เพราะการเมืองและสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องเดียวกัน สิ่งแวดล้อมโดยรวมของประเทศจะส่งเสริมให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้นหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการออกแบบนโยบายและการบังคับใช้ผ่านกลไกทางกฎหมาย

เรามาดูกันดีกว่า #นโยบายสิ่งแวดล้อม ของแต่ละพรรคมีเรื่องอะไรน่าสนใจบ้าง

นโยบายหลัก ๆ ของพรรคเพื่อไทยคือนโยบายการรับมือกับ ‘ภาวะโลกร้อน’ การผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด และสนับสนุนระบบโซลาร์รูฟท็อปบนหลังคาประชาชน

พรรคมองว่านโยบายด้านสิ่งแวดล้อมอยู่ในหมวดหมู่ของคุณภาพชีวิตประชาชน โดยมีนโยบายเน้นหนักไปที่ การรับมือกับวิกฤตโลกเดือด

  • รถเมล์ไฟฟ้า ลดฝุ่น PM2.5
  • นโยบายด้านพลังงานสะอาด ฟรีโซลาร์เซลล์ หลังคาบ้าน ลดค่าไฟฟ้า หลังคาเรือนละ 450 บาท รายละเอียดโครงการ ประชาชนจะได้รับสิทธิเข้าร่วมโครงการใช้หลังคาบ้าน ติดตั้งโซล่าเซลล์ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์​ใช้ในบ้านเรือนของตนเอง คิดเป็นค่ากระแสไฟฟ้า ไม่น้อยกว่า 450 บาท ต่อเดือน และส่งกระแสไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้ ขายให้แก่รัฐบาล ผ่านระบบของการไฟฟ้า ลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล ลดรายจ่ายประชาชน
  • โครงการท่าเรือน้ำลึก Landbridge อ่าวไทย – อันดามัน พรรคสนับสนุนว่านโยบายนี้จะนำความเจริญในภูมิภาค ย่อมจะกระจายการอยู่ดี กินดี มาถึงพื้นที่สะบ้าย้อย เป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจการลงทุน
  • ค่าไฟ 3.50 บาท ลดค่าไฟ ผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาดอาเซียน

แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

มีนโยบายเกี่ยวกับการแก้วิกฤตโลกร้อนเช่นกัน

  • ควบคุมมลพิษจากทุกแหล่งที่สร้างความเสียหายให้ประชาชน กำหนดให้ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบร่วมแก้ปัญหา ปรับปรุงกฎหมายและแรวทางการจัดการให้เคร่งครัด
  • พัฒนาคุณภาพการผลิตพลังงาน หาแหล่งพลังงานทดแทนโดยเน้นการใช้วัตถุดิบทางการเกษตรที่อยู่ในประเทศเป็นหลัก
  • ปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์

จากภาพรวมของนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของพรรคการเมืองต่าง ๆ ในปีนี้ นักรณรงค์ของเราให้ความเห็นไว้โดยแบ่งเป็นหัวข้อหลัก ๆ 3 ข้อ ได้แก่

นโยบายอาจกลายเป็นการฟอกเขียว

หนึ่งในความกังวลหลักคือการที่ระบบซื้อ–ขายสิทธิการปล่อยก๊าซและคาร์บอนเครดิต (รวมทั้งตลาดคาร์บอนสมัครใจและเชิงภาคบังคับ) ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการอ้างว่าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยอาจทำให้ผู้ประกอบการหรือประเทศต่าง ๆ เลื่อนการดำเนินมาตรการลดการปล่อยที่ต้นทาง เช่น การปรับปรุงกระบวนการผลิตหรือเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดจริง ๆ เพราะสามารถ “ชดเชย” ด้วยการซื้อเครดิตได้ง่ายกว่า ซึ่งเป็นการมองผิวเผินว่าการซื้อคาร์บอนเครดิตสามารถทดแทนการลดการปล่อยจริงได้ทันที แม้ในความเป็นจริงจะไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้อย่างยั่งยืน

