สิ่งแวดล้อมมักถูกมองว่าไม่ใช่เรื่องของการเมือง ทว่าในความเป็นจริงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นแทบจะทุกปัญหานั้นเป็นผลพวงจากการเมืองทั้งในเชิงโครงสร้าง การกระจายอำนาจ การออกแบบนโยบายและกฎหมาย รวมถึงการกำหนดทิศทางการพัฒนาโดยไม่ได้รับฟังเสียงจากชุมชนและคนในประเทศ แต่กลับเอื้อให้กับผลประโยชน์ให้กลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมประเภทต่าง ๆ โดยอ้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ 

สิทธิในการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีควรเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนภายใต้รัฐธรรมนูญและรัฐต้องปกป้องคุ้มครองประชาชนจากการถูกคุกคามทางวิถีชีวิต สิทธิ และสิ่งแวดล้อม

เวทีสาธารณะ “Vote for Climate, Write for Justice” ในวันที่ 28 มกราคม 2569 จัดโดยกรีนพีซ ประเทศไทย ร่วมกับมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw) ได้ชวนภาคประชาชนมาร่วมสะท้อนปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย รวมถึงข้อเรียกร้องจากชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการทรัพยากร และการพัฒนาที่ไม่เป็นธรรม เสนอต่อพรรคการเมืองและเปิดโอกาสให้แต่ละพรรคได้แสดงวิสัยทัศน์ให้ประชาชนได้พิจารณาก่อนการเลือกตั้ง

ผู้ร่วมส่งเสียงสะท้อนปัญหาสิ่งแวดล้อมในเวทีนี้เป็นตัวแทนภาคประชาสังคมครอบคลุมทั้ง 4 ภูมิภาค ตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก จนถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีประเด็นเรื่องการจัดการป่าไม้ เกษตรกรรม ประมง พลังงาน การกัดเซาะชายฝั่ง และเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก 

การพูดคุยครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงข้อเสนอ แต่เป็นความหวังทางสิ่งแวดล้อมของภาคประชาชนที่รอคอยให้ (ว่าที่) รัฐบาลรับฟังและนำไปกำหนดนโยบายที่คำนึงถึงสิทธิทางสิ่งแวดล้อมของประชาชน บนฐานคิดและเจตจำนงทางการเมืองที่ให้ความสำคัญต่อความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ (Climate Justice) และการวางรากฐานประชาธิปไตย

“รัฐไม่เคยมีชุมชนในสมการการจัดการทรัพยากร”

นี่คือคำกล่าวของ ดร.สุรินทร์ อ้นพรหม ที่สะท้อนถึงแนวคิดการจัดการเชิงนโยบายของรัฐที่ไม่เคยให้อำนาจกับชุมชนในการร่วมบริหารจัดการทรัพยากรที่ดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุมชนในภาคเหนือ นำไปสู่การขับไล่ชุมชนและชนเผ่าพื้นเมืองชาติพันธุ์ออกจากป่าด้วยการใช้กำลังและกฎหมายผ่านพ.ร.บ.ป่าไม้ และพ.ร.บ.อุทยาน  แต่กลับเดินหน้าอนุญาตให้เอกชนทำประโยชน์

นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นจากมรดกนโยบาย “ทวงคืนผืนป่า”  ซึ่งประกาศใช้ภายใต้รัฐบาลทหาร คสช. บนฐานแนวคิดที่ว่า ป่าไม้คือทรัพยากรของรัฐที่ควรปลอดคน โดยไม่ได้คำนึงถึงสิทธิที่ดินและสิทธิมนุษยชน การละเมิดสิทธินี้ยังคงเรื้อรังจนถึงปัจจุบัน 

