กรุงเทพฯ, 28 เมษายน 2569 – ตัวแทนประชาชนผู้เสนอร่างกฎหมาย PRTR นำโดย เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง จากมูลนิธิบูรณนิเวศ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กรีนพีซ ประเทศไทย และภาคประชาชน ร่วมออกแถลงการณ์เรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เร่งมีมติยืนยันนำร่างพระราชบัญญัติการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (ร่างกฎหมาย PRTR) กลับเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาชุดปัจจุบันโดยเร่งด่วน
กฎหมาย PRTR เป็นกลไกสำคัญที่กำหนดให้โรงงานและสถานประกอบการรายงานข้อมูลการปล่อยมลพิษและการเคลื่อนย้ายสารอันตรายต่อหน่วยงานรัฐ พร้อมเผยแพร่สู่สาธารณะอย่างโปร่งใส ทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้ว่ามีสารมลพิษชนิดใดถูกปล่อยออกมา ปริมาณเท่าใดต่อปี และกากอันตรายถูกเคลื่อนย้ายไปที่ใดและจัดการอย่างไร ข้อมูลนี้ช่วยให้หน่วยงานรัฐสามารถวางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ประชาชนสามารถเตรียมการป้องกันตนเองและร่วมเฝ้าระวังมลพิษได้ ส่วนภาคเอกชนก็มีเครื่องมือบริหารจัดการสารอันตรายภายในโรงงาน ลดการรั่วไหลและลดอุบัติภัยทางเคมี พร้อมทั้งลดต้นทุนการดำเนินงาน
ท่ามกลางวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ประเทศไทยเผชิญอย่างต่อเนื่อง ทั้งฝุ่นพิษ PM 2.5 มลพิษจากอุตสาหกรรม การลักลอบทิ้งกากอันตราย และอุบัติภัยเคมีที่เกิดซ้ำซาก กฎหมาย PRTR จึงเป็นรากฐานสำคัญที่จะทำให้เกิดระบบข้อมูลระดับประเทศที่ครอบคลุมแหล่งกำเนิดมลพิษหลักๆ มีความน่าเชื่อถือได้ สามารถตรวจสอบได้ และจะเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในการบริหารจัดการมลพิษและสารอันตรายอย่างแท้จริง อีกทั้งยังทำหน้าที่เสมือน “เรดาห์” ของการบังคับใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกฎหมายหลักของประเทศ และ ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ที่รัฐบาลระบุว่าเป็นหนึ่งใน 24 ฉบับที่จะนำกลับมาพิจารณา ด้วยเหตุนี้ร่างกฎหมาย PRTR ของภาคประชาชน จึงมีความสำคัญที่แตกต่างจากกฎหมายอื่นที่มีอยู่ในปัจจุบันและไม่มีกฎหมายอื่นใดทดแทนได้
กฎหมาย PRTR เป็นที่ยอมรับในระดับโลกว่าคือ ทางออกของการแก้ปัญหามลพิษที่เป็นผลพวงของการพัฒนาอุตสาหกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีการใช้สารเคมีจำนวนมหาศาล จนเกิดเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่อย่างยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม สุขภาพของมนุษย์ และเศรษฐกิจทั่วโลก องค์การสหประชาชาติตระหนักถึงปัญหานี้อย่างจริงจังและเป็นผู้ริเริ่มผลักดันให้ทุกประเทศพัฒนากรอบกฎหมายนี้ขึ้นมาใช้แก้ปัญหาตั้งแต่ พ.ศ. 2535 และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้กำหนดให้ประเทศสมาชิกใช้กฎหมาย PRTR เพื่อยกระดับกฎหมายสิ่งแวดล้อม
ภายในประเทศสำหรับสร้างความยั่งยืนในการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมควบคู่กับการมีสิ่งแวดล้อมที่ดีและปลอดภัยขึ้น รวมถึงการสร้างความโปร่งใสและธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม
เพ็ญโฉม แช่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณนิเวศ กล่าวว่า “ประเทศไทยเผชิญผลกระทบจากมลพิษอุตสาหกรรมมาอย่างยาวนาน จนกลายเป็นความขัดแย้งทางสังคมและการต่อต้านโรงงานจากประชาชนทั่วประเทศ เนื่องจากปัญหามลพิษสร้างผลกระทบกว้างขวาง ขณะที่ภาครัฐไม่สามารถแก้ไขได้ ทุกพื้นที่ที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมจึงเผชิญปัญหากลิ่นเหม็น น้ำเสีย กากอันตราย และอุบัติภัยทางเคมีทั้งภายในและภายนอกโรงงาน” และกล่าวเสริมว่า “กฎหมาย PRTR ไม่ใช่ “ทางเลือก” แต่คือสิ่งจำเป็นพื้นฐานของสังคมที่ต้องการความปลอดภัยและความเป็นธรรม ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทุกครั้งที่เกิดมลพิษหรืออุบัติภัยสารเคมี ประชาชนกลับไม่สามารถรู้ได้ชัดเจนว่าแหล่งกำเนิดอยู่ที่ใด ใครเป็นผู้ปล่อย และใครต้องรับผิดชอบ ทั้งที่ข้อมูลเหล่านี้ควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้ การไม่มี PRTR จึงไม่ใช่เพียงช่องว่างทางกฎหมาย แต่คือการผลักภาระความเสี่ยงไปให้ประชาชนโดยปราศจากเครื่องมือปกป้องตนเอง หากรัฐยังไม่เร่งผลักดันกฎหมายนี้ ก็เท่ากับปล่อยให้ความไม่โปร่งใสและความไม่รับผิดชอบดำรงอยู่ต่อไปในระบบ”
อรรถพล พวงสกุล นักรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า “หากประเทศไทยจริงจังกับการยกระดับประเทศสู่มาตรฐานสากล โดยเฉพาะการประกาศเจตจำนงในการเข้าเป็นสมาชิก OECD รัฐบาลจำเป็นต้องแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างเป็นรูปธรรมในการผลักดันร่างกฎหมายPRTR ควบคู่กันไปอย่างจริงจัง มิฉะนั้นย่อมสะท้อนถึงความไม่สอดคล้องงระหว่างเป้าหมายเชิงนโยบายกับการดำเนินการในทางปฏิบัติ แต่ตั้งคำถามถึงความพร้อมของประเทศสมาชิก กฎหมาย PRTR มิได้เป็นเพียงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ แต่ยังเป็น ‘มาตรฐานสากลด้านธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม’ ที่ได้รับการยอมรับและใช้อ้างอิงอย่างกว้างขวาซึ่งประเทศไทยสามารถนำมาใช้ยกระดับระบบกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานOECD ได้”
สุภาภรณ์ มาลัยลอย เลขาธิการ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า “สำหรับคนที่อยู่ใกล้แหล่งอุตสาหกรรม ความเสี่ยงจากมลพิษไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสิ่งที่ต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน ทั้งอากาศที่หายใจ น้ำที่ใช้ และสิ่งแวดล้อมรอบตัว สิ่งที่ชุมชนต้องการไม่ใช่แค่การเยียวยาหลังเกิดเหตุ แต่คือสิทธิในการรู้ล่วงหน้าว่ามีสารอะไรถูกปล่อยออกมา ในปริมาณเท่าใด และกระทบต่อสุขภาพของเราอย่างไร เพื่อให้สามารถตัดสินใจและปกป้องตัวเองได้อย่างทันท่วงที กฎหมาย PRTR จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ข้อมูลเหล่านี้ถูกเปิดเผยอย่างโปร่งใส และทำให้ทั้งภาครัฐและผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ไม่ปล่อยให้ชุมชนต้องเผชิญความเสี่ยงโดยไม่มีข้อมูลและไม่มีทางเลือกอีกต่อไป”
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ชุมชนยังคงเผชิญความเสี่ยงจากมลพิษโดยขาดข้อมูลที่จำเป็น ความคืบหน้าในเชิงนโยบายกลับยังไม่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน
เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบร่างกฎหมายค้างพิจารณา24 ฉบับ แต่ร่างกฎหมาย PRTR กลับไม่ปรากฏอยู่ในรายชื่อ ทั้งที่สภาผู้แทนราษฎรชุดก่อนมีมติเอกฉันท์เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 รับหลักการร่างกฎหมายฉบับนี้แล้ว และคณะกรรมาธิการวิสามัญได้เร่งพิจารณาและปรับแก้เนื้อหาทั้งฉบับด้วยความร่วมมือเป็นอย่างดีจากภาครัฐ สมาชิกสภา และภาคประชาชน จนได้ร่างกฎหมายที่สมบูรณ์พร้อมเข้าสู่การพิจารณารายมาตรา แต่กระบวนการกลับสะดุดลงเนื่องจากการยุบสภา
ภาคประชาชนที่ร่วมกันลงนามสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้ จึงขอเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ดำเนินการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 147 เสนอร่างพระราชบัญญัติการรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษ หรือร่างกฎหมาย PRTR ต่อประธานรัฐสภาเพื่อให้สภาฯ ได้พิจารณาต่อจากค้างไว้ต่อไป เพื่อมิให้ล่าช้าจนไม่ทันการณ์ ทั้งในด้านการแก้ไขปัญหามลพิษและการยกระดับประเทศขึ้นเป็นประเทศที่มีความเจริญและพัฒนาแล้ว
อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับร่างกฎหมาย PRTR เพิ่มเติมได้ที่ thaiprtr.com
ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
สมฤดี ปานะศุทธะ กรีนพีซ ประเทศไทย
โทร. 081 929 5747 อีเมล [email protected]


