เมืองแมนแดน รัฐนอร์ทดาโคตา, 27 กุมภาพันธ์ 2569 – กรีนพีซ สากล และกรีนพีซ สหรัฐอเมริกา ประกาศว่าจะขอให้มีการพิจารณาคดีใหม่ และหากจำเป็น จะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาแห่งรัฐนอร์ทดาโคตา ภายหลังจากที่ศาลแขวงแห่งรัฐนอร์ทดาโคตาได้มีคำพิพากษาในวันนี้ให้บริษัทเอเนอร์จี ทรานสเฟอร์ (Energy Transfer) ชนะคดีเป็นเงิน 345 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคดีการฟ้องปิดปาก หรือ SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) ของเอเนอร์จี ทรานส์เฟอร์ นับว่าเป็นความพยายามอย่างชัดเจนที่จะปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออก ขจัดความเป็นผู้นำของชนเผ่าพื้นเมืองในการเคลื่อนไหว Standing Rock และยังคาดโทษต่อการรวมกลุ่มอย่างสันติเพื่อยืนหยัดคัดค้านโครงการท่อส่งน้ำมันดาโคตา (Dakota Access Pipeline) กรีนพีซ สากลจะยังคงเดินหน้าเรียกร้องค่าเสียหายจากการฟ้องร้องในลักษณะคุกคามเพื่อปิดปากของบริษัทเอเนอร์จี ทรานสเฟอร์ ภายใต้กฎหมายต่อต้าน SLAPP ของสหภาพยุโรป ในประเทศเนเธอร์แลนด์ต่อไป
แมดส์ คริสเตนเซน ผู้อำนวยการบริหารกรีนพีซ สากล กล่าวว่า “ความพยายามของบริษัทเอเนอร์จี ทรานสเฟอร์ที่จะปิดปากเรานั้นไม่ได้ผล กรีนพีซ สากลจะยังคงต่อต้านกลยุทธ์การใช้กฎหมายข่มขู่เช่นนี้ต่อไป เราจะไม่ยอมถูกปิดปาก และจะยิ่งส่งเสียงให้ดังมากขึ้นกว่าเดิม โดยร่วมมือกับพันธมิตรของเราทั่วโลก เพื่อรณรงค์คัดค้านบริษัทที่ก่อมลพิษและมหาเศรษฐีผู้มีอำนาจที่ให้ความสำคัญกับผลกำไรมากกว่าผู้คนและโลก”
“ในช่วงเวลาที่เสรีภาพซึ่งได้มาอย่างยากลำบากกำลังถูกคุกคาม และวิกฤตสภาพภูมิอากาศกำลังทวีความรุนแรง การต่อสู้ทางกฎหมายครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เราจะใช้ทุกช่องทาง ทั้งในการอุทธรณ์ในสหรัฐอเมริกา และการดำเนินคดีต่อต้านการฟ้องร้องเพื่อปิดปาก (anti-SLAPP) ในประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อให้บริษัทเอเนอร์จี ทรานสเฟอร์ ต้องรับผิดชอบต่อการฟ้องร้องที่ไม่เป็นธรรมหลายคดี และเพื่อย้ำให้กลุ่มทุนที่กระหายอำนาจเห็นว่า การโจมตีเช่นนี้จะยิ่งทำให้พลังของประชาชนแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม”
คำพิพากษาขั้นสุดท้ายของศาลในวันนี้ปฏิเสธคำตัดสินบางส่วนของคณะลูกขุนที่มีขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2568 อย่างไรก็ตาม ศาลยังคงมีคำสั่งให้จ่ายค่าเสียหายเป็นเงินหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับบริษัทเอเนอร์จี ทรานสเฟอร์ โดยปราศจากหลักฐานทางกฎหมายที่ชัดเจน กรีนพีซในฐานะฝ่ายจำเลยจะยังคงยืนหยัดที่จะต่อสู้คดีในชั้นศาลต่อไป โดยยืนยันหนักแน่นว่า ภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ การกระทำของพวกเขาเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน และไม่อาจถูกนำมาใช้เป็นเหตุแห่งความรับผิดทางกฎหมายในคดีนี้ได้ ทั้งนี้บริษัทเอเนอร์จี ทรานสเฟอร์ ไม่ได้นำเสนอพยานหลักฐานที่เพียงพอเพื่อรองรับข้อกล่าวอ้างของตน ขณะที่ศาลอนุญาตให้รับฟังพยานหลักฐานที่มีลักษณะชี้นำและไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นแห่งคดี และมีคำสั่งตัดพยานหลักฐานสำคัญของฝ่ายจำเลยออกจากการพิจารณา นอกจากนี้ คณะลูกขุนในเมืองแมนแดน รัฐนอร์ทดาโคตา ยังไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นกลางอีกด้วย [1][2]