“ชุมชนชาติพันธุ์เราอยู่มาก่อนแล้วบนที่ดินและทรัพยากรของเรา เราอยู่โดยที่กฎหมายของรัฐบาลต่าง ๆมาประกาศทับพื้นที่ของเรา ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการเพิ่มเขตพื้นที่อนุรักษ์ที่นำมาใช้ในการแย่งยึดและไล่รื้อพื้นที่อยู่อาศัยและแหล่งทำกิน ประชาชนควรมีสิทธิในการจัดการทรัพยากรทั้งที่ดินและป่าไม้ 

“ที่ผ่านมารัฐทุกยุคทุกสมัยไม่เคยจัดการทรัพยากรได้ดี ป่าที่ยังเป็นสีเขียวในไทยนั้นผู้ดูแลก็คือชุมชน งบประมาณที่จัดสรรผ่านท้องถิ่นมาไม่เคยถึงชุมชน สิ่งที่ชุมชนอยากเห็นคืออำนาจในการจัดการทรัพยากรร่วมกัน ซึ่งหมายถึงอำนาจต้องเท่ากันไม่ใช่การที่รัฐมีอำนาจเหนือชุมชน” จรัสศรี จันทร์อ้าย สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ กล่าว ข้อเสนอของประชาชนนั้นคือ ขอเพียงแค่ให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง 

ดร.สุรินทร์ กล่าวว่า “กว่าร้อยปีที่ผ่านมาเรายังพายเรือวนในอ่าง ไม่สามารถแก้ไขปัญหาสิทธิที่ดินของชุมชนในป่าได้ การจัดการป่าและที่ดินนั้นอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างน้อย 6 ฉบับ ที่มาควบคุมชุมชนที่อยู่ในเขตป่า โดยแนวคิดรากเหง้าของปัญหา คือ ป่าต้องเป็นของรัฐเท่านั้น ที่ผ่านมารัฐไม่เคยจัดสรรให้ชุมชนท้องถิ่นแต่กลับให้นายทุน รัฐไม่เคยมีชุมชนอยู่ในสมการการจัดสรรทรัพยากรเลย รัฐมองว่าป่าที่ดีต้องเป็นป่าปลอดคน อันเป็นความรู้และแนวทางจากตะวันตก เช่น โมเดลอุทยานแห่งชาติ Yellowstone ในสหรัฐอเมริกา ที่ประกาศพื้นที่อนุรักษ์ด้วยการอพยพผู้คนออกจากป่า และถูกนำมาใช้เป็นต้นแบบในการออกแบบนโยบายป่าไม้ของไทย ซึ่งมองว่ามนุษย์คือสิ่งแปลกปลอม เป็นภัยต่อธรรมชาติ ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ ดังนั้น รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงจำเป็นต้องสร้างวาทกรรมใหม่ว่า “ป่ากับคนสามารถอยู่ร่วมกันได้”

หยุดการฟอกเขียวผ่านคาร์บอนเครดิต คืนอำนาจให้กับพลเมือง

ดร.สุรินทร์ ยังย้ำเตือนว่า พ.ร.บ.โลกร้อนที่หลายพรรคการเมืองกำลังชูในการหาเสียงนั้น บรรจุกลไกทางการตลาดและคาร์บอนเครดิตที่จะซ้ำเติมปัญหาการแย่งยึดที่ดิน และความเหลื่อมล้ำของทรัพยากรชุมชน 

รัฐกำลังนำผืนป่ามาใช้เอื้อประโยชน์ให้นายทุนเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายใต้นโยบายโลกรวน ผ่านการประกาศคุ้มครองพื้นที่สีเขียวให้ได้ร้อยละ 55 ของประเทศ หรือมากกว่า 179 ล้านไร่ ซึ่งเท่ากับรัฐต้องขยายพื้นที่ป่าเพิ่มอีกกว่า 30 ล้านไร่ นโยบายดังกล่าวเปิดช่องให้กลุ่มทุนสามารถปลูกป่าเพื่อแลกกับคาร์บอนเครดิต ภายใต้กรอบคิดที่ว่า “รัฐได้ป่า เอกชนได้คาร์บอนเครดิต” ในทางปฏิบัติกลับสะท้อนความย้อนแย้งของนโยบายรัฐที่ยืนยันว่าป่าต้องปลอดคน ขณะเดียวกันกลับเอื้อให้ทุนสีเขียวเข้ามาใช้ประโยชน์จากผืนป่าเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ของตนเอง นี่คือการ “ฟอกเขียว” 

