วันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมานี้ สมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทยเทลูกปลาทูตากแห้ง ที่หน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเรียกร้องให้ทบทวนร่างงานวิจัย พ.ร.บ. ประมง ม. 69 ใหม่ และให้รับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องให้รอบด้าน สุดท้ายการประชุมคณะกรรมการประมงถูกยกเลิก

Tuna gillnetters Kor Navamongkolchai 1 and Kor Navamongkolchai 8 docked in Ranong on the Thailand-Myanmar border. Greenpeace investigations have uncovered that these vessels have been engaged in both human trafficking and Illegal Unreported and Unregulated (IUU) fishing in the Indian Ocean.
© Biel Calderon / Greenpeace

ข้อกังวลของภาคประชาสังคมต่อหลักเกณฑ์และวิธีการศึกษาวิจัย

สมาคมสมาพันธ์ประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย กลุ่มประชาชนที่ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเล องค์กรภาคประชาสังคม และกลุ่มนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ทางทะเล กังวลต่อหลักเกณฑ์และวิธีการศึกษาวิจัยนี้ เพราะ

  • หลักเกณฑ์และวิธีการศึกษาวิจัย ขาดความโปร่งใส ขาดการปรึกษาหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย
  • ระเบียบวิจัยถูกออกแบบมาโดยไม่อยู่บนฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เข้มแข็ง ไม่ครอบคลุมผลกระทบจากแสงไฟที่ดึงดูดลูกสัตว์น้ำวัยอ่อน และไม่ครอบคลุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเล
  • ร่างหลักเกณฑ์วิจัยนี้ออกมาอย่างรวดเร็ว แต่ขณะที่ข้อเสนอให้รัฐมนตรีประกาศ “ชนิดสัตว์น้ำขนาดเล็กที่ห้ามจับขึ้นเรือ” ตามมาตรา 57 ของกฎหมายเดียวกัน กลับไม่เคยมีประกาศออกมาเลยตลอดกว่า 10 ปี

    หากรัฐบาลให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรจริง ทั้งสองเรื่องควรถูกผลักดันไปพร้อมกัน

ย้อนไทม์ไลน์การปรับแก้ พ.ร.ก. ประมง

มาตรา 69 ใน พ.ร.ก. ประมง 2558 เดิมกำหนดว่า “ห้ามใช้อวนล้อมจับที่มีช่องตาเล็กกว่า 2.5 ซม. ทำประมงในเวลากลางคืน” ร่างกฎหมายใหม่ เสนอเปลี่ยนเป็น “ห้ามใช้อวนล้อมจับในเขต 12 ไมล์ทะเลจากชายฝั่งในเวลากลางคืน” นั่นหมายความว่า หากอยู่นอกเขต 12 ไมล์ทะเล จะสามารถใช้อวนล้อมจับที่มีช่องตาเล็กกว่า 2.5 ซม.ได้ และใช้งานในเวลากลางคืนได้

  • วันที่ 25 ธันวาคม 2567 สภาผู้แทนราษฎร ลงมติแก้ไขมาตรา 69 ว่าเห็นด้วย 239 เสียง
  • เดือนกันยายน 2568 คณะกรรมาธิการร่วมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาได้ผ่านร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 โดยคงความในมาตรา 69 ไว้ และเขียนกำกับว่าการใช้อวนตาถี่จับปลานอกเขต 12 ไมล์ทะเลได้ในเวลากลางคืนจะทำได้ก็ต่อเมื่อ “มีงานวิจัยที่ดำเนินการด้วยความโปร่งใสและเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมรองรับ”
Fishermen unload trash fish (bycatch) in Ranong, southern Thailand.
© Biel Calderon / Greenpeace

ข้อกังวลจากกลุ่มประมงพื้นบ้าน vs ฝ่ายสนับสนุนให้แก้ไข

  • ประมงพื้นบ้านตั้งข้อสังเกตว่าการอนุญาตให้ใช้อวนตาถี่ในระยะห่างจากชายฝั่ง 12 ไมล์ทะเลจับสัตว์น้ำได้ในเวลากลางคืน เป็นการเอื้อประโยชน์ให้ประมงพาณิชย์โดยเฉพาะ เนื่องจากเรือของประมงพื้นบ้านที่ไม่มีกำลังมากพอจะเดินทางไปนอกระยะ 12 ไมล์ทะเลในเวลากลางคืนได้ กฎหมายนี้จึงอาจส่งผลให้ปลาเข้าใกล้ชายฝั่งน้อยลง ส่งผลกระทบต่อรายได้ของประมงพื้นบ้าน และยังอาจทำให้อุตสาหกรรมประมงไทยเสี่ยงต่อการได้ใบเหลืองจากสหภาพยุโรปอีกครั้งจากการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU fishing)
  • การใช้อวนล้อมจับที่มีช่องตาขนาดเล็กมาก (ต่ำกว่า 2.5 เซนติเมตร) จะทำให้จับลูกปลาตัวเล็ก และสัตว์น้ำวัยอ่อน ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเลอย่างมหาศาล
  • ส่วนเหตุผลของฝ่ายที่ต้องการแก้ไขมาตรา 69 เพราะต้องการเพิ่มปริมาณปลากะตักเพื่อผลิตน้ำปลา หลังจากที่ พ.ร.ก. ประมง พ.ศ. 2558 ของ คสช. ทำให้จับปลากะตักได้น้อยมาก ผู้ประกอบการต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

หลังผ่านสภามา 4 เดือน: คณะกรรมการประมงแห่งชาติจะผ่านร่างหลักเกณฑ์และวิธีวิจัยเพื่อบังคับใช้ ม.69 อีก

  • กุมภาพันธ์ 2569: คณะกรรมการประมงแห่งชาติ นำโดย ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นประธาน ได้แทรกเรื่องพิจารณาหลักเกณฑ์และวิธีการศึกษาวิจัยการใช้เครื่องมืออวนล้อมจับที่มีช่องตาอวนเล็กกว่า 2.5 เซนติเมตรทำการประมงในเวลากลางคืน 
  • 4 มีนาคม 2569: คณะกรรมการประมงแห่งชาติเตรียมพิจารณาอนุมัติ แต่เลื่อนออกไป จากการรวมกลุ่มแสดงความกังวลจากภาคประชาสังคม

กรีนพีซ ประเทศไทย ทำงานร่วมกับชาวประมงพื้นบ้าน ผู้ประกอบการท้องถิ่น ผู้หญิง เยาวชน และโรงเรียนในพื้นที่ชายฝั่ง มาอย่างต่อเนื่อง พบว่า ม.69 ได้สร้างความกังวลใจให้กับชุมชนชายฝั่งและประมงพื้นบ้าน พวกเขาคือแนวหน้าของการอนุรักษ์ ใช้ และบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน พวกเขาช่วยกันสอดส่องและรายงานเมื่อพบการใช้เครื่องมือประมงผิดกฎหมายในพื้นที่ห้ามใช้ รายงานการพบสัตว์ทะเลหายากบาดเจ็บ และสร้างพื้นที่พูดคุยเพื่อกำหนดกฎกติกาชุมชนเพื่อการใช้ทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน ชุมชนชายฝั่งต้องแบกรับภาระและค่าใช้จ่ายในการปกป้องดูแลทะเล การอนุญาตให้ใช้อวนตาถี่ในพื้นที่นอก 12 ไมล์ทะเลในเวลากลางคืน และเร่งรัดการออกระเบียบวิธีวิจัยโดยไม่ได้รับฟังเสียงของพวกเขาอย่างรอบด้านและทั่วถึงจึงเป็นความไม่เป็นธรรมทางมหาสมุทร


อ่านงานรณรงค์ปกป้องทะเลและมหาสมุทรของกรีนพีซเพิ่มเติมได้ที่ https://www.greenpeace.org/thailand/ocean/?gp_anonymous_id=af18057b-4aef-49da-a2f9-67b8a2f398aa