การฟ้องร้องต่อเนื่องของบริษัทเอเนอร์จี ทรานสเฟอร์ ต่อกรีนพีซสากล กรีนพีซ สหรัฐอเมริกา และกองทุนกรีนพีซ (Greenpeace Fund) ในสหรัฐอเมริกา เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของคดี SLAPP หรือการฟ้องร้องเพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมของสาธารณะ ซึ่งมุ่งสร้างภาระค่าใช้จ่ายทางกฎหมายมหาศาลต่อองค์กรไม่แสวงผลกำไรและนักเคลื่อนไหว เพื่อผลักดันให้เข้าสู่ภาวะการล้มละลาย และเพื่อปิดปากผู้ที่เห็นต่างในท้ายที่สุด [3] กรีนพีซ สากล ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในประเทศเนเธอร์แลนด์ กำลังเดินหน้าแสวงหาความยุติธรรมในยุโรป โดยยื่นฟ้องบริษัทเอเนอร์จี ทรานสเฟอร์ ภายใต้กฎหมายของเนเธอร์แลนด์และคำสั่งต่อต้าน SLAPP ฉบับใหม่ของสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นการทดสอบครั้งสำคัญของกฎหมายใหม่ที่อาจช่วยสร้างบรรทัดฐานที่ทรงพลังในการต่อต้านการข่มขู่จากบรรษัท [4]
มาร์โค ไซมอนส์ ตำแหน่งรักษาการที่ปรึกษาทั่วไปของกรีนพีซ สหรัฐอเมริกา และกองทุนกรีนพีซ กล่าวว่า “การออกมาพูดเพื่อวิพากษ์วิจารณ์บรรษัทที่ก่อความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ควรถูกถือว่าเป็นการกรพทำที่ผิดกฎหมาย สิทธินี้ได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา และเป็นหัวใจสำคัญในการคุ้มครองชุมชนและสุขภาวะของประชาธิปไตย แม้เหตุการณ์นี้จะแสดงให้เห็นถึงความท้าทาย แต่การเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องผู้คนและโลกใบนี้ล้วนต้องเผชิญกับอุปสรรคและการพยายามขัดขวางมาโดยตลอด ท้ายที่สุดบริษัทเอเนอร์จี ทรานสเฟอร์จะไม่บรรลุเป้าหมายในการปิดปากผู้วิพากษ์วิจารณ์ตนเองได้อีก”
“เราเห็นความไม่สมเหตุสมผลของคำพิพากษาในครั้งนี้อย่างชัดเจน กรีนพีซถูกกำหนดให้ต้องรับผิดจากข้อกล่าวหาว่าทำให้โครงการท่อส่งน้ำมันล่าช้า ทั้งที่จนถึงปัจจุบันโครงการท่อส่งน้ำมันดังกล่าวยังไม่มีอำนาจตามกฎหมายให้ดำเนินการได้ และความล่าช้าที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการตัดสินใจของกองวิศวกรกองทัพบกสหรัฐฯ (US Army Corps of Engineers) คำตัดสินดังกล่าวยังครอบคลุมมูลค่าความเสียหายสูงถึงหลายสิบล้านดอลลาร์สหรัฐ เพียงเพราะกรีนพีซร่วมลงนามในจดหมายฉบับหนึ่ง ซึ่งมีองค์กรอื่นร่วมลงนามอีกกว่า 500 แห่ง และเนื้อหาในจดหมายนั้นเป็นเพียงการสะท้อนถ้อยแถลงที่ปรากฎอยุ่ในรายงานขององค์การสหประชาชาติเท่านั้น หากกระบวนการยุติธรรมยังยึดมั่นในหลักความเป็นธรรม คำตัดสินที่ไม่เป็นธรรมเช่นนี้ย่อมไม่อาจคงอยู่ได้”
คดีฟ้องปิดปาก (SLAPP) โดยบริษัท เอเนอร์จี ทรานสเฟอร์ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการใช้กระบวนการทางกฎหมายเป็นเครื่องมือเพื่อคุกคาม ที่บรรษัทพลังงานยักษ์ใหญ่อย่าง เชลล์ (Shell) โททาลเอนเนอร์ยี่ส์ (TotalEnergies) และ เอนี (ENI) [3] ยื่นฟ้องกรีนพีซในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามคดีในลักษณะนี้หลายคดีได้ถูกยกฟ้องไปได้แล้ว เช่น คดีของกรีนพีซ ฝรั่งเศส ชนะคดีฟ้องปิดปากของโททาลเอนเนอร์ยี่ส์ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2567 รวมถึงการที่กรีนพีซ สหราชอาณาจักร และกรีนพีซสากล ร่วมกันกดดันจนบริษัทเชลล์ต้องยอมยุติการดำเนินคดีฟ้องปิดปากได้สำเร็จ เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา
สามารถดาวน์โหลดภาพถ่ายกิจกรรมรณรงค์ได้ที่ Greenpeace Media Library.