“พรรคการเมืองต้องนำกลไกอื่น  ๆ ที่ไม่ใช่กลไกทางตลาด และหันมาเน้นการจัดการทรัพยากรทั้งระบบบนพื้นฐานสิทธิชุมชน อยากเห็นเจตนารมณ์ที่ชัดเจนของพรรคการเมืองในการลดโครงสร้างรัฐรวมศูนย์และกระจายอำนาจไปยังท้องถิ่น ยุบหน่วยงานระดับชาติที่เกินความจำเป็น เพิ่มอำนาจชุมชนท้องถิ่นและชนเผ่าพื้นเมือง เพื่อความเป็นธรรมทางสังคมและระบบนิเวศ ยกเลิกกฎหมายป่าไม้ที่เป็นมรดกคสช. เพิกถอนพื้นที่ทับซ้อนของชุมชนในพื้นที่ป่าทุกประเภท เพื่อคืนสิทธิให้กับประชาชน” ดร.สุรินทร์ กล่าว

“อำนาจของสิทธิชุมชนจะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อมีการยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายที่ละเมิดสิทธิของชุมชน อาทิ พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มติคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2481 พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 และกฎหมายอุทยานแห่งชาติ พร้อมกันนี้ รัฐต้องผลักดันพระราชบัญญัติสิทธิชุมชนในรูปแบบโฉนดชุมชน และพระราชบัญญัติภาษีเพื่อควบคุมการถือครองที่ดินของกลุ่มทุน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรที่ดิน” จรัสศรี เสริม “หมวดสิทธิชุมชนควรถูกกำหนดให้เป็นหน้าที่และอำนาจของพลเมือง ไม่ใช่อำนาจของรัฐที่สามารถจัดการได้ตามดุลพินิจโดยไม่คำนึงถึงเจตจำนงของประชาชน รัฐบาลใหม่ที่ก่อตั้งขึ้นจึงต้องเร่งแก้ปัญหาที่ตอบสนองทั้งปากท้องของประชาชน และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างไปพร้อมกัน”

ในน้ำมีปลา ในทะเลเป็นของนายทุน

อำนาจของกลุ่มทุนอุตสาหกรรมเหนือรัฐนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงบนผืนป่า เพราะชายฝั่งทะเลก็ถูกจองจำด้วยโครงสร้างแข็งและการพัฒนาขนาดใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ทางทะเลของไทยนั้นได้ถูกทำลายไปทั้งบนชายฝั่งและในมหาสมุทร ทะเลไทยดำรงอยู่บนความบอบช้ำจากนโยบายรัฐ กฎหมาย และการไม่ควบคลุมเครื่องมือการจับสัตว์น้ำและควบคุมอุตสาหกรรมประมงพาณิชย์เกินขนาด ความเจ็บช้ำนี้ได้ถูกส่งผ่านน้ำเสียงและสายตาของ ปิยะ เทศแย้ม ตัวแทนชาวประมงพื้นบ้าน ในนามนายกสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย เพื่อเรียกร้องให้ตัวแทนพรรคการเมืองรับฟัง

“ภาพจำของประมงพื้นบ้านมักถูกผูกไว้กับความยากจน แต่แท้จริงแล้วสิ่งที่ทำให้พวกเราเดือดร้อนคือกฎหมายและนโยบายที่เอื้อประโยชน์ให้คนเพียงบางกลุ่ม ในท้องทะเล รัฐปล่อยให้อุตสาหกรรมประมงใช้เครื่องมือทำลายล้างอย่างเรือลาก ที่กวาดตั้งแต่ฉลามวาฬไปจนถึงปลาขนาดเล็กเท่าหลอดกาแฟ นี่คือความล้มเหลวในการควบคุมเครื่องมือประมงที่ทำลายทรัพยากร ขณะเดียวกัน รัฐกำหนดโควตาการจับสัตว์น้ำของประมงพื้นบ้าน 1.5 ล้านตันต่อปี แต่สำหรับเรือขนาดใหญ่กลับใช้การกำหนดโควตาเป็นรายวันแทนน้ำหนัก 

“นับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา ไม่เคยมีรัฐมนตรีคนใดกำหนดขนาดขั้นต่ำของสัตว์น้ำที่จับได้แม้แต่คนเดียว นี่คือความเจ็บปวดของคนตัวเล็กในระบบประมง คำถามที่อยากส่งถึงผู้ที่จะเป็นรัฐบาลคือ หากคุณได้อำนาจ คุณจะจัดการอย่างไรให้ประเทศไทยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเรือเล็กกับประมงอุตสาหกรรม และสร้างความเป็นธรรมในท้องทะเลอย่างแท้จริง”  ปิยะ กล่าว “ทางออกสำคัญคือ การกำหนดมาตรฐานในการกิน การซื้อ และการขาย ไม่ใช่การจับสัตว์น้ำทุกขนาด”

อภิศักดิ์ ทัศนี กลุ่ม Beach for Life ตั้งคำถามว่า ทำไมชายหาดไทยถึงมีโครงสร้างแข็งแทนที่จะเป็นหาดทรายและเม็ดทราย และตั้งข้อสังเกตว่าชายหาดของไทยทั้งฝั่งภาคใต้และภาคตะวันออกเริ่มเหลือน้อยลงทุกที แต่กลายเป็นโครงสร้างบันไดและแนวกันคลื่นที่ทั้งไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริงและยังทำลายระบบนิเวศชายหาดอย่างสิ้นเชิง

“แนวคิดการป้องกันชายฝั่งด้วยโครงสร้างแข็งเป็นความคิดที่ผิดพลาด และเป็นผลพวงจากการที่โครงการกันคลื่นไม่ถูกบังคับให้จัดทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา จนกำแพงกันคลื่นแพร่กระจายไปทั่วชายหาดไทยมากกว่า 125 โครงการ ใช้งบประมาณกว่า 8,400 ล้านบาท ส่งผลให้เศรษฐกิจและวิถีชีวิตของชุมชนพังทลาย 

“แม้ปัจจุบันกำแพงกันคลื่นจะถูกกำหนดให้ต้องทำ EIA แล้ว แต่รัฐก็ยังไม่เคยเปลี่ยนกรอบความคิดในการใช้โครงสร้างแข็งเพื่อแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ก่อนที่ชายหาดไทยจะสูญหายไป เราจำเป็นต้องยุติโครงสร้างแข็งที่อ้างว่าป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง รวมถึงโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่ซ้ำเติมปัญหานี้”  อภิศักดิ์ กล่าว โดยย้ำว่า ความตายของชายหาดไม่ใช่ทางรอด การที่กฎหมายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยไม่ได้บรรจุปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งไว้ ทำให้ปัญหานี้กลายเป็นปัญหาเรื้อรังยาวนาน ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น และไม่เคยได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง อีกทั้งการกัดเซาะชายฝั่งจำนวนมากยังมีสาเหตุมาจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ ดังที่เห็นชัดจากกรณีมาบตาพุด 

หากเรายังคงปล่อยให้โครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เกิดขึ้นตามแนวชายฝั่ง ทั้งที่ระนองและระยอง ดังนั้นหน่วยงานต่าง ๆ ควรบูรณาการการทำงานร่วมกันภายใต้กรอบนโยบาย (framework) ที่เป็นเอกภาพและมีทิศทางเดียวกันเพื่อแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ไม่เช่นนั้นแล้ว สุดท้ายเราจะสูญเสียชายฝั่งของประเทศไปทั้งหมด