ในกรณีป่าคาโนปี้ในเคนยา ซึ่งเป็นโครงการคาร์บอนเครดิตแบบอิงธรรมชาติ รายงานเชิงสืบสวนพบว่ามากกว่า ร้อยละ 90 ของเครดิตที่ได้รับการรับรองมีการประเมินผลสูงเกินจริง จนทำให้ตลาดคาร์บอนอาสาสมัครเสียความเชื่อมั่นและเงินทุนสนับสนุนหดตัว ส่งผลกระทบทั้งต่อการอนุรักษ์ป่าและชุมชนท้องถิ่นที่พึ่งพาโครงการเหล่านี้ 

ในบริบทของประเทศไทย แม้ Climate Action Tracker จะไม่ได้มีตัวบทวิเคราะห์เฉพาะเจาะจงระบุอย่างเป็นทางการว่าการวางแผน NDC 2.0 (ฉบับเก่า) จะพึ่งพาการชดเชยเครดิตจนเป็นปัญหาโดยตรง แต่มีการกล่าวถึงความเสี่ยงด้าน double counting ในแผนการนับ/เคลมผลการลดก๊าซระหว่างประเทศ หากมีการใช้กลไกตลาดระหว่างประเทศที่ไม่ชัดเจน อาจทำให้การลดก๊าซถูกนับซ้ำทั้งในไทยและในประเทศคู่ค้าได้ ซึ่งเป็นประเด็นที่นักวิเคราะห์สภาพภูมิอากาศเตือนว่าควรได้รับการระวังและออกแบบมาตรการกำกับให้เข้มแข็ง

ข้อเสนอ  

  1. รัฐบาลไทยต้องมุ่งนำเจตจำนงทางการเมือง นำมาตรา 6.8 ใน ความตกลงปารีสมาใช้ในช่วงการเปลี่ยนผ่าน คือการ นำกลไกชดเชยคาร์บอนที่ไม่อิงกับระบบตลาด มาเป็นกลไกหลัก แทน มาตรา 6.2 ที่เป็นกลไกที่พึ่พากับระบบซื้อขายคาร์บอนในรูปแบบตลาดคาร์บอนเครดิต  
  2. ทบทวนนโยบายที่จะพึ่งพิงเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน  

นโยบายโครงการพัฒนาขนาดใหญ่

ข้อกังวลเกี่ยวกับนโยบายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่โดยเฉพาะในพื้นที่ชายฝั่งทะเลคือการโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึก มอเตอร์เวย์ และรถไฟรางคู่เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน รวมทั้งพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งแห่งใหม่ของภูมิภาคและของโลก และเพิ่มอัตราการจ้างงานให้คนไทย

“แลนด์บริดจ์” (Land Bridge) หรือโครงการสร้างสะพานเชื่อมทะเลอันดามันและอ่าวไทย ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นแนวคิดที่มีมาหลายยุคสมัยแล้ว ตั้งแต่การขุดคลองคอคอดกระ โครงการเซ้าท์เทิร์นซีบอร์ด ขนอม-กระบี่ โครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา จ.สตูล – อ.จะนะ จ.สงขลา จนถึงโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง เพื่อหาทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งภาคใต้ แต่ทุกโครงการต้องหยุดชะงักไปจากการคัดค้านอย่างหนักของคนในพื้นที่

ผลการศึกษาความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง ที่จัดทำโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยระบุว่า โครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง ไม่มีความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์ ทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในการเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางทะเลฝั่งอ่าวไทย-อันดามัน คือ การพัฒนาเส้นทางเข้าถึงพื้นที่ โดยเน้นการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่และดำเนินการพัฒนาต่อจากสิ่งที่มีอยู่แล้วเป็นหลัก เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขณะเดียวกันยังมีข้อห่วงกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อม เนื่องจากโครงการแลนด์บริจด์จะกระทบต่อพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ประมาณ 12.59 ตารางกิโลเมตร พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าควนแม่ยายหม่อน ประมาณ 0.62 ตารางกิโลเมตร และพื้นที่ชุ่มน้ำปากคลองกะเปอร์ 1.15 ตารางกิโลเมตร ตลอดจนการสร้างท่าเรือน้ำลึกที่บริเวณอ่าวอ่าง จ.ระนอง อาจส่งผลกระทบต่ออุทยานแห่งชาติแหลมสน และบริเวณดังกล่าวยังอยู่ใกล้กับพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง (Ranong Biosphere Reserve) ซึ่งเป็นป่าชายเลนผืนใหญ่ของไทยที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์