หมายเหตุ:
[1] คำพิพากษาที่ศาลนอร์ทดาโคตา โดยผู้พิพากษาจีออนเป็นผลสืบเนื่องมาจากคำตัดสินของคณะลูกขุนที่ระบุให้ องค์กรในเครือกรีนพีซต้องรับผิดชอบค่าเสียหายมากกว่า 660 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2568 ต่อมาผู้พิพากษาท่านเดิมได้ยกเลิกข้อกล่าวหาหลายรายการจากคำตัดสินของคณะลูกขุน ทำให้ค่าเสียหายรวมลดลงเหลือประมาณ 345 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
[2] คำแถลงสาธารณะจากคณะกรรมการตรวจสอบการทดลองอิสระ
[3] บริษัทเอเนอร์จี ทรานสเฟอร์ ได้ยื่นฟ้องคดีแรกต่อศาลรัฐบาลกลางในปี 2560 ภายใต้กฎหมาย RICO (Racketeer Influenced and Corrupt Organizations Act) ซึ่งเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายของสหรัฐฯ ที่ตราขึ้นเพื่อปราบปรามขบวนการอาชญากรรมแบบองค์กร อย่างไรก็ตาม คดีดังกล่าวถูกยกฟ้องในปี 2562 โดยผู้พิพากษาให้ความเห็นว่าพยานหลักฐานนั้น “ไม่เพียงพอ” ที่จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นองค์กรอาชญากรรมตามกฎหมาย RICO ทั้งนี้ เนื่องจากศาลรัฐบาลกลางไม่ได้มีคำวินิจฉัยในส่วนของข้อเรียกร้องตามกฎหมายระดับมลรัฐ บริษัท เอเนอร์จี ทรานสเฟอร์ จึงดำเนินการยื่นฟ้องคดีใหม่ในทันทีต่อศาลมลรัฐนอร์ทดาโคตา โดยอาศัยข้อเรียกร้องเดิมและข้อเรียกร้องอื่นตามกฎหมายมลรัฐเพิ่มเติม
[4] กรีนพีซสากล ได้ส่งหนังสือแจ้งความรับผิดไปยังบริษัทเอเนอร์จี ทรานสเฟอร์ เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2567 เพื่อแจ้งให้บริษัทผู้ให้บริการท่อส่งก๊าซรายใหญ่ทราบถึงเจตจำนงในการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อต้านการฟ้องปิดปาก (anti-SLAPP) ต่อศาลเนเธอร์แลนด์ ภายหลังจากที่บริษัทเอเนอร์จี ทรานสเฟอร์ ปฏิเสธความรับผิดหลายครั้ง (ในเดือนกันยายนและธันวาคม 2567) กรีนพีซสากลจึงได้เริ่มการทดสอบใช้ระเบียบว่าด้วยการต่อต้านการฟ้องปิดปากของสหภาพยุโรป (EU anti-SLAPP Directive) เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 โดยการยื่นฟ้องบริษัทเอเนอร์จี ทรานสเฟอร์ต่อศาลเนเธอร์แลนด์ ซึ่งคดีดังกล่าวได้รับการแจ้งเข้าสู่สารบบความของศาลแห่งกรุงอัมสเตอร์ดัมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2568
ทั้งนี้ กรีนพีซสากล มีความประสงค์ที่จะเรียกคืนค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการถูกฟ้องร้องด้วยคดีที่ไม่เป็นธรรมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเรียกร้องเงินจำนวนหลายร้อยล้านดอลลาร์จากกรีนพีซสากล และองค์กรกรีนพีซในสหรัฐฯ โดยการพิจารณาคดีรอบถัดไปของศาลแห่งกรุงอัมสเตอร์ดัมมีกำหนดการในวันที่ 16 เมษายน 2569
ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
โต๊ะข่าวกรีนพีซ สากล โทร. +31 (0) 20 718 2470 (ติดต่อได้ตลอด 24 ชั่วโมง) [email protected]
รุ่งทิพย์ กัณหริ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารองค์กร กรีนพีซ ประเทศไทย
โทร. 062 827 4295 อีเมล [email protected]