บรรจุคำว่าสิทธิเกษตรกรในรัฐธรรมนูญ

ภาคเหนือ-ใต้-อีสาน-ตะวันออก ล้วนหนีไม่พ้นจากการความเหลื่อมล้ำของนโยบายรัฐ ซ้ำร้ายกว่านั้น ต้นทุนการทำเกษตรและปัจจัยการผลิตแทบไม่เคยถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญโดยพรรคการเมือง ขณะที่เกษตรกรในภาคอีสานจำนวนมากยังขาดกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ไม่สามารถเข้าถึงการชดเชย เยียวยา และแหล่งเงินทุนได้อย่างเป็นธรรม อีกทั้งปุ๋ยและยาก็ยังอยู่ภายใต้การผูกขาดของกลุ่มทุน โดยปราศจากกลไกกำกับดูแลที่เป็นธรรม กลไกการกำหนดราคาไม่เคยอยู่ในมือของเกษตรกรเลย หากรัฐยังไม่สร้างระบบการกำกับควบคุมที่เป็นธรรม เกษตรกรก็ไม่มีทางได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง ดังนั้นข้อเสนอสำคัญคือ การบรรจุคำว่า “สิทธิเกษตรกร” ไว้ในรัฐธรรมนูญ 

ภาพเกษตรกรประท้วงราคาผลผลิตทางการเกษตรด้วยการเอาผลผลิตมาทิ้งไม่ควรจะเกิดขึ้นอีกต่อไป ชาวบ้านไม่อาจดำรงชีวิตอยู่ได้ หากปราศจากกลไกควบคุมสินค้าเกษตร การส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม และการควบคุมการผูกขาดของบรรษัทขนาดใหญ่ เหตุการณ์ในปี 2563 ที่มีการควบรวมกิจการระหว่างซีพีกับโลตัส แต่กลับถูกวินิจฉัยว่าไม่เข้าข่ายการผูกขาด สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของกลไกกำกับดูแลของรัฐ อีกทั้งรัฐบาลยังดำเนินการเจรจาความตกลงการค้าเสรีโดยพลการ ไม่รับฟังเสียงของประชาชนและเกษตรกรอย่างแท้จริง เราจึงขอเสนอให้มีการปรับปรุงทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความมั่นคงและความเป็นธรรมให้กับเกษตรกรอย่างแท้จริง” ณัฐพร อาจหาญ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป. อพช.) ภาคอีสาน กล่าว พร้อมระบุว่า สิทธิเกษตรกรจะไปปลดล็อคกฎหมายต่างๆ เพื่อเพิ่มกลไกกำกับต่างๆ เช่น พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า

“คนที่เขียนแผนเหล่านี้เห็นคนในพื้นที่อยู่ในการพัฒนาเหล่านั้นหรือไม่”

คำถามของ สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW)  ถามถึง สิทธิการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของชุมชนต่อแผนพัฒนาของประเทศที่มักคุกคามวิถีชีวิตของชุมชน นี่คือผลกระทบจากระบบอำนาจรวมศูนย์ที่ละเลยสิทธิชุมชน โดยการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่เพื่อเอื้อให้กับทุนอุตสาหกรรมโดยที่ไม่มองศักยภาพของทรัพยากรเป็นโจทย์สำคัญของโลกนี้และประเทศไทย

“ฐานทรัพยากรทางสิ่งแวดล้อม ควรเป็นสิทธิที่ประชาชนเข้าถึง และใช้ดำรงชีวิต ไม่ควรเป็นเพียงต้นทุนทางอุตสาหกรรมของกลุ่มทุน พรรคการเมืองควรมองการพัฒนาในเชิงคุณภาพ และมิติความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมของชุมชน ยุทธศาสตร์ 20 ปี ถูกเขียนโดยคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ส่วนร่วมของประชาชนในประเทศ ส่งผลให้เกิดการผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้รวมถึงแลนด์บริดจ์ คนที่เขียนแผนเหล่านี้เห็นคนในพื้นที่อยู่ในการพัฒนาเหล่านั้นหรือไม่ เพราะคนในพื้นที่และแผ่นดินไทย ไม่ใช่กระดาษขาวที่จะเขียนเพื่อตอบโจทย์ทางธุรกิจอย่างเดียว แต่บนผืนแผ่นดินไทยมีชีวิตคนและสิ่งแวดล้อมที่ต้องคำนึงถึง”

ปัจจุบันนี้ ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมที่เคยเป็นต้นทุนชีวิตของประชาชน ได้กลายเป็นต้นทุนให้กับกลุ่มทุนอุตสาหกรรม ปัญหาการพัฒนาโดยไม่ไถ่ถามประชาชนนั้นยิ่งปรากฎชัดเจนที่ภาคตะวันออก 

“ภาคตะวันออกเป็นภูมิภาคที่สร้างรายได้สำคัญให้กับประเทศ แต่สิ่งที่ประชาชนในพื้นที่ต้องแบกรับกลับคือภาระมลพิษจากอุตสาหกรรม ดังที่เห็นได้ชัดจากกรณีมาบตาพุด ที่ผ่านมาแทบไม่เห็นพรรคการเมืองใดให้ความสำคัญกับปัญหานี้อย่างจริงจัง แม้ทุกพรรคจะหาเสียงด้วยนโยบายจัดการ “ทุนเทา” แต่ก็ยังไม่ปรากฏแนวทางเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรมในการแก้ปัญหาจีนเทาและไทยเทาอย่างแท้จริง นี่สะท้อนถึงความล้มเหลวของรัฐในการกำกับดูแลด้านสิทธิของประชาชน และด้านมลพิษ” ธันยาภัทร์ ดอกผล เครือข่ายปราจีนบุรีเข้มแข็ง กล่าว “เจ้าหน้าที่รัฐมักกล่าวว่าให้รอจนเกิดปัญหาก่อนแล้วค่อยร้องเรียน แต่เมื่อชาวบ้านลุกขึ้นมาร้องเรียน กลับถูกบอกว่าทุกคนต้องช่วยกันแบกรับเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ  มีมลพิษเพียงเล็กน้อยก็ต้องยอมรับไป ประชาชนยังถูกผลักภาระให้ต้องพิสูจน์หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ด้วยตนเอง ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้น ความเสียหายก็มักรุนแรงและยากเกินกว่าจะเยียวยาได้”

ประชาชนไม่ได้ต้องการรูปแบบเศรษฐกิจเช่นนี้ รูปแบบที่การเติบโตของอุตสาหกรรมผู้ก่อมลพิษละเลยสิทธิชุมชน การมีส่วนร่วมของประชาชน และสิทธิในการดำรงชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีและปลอดภัย

สุภาภรณ์ มองว่า “สิ่งหนึ่งที่ไม่พัฒนาตามคือมาตรการผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น EIA, EHIA หรือมาตรการที่ให้ประชาชนร้องเรียนและมีสิทธิในการตรวจสอบกลุ่มทุน และกฎหมายการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมต่างๆ แต่กลับผลักดันกฎหมายที่เอื้อกับกลุ่มทุนในการพัฒนา เราต้องมองทรัพยากรสิ่งแวดล้อมโดยที่คำนึงถึงคนรุ่นถัดไป รัฐธรรมนูญต้องเขียนใหม่โดยให้อำนาจประชาชนในการจัดการทรัพยากร” 

สิ่งที่สุภาภรณ์ต้องการเห็นในเจตนารมณ์ของพรรคการเมือง คือ เร่งผลักดันกฎหมาย PRTR กฎหมายอากาศสะอาด และแก้ไขกฎหมายโรงงาน พร้อมเปิดเผยและตรวจสอบผลกระทบของกฎหมายและนโยบาย EEC ภาคตะวันออกที่เอื้อกลุ่มทุน โดยภาครัฐต้องเปิดข้อมูลให้ประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบ และชะลอการเดินหน้ากฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ หันมายกระดับการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเชิงยุทธศาสตร์ในระดับแผนและนโยบาย แทนการทำรายโครงการ ส่วนในพื้นที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ต้องมีหน่วยงานถาวรที่รับผิดชอบด้านมาตรการฉุกเฉินอย่างจริงจัง รวมถึงมีกลไกคุ้มครองชุมชนและนักปกป้องสิทธิไม่ให้ถูกดำเนินคดี ส่งเสริมสิทธิในการรวมกลุ่มของประชาชน และแสดงเจตจำนงของรัฐบาลในการยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 พร้อมกระจายอำนาจกลับสู่ประชาชน

ประชาธิปไตยทางพลังงาน สิทธิมนุษยชน และความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม

“ศูนย์ไม่จริงกับแผนพีดีพีซ่อนเงื่อน” นี่คือความเห็นของ ธารา บัวคําศรี ผู้อํานวยการโครงการ Climate Connectors ซึ่งนำไปสู่ความไม่จริงใจในการสร้างประชาธิปไตยทางพลังงาน และยิ่งห่างไกลจากความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม 

“นโยบาย Net Zero ของไทย หรือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือศูนย์สุทธิ ตั้งเป้าลดการปล่อยลงประมาณ 120 ล้านตัน โดยอาศัยภาคป่าไม้และการใช้ที่ดินเป็นกลไกดูดกลับก๊าซเรือนกระจก แต่ศูนย์สุทธิไม่ใช่ศูนย์จริง หากเป็นเพียงการหักลบกลบหนี้เท่านั้น เมื่อมองย้อนตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ภาคป่าไม้ของไทย โดยเฉพาะการทำลายป่าเพื่อพืชเศรษฐกิจ ได้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเฉลี่ยมากกว่า 20 ล้านตันต่อปี ทำให้ภาคป่าไม้ไม่เคยสามารถดูดซับก๊าซเรือนกระจกได้ทั้งหมดอย่างที่ถูกอ้าง นอกจากนี้ แผนพัฒนาการผลิตไฟฟ้า (PDP) ยังซ่อนเงื่อนไขไว้จำนวนมาก ทั้งโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก และเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) คำถามสำคัญคือ รัฐบาลชุดใหม่จะนำแผน PDP นี้ออกมาเปิดเผยและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างโปร่งใสและจริงจังมากน้อยเพียงใด” ธารา กล่าว

สิทธิมนุษยชนที่ขาดหายไปจากการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่คุณค่าของบริษัทต่าง ๆ นั้นสร้างผลกระทบใหญ่หลวงต่อชุมชน มนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักรณรงค์สื่อสารการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ ประเทศไทย ระบุว่า การออกกลไกทางกฎหมายให้ธุรกิจเคารพสิทธิมนุษยชนตามหลักการหลักการชี้แนะด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน หรือ UNGP ( United Nations Guiding Principles on Business and Human Rights) ของประเทศไทยที่รับหลักการมากว่า 7 ปีแล้ว แต่ยังคงไม่คืบหน้า และยังไม่ถูกกำกับดูแลจึงเกิดปัญหาโครงการพัฒนาที่ไม่ฟังเสียงชุมชนและละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่น อย่างเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก EEC นโยบายของพรรคการเมืองมุ่งเน้นไปที่เศรษฐกิจแต่ละเลยหลักการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน 