ข้อเสนอ 

  1. ยุติโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่กระทบทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และละเมิดสิทธิชุมชนชายฝั่งที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยยุติโครงการแลนด์บริดจ์และการออกกฎหมายพิเศษในร่างกฎหมายระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC)
  2. ยุติการละเมิดสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และเปิดเผยข้อมูลการประเมินผลกระทบทางกฎหมายให้ประชาชนร่วมตรวจสอบ ควบคู่กับการเร่งฟื้นฟู เยียวยาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และระบบนิเวศจากโครงการพัฒนาและอุตสาหกรรมที่ผ่านมาอย่างเป็นธรรม 
  3. รัฐต้องจัดให้มีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) เพื่อเล็งเห็นผลกระทบเชิงสะสม ผลกระทบข้ามพื้นที่ และผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้นโยบายการพัฒนาสอดคล้องกับศักยภาพเชิงพื้นที่นั้น ๆ อย่างแท้จริง
  4. ปรับปรุงการจัดทำ EIA/EHIA ให้อยู่ในมาตรฐานสากล โดยเปลี่ยนจากการให้บริษัทเอกชนที่มีส่วนได้เสียจัดทำรายงานไปสู่การใช้หน่วยงานหรือบุคคลที่สามที่น่าเชื่อถือและปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน รวมทั้งต้องเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายมากยิ่งขึ้น เช่น การให้ชุมชนเป็นผู้คัดเลือกคณะผู้จัดทำรายงาน การใช้ฐานข้อมูลทรัพยากรของชุมชนในการประเมินผลกระทบ

นโยบายการจัดการขยะ และการนำขยะไปเป็นเชื้อเพลิงทางพลังงาน

การนำขยะไปเผาเพื่อผลิตพลังงาน เช่น โรงไฟฟ้าขยะ ไม่สามารถอ้างได้ว่าเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับการมุ่งสู่ Zero Waste Society อย่างแท้จริง เนื่องจากเป็นการจัดการขยะที่ปลายทาง (end-of-pipe solution) ซึ่งไม่เพียงล้มเหลวในการลดปริมาณขยะที่ต้นทาง แต่ยังสร้างการพึ่งพาระบบการเผาอย่างถาวร และก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความเป็นธรรมทางสังคมในระยะยาว

การเผาขยะไม่ใช่เส้นทางสู่ Zero Waste ที่น่าเชื่อถือ เทคโนโลยีเผาขยะหรือโรงไฟฟ้าขยะไม่สามารถนับเป็นกลไกในการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมปลอดขยะได้ เนื่องจากระบบดังกล่าวต้องอาศัยปริมาณขยะจำนวนมากอย่างต่อเนื่องเพื่อความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิด lock-in effect ที่ทำให้รัฐและท้องถิ่นต้องรักษาปริมาณขยะไว้แทนที่จะลดลง ขัดแย้งโดยตรงกับหลักการลดการใช้ทรัพยากร การใช้ซ้ำ และการรีไซเคิล

Zero Waste ต้องเริ่มจากต้นทาง ไม่ใช่ปลายปล่องเส้นทาง Zero Waste ที่น่าเชื่อถือต้องยึดหลักการจัดการขยะจากต้นทาง โดยมีแกนหลักคือการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR) ผู้ผลิตและเจ้าของแบรนด์ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต หากบริษัทได้รับกำไรจากการจำหน่ายสินค้า บริษัทควรเป็นผู้จ่ายและจัดระบบการเก็บกลับ การคัดแยก และการรีไซเคิล ไม่ใช่ผลักภาระให้เทศบาลและผู้เสียภาษี ความรับผิดชอบของชุมชนต้องเป็น “ระบบ”  การเรียกร้องให้ประชาชนแยกขยะโดยไม่มีโครงสร้างรองรับ เป็นการผลักภาระเชิงศีลธรรมให้ประชาชน ขณะที่รัฐและภาคธุรกิจยังไม่ปรับเปลี่ยนระบบการผลิตและการจัดการขยะอย่างเป็นธรรม Zero Waste ต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐาน นโยบาย และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการลดขยะจริง และสุดท้ายคือผู้กำหนดนโยบายต้องยุติการผูกมัดระบบกำจัดขยะ การตัดสินใจลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น โรงไฟฟ้าขยะ คือการผูกมัดนโยบายขยะของประเทศในระยะยาว และปิดโอกาสการพัฒนาแนวทางที่ยั่งยืนกว่า เช่น การลดขยะต้นทาง การรีไซเคิล และเศรษฐกิจหมุนเวียน

  1. ผลักดันร่างพระราชบัญญัติการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน พ.ศ. …. โดยใช้หลักการการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility — EPR)อย่างเข้มงวด โดยเน้นการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทาง ผู้ผลิตออกแบบและผลิตบรรจุภัณฑ์โดยตั้งเป้าหมายการลดการใช้พลาสติก   หลีกเลี่ยงการแก้ปัญหาที่ผิดทาง (False Solution) เช่น การรีไซเคิล พร้อมกำหนดให้ผู้ผลิตหรือเจ้าของยี่ห้อรับผิดชอบต่อการฟื้นฟู เยียวยาผละกระทบต่อระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม สังคม และชุมชนรอบข้าง โดยมีระบบการติดตาม ตรวจสอบและรายงาน (Monitoring, Reporting, Verification– MRV) ที่โปร่งใสและตรงตามมาตรฐานสากล
  2. ปรับปรุง แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) โดยไม่ควรนำการสร้าง โรงไฟฟ้าขยะ มาอยู่ในแผน และต้องมีมาตรการให้การสร้างโรงไฟฟ้าในประเทศ ประเมินศักยภาพพื้นที่ในระดับภูมิภาค โดยให้ พลังงานหมุนเวียนจากแหล่งธรรมชาติ เป็นลำดับความสำคัญอันดับแรก ส่วน โรงไฟฟ้าขยะ สามารถพิจารณาได้เฉพาะเพื่อ จัดการขยะและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตเชิงพาณิชย์ พร้อมปรับปรุง นิยามการจัดการขยะเพื่อนำไปเป็นเชื้อเพลิงในกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ให้ชัดเจนว่า ขยะไม่ใช่พลังงานหมุนเวียน และการใช้ขยะผลิตไฟฟ้าต้องถือเป็น มาตรการจัดการขยะระยะสั้น ไม่ใช่แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาวหรือการส่งเสริมพลังงานสะอาด 
  3.  ยกระดับมาตรฐานการควบคุมมลพิษจากโรงไฟฟ้าขยะ โรงไฟฟ้าก๊าซ และโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงอื่นที่อาจก่อผลกระทบต่อประชาชน ผ่านการทบทวนและแก้ไขระเบียบกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2566 ว่าด้วยค่ามาตรฐานการปล่อยมลพิษจากโรงไฟฟ้า โดยกำหนดการควบคุมสารอันตรายร้ายแรง อาทิ ไดออกซินและฟูแรน ฝุ่น PM2.5 ไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) และโลหะหนัก ให้สอดคล้องกับหลักวิชาการและมาตรฐานสากล บังคับให้มีการตรวจวัดมลพิษอย่างต่อเนื่องครอบคลุมทุกช่วงการดำเนินงาน รวมถึงช่วงเริ่มและหยุดเดินเครื่องและเหตุผิดปกติ พร้อมเปิดเผยผลการตรวจวัดแบบเรียลไทม์ต่อสาธารณะตามหลักการของกฎหมาย PRTR เพื่อให้มาตรฐานการปล่อยมลพิษเป็นหลักประกันด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง