพยากรที่ตีเป็นเงิน แต่สำหรับพวกเราเป็นความรู้และความสัมพันธ์ของคนกับธรรมชาติ และเป็นอิสรภาพในการดำรงชีวิต สิ่งที่สูญเสียไม่ใช่แค่รายได้ แต่รวมถึงความสามารถของชุมชนในการเลี้ยงชีวิตตนเอง” สมปองอธิบายถึงความสัมพันธ์ของคน ปลา และแม่น้ำมูลที่ถูกทำลายไปด้วยเขื่อนจากการสนับสนุนของธนาคารโลก
“ธนาคารโลกคือตัวสร้างปัญหาและยังคงลอยนวล ไม่ยอมรับผิดชอบตรงนี้ วันนี้เมื่อท่านเดินทางมาประเทศไทย เราอยากบอกให้ท่านรับรู้ว่า การลงทุนของท่านได้สร้างความเดือดร้อนให้กับคนปากมูลมาตั้งแต่ปี 2536 ท่านต้องรับผิดชอบต่อชีวิตและความสูญเสียของพวกเรา เพราะจนถึงวันนี้ คนปากมูลยังคงรอความเป็นธรรมและรอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องออกมารับผิดชอบ” สมปองกล่าวทิ้งท้าย
“ปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียวได้อย่างเป็นธรรม”
แม้ชุมชนแม่น้ำมูลยังไม่ได้รับการเยียวยา ขณะนี้ธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟกำลังเริ่มสร้างบาดแผลใหม่อีกครั้ง เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2569 มีการเสนอแนวทางความร่วมมือและลงนามบันทึกความเข้าใจ เพื่อขับเคลื่อนการลงทุนและกลไกการเงินด้านสิ่งแวดล้อม กำหนดกรอบวงเงินกู้จากธนาคารโลก 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) และมีกระทรวงการคลังค้ำประกัน เพื่อสนับสนุนการลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานในอาคารภาครัฐและพื้นที่อุตสาหกรรม โดยได้รับเงินสนับสนุนแบบให้เปล่าประมาณ 68 ล้านบาท (ราว 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อกลไกทางการเงินคาร์บอนเครดิต ออกแบบเครื่องมือเชิงนโยบายและกลไกทางเศรษฐศาสตร์ที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ เสียงของชุมชนอยู่ตรงไหนในการลงทุนครั้งใหญ่ระลอกใหม่นี้?

ขณะที่สถาบันการเงินคุยเรื่องตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ ชุมชนที่แบกรับราคาจากการเติบโตนั้นกำลังออกมาคัดค้านการก่อหนี้ซ้ำอีกครั้งพวกเขายืนยันไม่ยินยอมให้ชีวิต วิถีชุมชน และอนาคตของพวกเขาถูกนำไปเป็นเดิมพันในการลงทุน แม้ในที่ประชุมจะไม่ได้พูดถึงโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อย่างชัดเจน แต่สตีเวน รูบีนี่ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ธนาคารโลก เคยได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า โครงการ EEC เป็นโมเดลที่น่าสนใจในการพัฒนาเมือง
“เขตเศรษฐกิจพิเศษ อย่างเช่น โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เห็นว่าการมีหน่วยงานเฉพาะที่ได้รับอำนาจตามกฎหมายชัดเจน มีการวางแผนแบบบูรณาการร่วมกันทั้งในด้านที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุน คือปัจจัยที่ทำให้การขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่เกิดขึ้นได้ แต่ปัญหาคือประเทศไทยไม่ได้มีกลไกในลักษณะเดียวกันนี้ในพื้นที่อื่น ๆ เลย” รูบีนี่กล่าว
ขณะเดียวกัน รูบีนี่ก็ยอมรับเองว่า การพัฒนาในรูปแบบเขตอุตสาหกรรมหนักอาจสร้างความแออัด ก่อปัญหาสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น และประโยชน์อาจไปไม่ถึงคนในพื้นที่อย่างแท้จริง คำถามคือ เมื่อธนาคารโลกเองยังเห็นความเสี่ยงนี้ ชุมชนที่แบกรับผลกระทบจาก EEC มาตลอดได้ถูกนับรวมในการออกแบบนโยบายครั้งนี้หรือไม่
ด้านเวทีเสวนาภาคประชาชนนอกศูนย์ประชุมฯ มีตัวแทนจากหลายชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ EEC ร่วมสะท้อนข้อเท็จจริงและผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ซึ่งแตกต่างจากวาทกรรมที่ IMF นำเสนอ ขณะเดียวกัน ทิศทางการนำเสนอของ IMF ในครั้งนี้ได้หยิบยกการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขึ้นมาเป็นหนึ่งในทางออกในการประคับประคองเศรษฐกิจโลกท่ามกลางความไม่แน่นอน โดยดร.สมนึก จงมีวศิน เครือข่าย EEC Watch แสดงถึงข้อกังวลด้านพลังงาน น้ำ และผลกระทบต่อชุมชน จากธุรกิจ Data Center และ AI

“ขณะนี้มีอุตสาหกรรมใหม่กำลังเข้ามา นั่นคือธุรกิจ Data Center หรือศูนย์ข้อมูลที่ใช้ชิปประมวลผล ซึ่งต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่และทรัพยากรจำนวนมหาศาล ทั้งไฟฟ้าและน้ำสำหรับระบบหล่อเย็น คล้ายกับโรงไฟฟ้า […] ด้านประเทศไทยปัจจุบันมีคำขอใช้ไฟฟ้าจาก Data Center ทั่วประเทศรวมกันกว่า 35,000 เมกะวัตต์ ใกล้เคียงความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของทั้งประเทศ
[…]และขณะนี้มีโครงการ [Data Centers] ในพื้นที่ EEC ถึง 86 แห่ง (ข้อมูลจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ) เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเหล่านี้โดยเฉพาะ บริษัทขนาดใหญ่ระดับโลกอย่าง Amazon, Google, Meta และ Nvidia ต่างเข้ามามีศูนย์ข้อมูลในประเทศไทย เพราะไทยมีทรัพยากรที่จำเป็น ทั้งน้ำและไฟฟ้า รวมถึงกฎหมายและมาตรการกำกับดูแลที่ไม่เข้มแข็ง”
การเร่งการเติบโตของ Data Center นั้น ยุพิน คะเสนา กลุ่มเกษตรอินทรีย์สนามชัยเขต และเครือข่ายหยุดโรงไฟฟ้าก๊าซบูรพาฯ จังหวัดฉะเชิงเทรา และหนึ่งในตัวแทนชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ EEC มองว่า จะเป็นปัญหาใหม่ที่มาซ้ำเติมปัญหาการขยายตัวของอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลที่รุกล้ำพื้นที่ทำกินและพื้นที่เกษตรของชุมชน รวมถึงวิกฤตโลกร้อนที่ทำให้น้ำท่วมรุนแรงในพื้นที่
“พวกเราเป็นเกษตรกรรายย่อย ตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง เราต้องขายที่ดินทำกินไปจำนวนมาก จนทุกวันนี้เหลือที่ดินไม่มากแล้ว ที่ดินที่เหลืออยู่เราก็พยายามรักษาไว้ให้ลูกหลานมีที่ทำกินต่อไป ตอนนี้เรื่องวิกฤตโลกร้อนก็ทำให้เราลำบากอยู่แล้ว การเก็บเมล็ดพันธุ์ทำได้ยากขึ้น ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และยังมีภาระหนี้สินที่ต้องแบกรับ พอมาถึงช่วงนี้ก็เกิดน้ำท่วมซ้ำอีก ซึ่งเป็นผลกระทบที่เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล” ยุพินกล่าว

“เกษตรกรไม่ได้เป็นคนก่อ แต่กลับต้องเป็นคนรับผลกระทบอย่างมหาศาล พวกเราคือกระดูกสันหลังที่ผลิตอาหารให้คนทั้งประเทศ รวมถึงส่งออกไปเลี้ยงคนในต่างประเทศ แต่วันนี้น้ำท่วมทำให้พืชผลทางการเกษตรเสียหาย ปศุสัตว์ล้มตาย แม้แต่ต้นทุเรียนที่ปลูกมาหลายปีก็ยังยืนต้นตาย นี่คือความสูญเสียที่ชาวบ้านต้องแบกรับ และทำให้การใช้ชีวิตยากลำบากขึ้นทุกวัน หากการเจรจาครั้งนี้นำไปสู่ข้อตกลงที่สร้างผลกระทบให้กับประชาชน จนพวกเราอยู่ไม่ได้ แล้วใครจะเป็นคนผลิตอาหารให้คนในเมือง อยากให้รัฐบาลนึกถึงประชาชนก่อนนายทุน” ยุพินเสริมต่อ
อรรถพล พวงสกุล นักรณรงค์ด้านสภาพอากาศและการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม กรีนพีซ ประเทศไทย วิเคราะห์ถึงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan หรือ PDP) ว่า เดิมทีแผนมักจะวางโครงสร้างกรอบระยะยาวไว้ที่ 15–20 ปี แต่ในร่างแผน PDP 2026 ฉบับล่าสุด ได้มีการปรับขยายช่วงเวลาของแผนเพิ่มขึ้นเป็น ระยะยาว 25 ปี และอรรถพลได้ตั้งข้อสงสัยถึงการผลิตไฟฟ้าเพื่อ Data Center
“ร่าง PDP 2026 ที่เพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าสูงถึง 100,000 เมกะวัตต์ ตลอดแผนจัดสรรให้ดาต้าเซนเตอร์ไปแล้วกี่เมกะวัตต์? ทำไมไทยถึงรองรับดาต้าเซนเตอร์ได้ ก็เพราะรัฐบาลประเคนทั้งน้ำและไฟฟ้าให้ แต่สุดท้ายใครแบกรับต้นทุนเหล่านี้ ถ้าไม่ใช่ประชาชน? ทั้งค่าความพร้อมจ่ายและค่า FT ล้วนผูกกับสัญญาและต้นทุนการผลิตที่ทำไว้กับโรงไฟฟ้าเอกชน ต่อให้สร้างโรงไฟฟ้ากี่แห่ง จะเดินเครื่องหรือไม่เดินเครื่อง ประชาชนก็ยังต้องแบกรับต้นทุนผ่านค่าความพร้อมจ่ายสูงถึงกว่า 105,586 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้มีสูงถึงกว่าร้อยละ 43 ที่เป็นเงินจ่ายให้แก่กำลังการผลิตที่ไม่ถูกสั่งเดินเครื่องจริง ยังมีโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ถึง 4 แห่งที่ไม่เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเลยตลอดทั้งปี แต่กลับได้รับเงินค่าความพร้อมจ่ายไปเปล่าๆ รวมกันกว่า 18,300 ล้านบาท ขณะที่ประชาชนยังต้องจ่ายค่าไฟแพง เอกชนเสือนอนกิน แต่ประชาชนเป็นคนจ่าย”

ด้านรัฐบาลไทยระบุเจตนารมณ์ด้านพลังงานในการประชุมธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟว่า มุ่งเปลี่ยนการลงทุนด้านพลังงานสะอาดให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ รวมถึงการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการดูแลให้เกษตรกร และชุมชน สามารถปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียวได้อย่างเป็นธรรม ทว่า ความเป็นธรรมที่ว่านี้ รัฐบาลกำลังคำนึงถึงชุมชนจริงหรือไม่ หรือคำนึงถึงกำไรของอุตสาหกรรม เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ผู้ต่อสู้คัดค้านเหมืองแร่มายาวนานระบุถึงความฉาบฉวยของคำว่า “พลังงานสะอาด” เนื่องจากเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เช่น แผงโซลาร์เซลล์ กังหันลม และรถยนต์ไฟฟ้า ต้องอาศัยแร่จำนวนมากในการผลิต ซึ่งเหมืองแร่เหล่านั้นคือบาดแผลที่ร้ายแรงที่สุดสำหรับชุมชน
“EV ไม่เท่ากับพลังงานสะอาด การพัฒนาอุตสาหกรรมของไทยที่ผ่านมา ไม่เคยนำต้นทุนจากผลกระทบที่เกิดขึ้นมาคิดรวมไว้ เหมืองแร่ในประเทศไทยล้วนสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชีวิตของชุมชน เป็นอุตสาหกรรมสกปรกที่คนในพื้นที่ต้องเป็นผู้แบกรับความเสียหาย คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า เราจะเปลี่ยนโลกไปสู่พลังงานสะอาดด้วยรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างไร แต่เราต้องถามด้วยว่า วัตถุดิบที่นำมาผลิตแบตเตอรี่มีที่มาอย่างไร และเราจะนำต้นทุนจากผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนมาคิดรวมไว้ในราคาของพลังงานสะอาดได้อย่างไร หากเราไม่คิดรวมต้นทุนเหล่านี้ไว้ พลังงานสะอาดที่ว่า ก็อาจเป็นเพียงการนำพลังงานสกปรกและผลกระทบจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่มาซ่อนไว้ในรูปแบบใหม่” เลิศศักดิ์กล่าว
สุนทร คมคาย เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ตัวแทนชุมชนผู้โดนตั้งค่าหัวหลักล้านจากการต่อสู้กับอุตสาหกรรมในพื้นที่ วิพากษ์ถึงมุมมองการพัฒนาของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟว่าเป็นการพัฒนาที่ฉาบฉวย

“การพัฒนาตามวาทกรรมของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟเป็นเพียงการพัฒนาฉาบฉวย และพาเราเข้าสู่ยุคล่าอาณานิคมทางเศรษฐกิจ คนจนกลับทำได้แค่รอคอยนโยบายคนละครึ่ง ซึ่งเป็นเพียงเศษเงินที่หลงเหลือจากอุตสาหกรรม นี่คือการพัฒนาที่ทิ้งชุมชนไว้ข้างหลัง วันนี้เราพูดถึงพลังงานสะอาด แต่รัฐบาลกลับไม่ปล่อยเสรีให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป กลับกัน รัฐกลับเปิดทางให้นายทุน นี่หรือคือการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม?” เขาตั้งคำถามทิ้งท้าย
ขณะนี้คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) กำลังผลักดันขยายพื้นที่เขต EEC ไปยังจังหวัดปราจีนบุรี ให้เป็นจังหวัดที่ 4 เพิ่มเติมจากเดิมที่มี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ทำให้คนปราจีนกังวลถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตามมา กับพื้นที่ปราจีนบุรี ที่ ณ ขณะนี้ก็แบกรับมลพิษจากอุตสาหกรรมขยะมากมายอยู่แล้ว
ประชาชนอยู่ตรงไหนในการประชุมธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ?
อรรถพล เผยว่า ไม่ใช่เพียงแค่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบ แต่ผลกระทบทางอ้อมจากการผลักดันโครงการด้านพลังงานต่าง ๆ คือ ค่าไฟที่สูงขึ้น พร้อมกับความไม่เป็นธรรม “ในบิลค่าไฟของเราได้รับผลกระทบมาจากธนาคารโลกทั้งนั้น ย้อนกลับไปในปี 2540 วิกฤตเศรษฐกิจทำให้คนเป็นล้านได้รับผลกระทบ บางคนล้มละลาย บางคนสิ้นหวังจนเลือกจบชีวิต ขณะที่รัฐบาลก็ไม่สามารถอุ้มชีวิตประชาชนได้อีกต่อไป จนต้องกู้เงินจากไอเอ็มเอฟ และได้รับคำแนะนำให้รัดเข็มขัด ผลที่ตามมาคือ ที่ดินถูกมองเป็นทรัพย์สินที่นำมาใช้ในระบบตลาด มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ และกิจการพลังงานเป็นของเอกชน ไอเอ็มเอฟผลักดันแนวคิดให้กิจการไฟฟ้าเดินไปสู่ตลาดเสรี โดยอ้างว่าสินค้าและบริการมีคุณภาพดีขึ้นในราคาที่เหมาะสม แต่ตอนนี้ไฟฟ้าถูกผูกขาด ผู้ใช้ไฟฟ้าแทบไม่มีทางเลือก และไม่สามารถเลือกได้ว่าจะซื้อไฟจากใคร หรือจะใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานแบบไหน ประชาชนก็ต้องยอมรับราคาและเงื่อนไขที่ระบบกำหนด นี่คือผลพวงจากนโยบายของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟที่พวกเราไม่มีสิทธิเลือกเลย”
“ประชาชนอยู่ตรงไหนในการประชุมธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟครั้งนี้ คนที่ปล่อยมลพิษมากที่สุดในโลกไม่ใช่พวกเรา แต่เป็นอุตสาหกรรมรายใหญ่ ซึ่งรับกำไรแต่ไม่เคยจ่ายให้กับผลกระทบ แต่เราเองต้องรับต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและชุมชน ธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟกำลังเอื้อประโยชน์ในการพัฒนาศักยภาพให้ประชาชน หรือกลุ่มธุรกิจที่กำลังคุยอยู่ในห้องประชุมกันแน่” อรรถพล กล่าว
เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟมองว่า การเดินหน้าทำข้อตกลงกับธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ คือการดันทุรังผลักดันประเทศไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูง โดยมีคนเพียง 1% ที่ร่ำรวย กอบโกยผลประโยชน์ และขูดรีดชีวิตเลือดเนื้อของประชาชนอีก 99% การกระทำเช่นนี้ทำให้ธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟไม่ต่างจากอาชญากรโลกที่ล่าอาณานิคมผ่านระบบการเงิน การคลัง การลงทุน และการพัฒนา บีบบังคับให้รัฐที่ประชาชนร่วมกันสร้างขึ้นต้องตกอยู่ภายใต้อาณานิคมของเงินกู้และแนวทางการพัฒนาที่ถูกกำหนดโดยผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคและวิชาการ ขณะที่สิทธิและเสรีภาพของประชาชนกลับถูกปิดกั้นและกดปราบ จนไม่สามารถมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตและพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองได้อย่างแท้จริง แม้เครือข่ายฯ จะไม่มีอำนาจใดเรียกร้องให้รัฐไทยยุติการตกลงกับธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ แต่การชุมนุมในครั้งนี้ถือเป็นการส่งเสียงออกไปว่า มีประชาชนกลุ่มหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย และกำลังได้รับผลกระทบมายาวนานจากการพัฒนาของรัฐที่ไม่ฟังเสียงประชาชน