“เราจะทำอย่างไรให้แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP) และแนวปฏิบัติในการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence : HRDD) เปลี่ยนจากภาคสมัครใจเป็นการบังคับใช้ในธุรกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่าที่รวมถึงมิติแรงงาน สิทธิ และสิ่งแวดล้อม เมื่อไหร่ภาคธุรกิจจะเข้าใจ และเอาต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม และต้นทุนชีวิตของชุมชนมาคำนวนในการทำธุรกิจ”

มนูญ ยังชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในการผลักดันร่างกฎหมายต่าง ๆ โดยระบุว่า “กฎหมาย PRTR หรือกฎหมายการรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม ยังไม่ถูกผลักดันอย่างจริงจัง ทำให้ประชาชนยังไม่ได้รับสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลด้านสารพิษจากภาคอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน กลับมีการนำกฎหมายหมิ่นประมาททางอาญามาใช้คุกคามนักปกป้องสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในประเด็นพลังงาน ซึ่งคุณอาจถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายตั้งแต่ 10 ล้านบาทไปจนถึง 100 ล้านบาทได้ถ้าคุณพูดเพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะ”

มนูญ สรุปว่า กลไกทางกฎหมายเหล่านี้ไม่ได้ทำหน้าที่ปกป้องประชาชน แต่กลับกลายเป็นเครื่องมือคุกคามประชาชน พร้อมตั้งคำถามไปยังพรรคการเมืองว่าจะกำกับดูแลภาคธุรกิจอย่างไรให้ดำเนินกิจการโดยเคารพสิทธิมนุษยชน และคุ้มครองประชาชนที่ลุกขึ้นมาใช้สิทธิในการแสดงความคิดเห็นให้สามารถปกป้องตนเองได้ โดยตั้งข้อเสนอว่า กฎหมายควรยึดหลักการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเป็นแกนกลาง กำหนดหลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” เพื่อเยียวยาภาคประชาชน ใช้หลักการป้องกันไว้ก่อนเพื่อไม่ให้ประชาชนถูกฟ้องร้องคดีปิดปาก (SLAPP) รวมถึงการยกเลิกกฎหมายหมิ่นประมาททางอาญา พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ และผลักดันกฎหมายต่อต้านการฟอกเขียว (anti-greenwashing) อย่างจริงจัง

ธารา ให้ความเห็นว่า “เรื่องพลังงานคือเรื่องของประชาธิปไตย ในขณะที่ทั่วโลกกำลังผลักดันให้ประชาชนมีสิทธิในการกำหนดทิศทางพลังงานของตนเอง ถึงเวลาแล้วที่พรรคการเมืองใดก็ตามที่ก้าวเข้ามาบริหารประเทศ จะต้องทำให้ประชาธิปไตยด้านพลังงานเกิดขึ้นอย่างแท้จริง”

สิ่งที่ภาคประชาชนใฝ่ฝัน คือการมีนโยบายที่ยืนอยู่ข้างประชาชนมากกว่ากลุ่มทุน มีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง การชดใช้และฟื้นฟูความเสียหายให้กับพื้นที่และชุมชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรม ควบคุมภาคอุตสาหกรรมให้ดำเนินกิจการอย่างเป็นมิตรต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง พร้อมทั้งแก้ไขกฎหมายเดิมที่มีปัญหา และออกกฎหมายใหม่ที่สามารถรับมือกับอำนาจและความกร่างของกลุ่มทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความหวังของประชาชนอยู่ที่การแก้ไขและเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เพื่อล้มล้างอำนาจรวมศูนย์ที่เปิดช่องให้รัฐผูกขาดการจัดการทรัพยากร และริดรอนสิทธิของชุมชนผ่านกฎหมายและนโยบายต่าง ๆ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงไม่ใช่แค่วันเลือกตั้ง แต่คือโอกาสเดียวที่ประชาชนจะได้ร่วมกำหนดทั้งผู้บริหารประเทศและรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ต้องตั้งอยู่บนหลักประชาธิปไตยและการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง