กรุงเทพฯ, 13 มีนาคม 2569 — กรีนพีซ ประเทศไทย และกรีนพีซ เอเชียตะวันออก ระบุว่า การตัดสินใจของรัฐบาลไทยเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ที่อนุมัติให้ต่ออายุบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Memorandum of Understanding: MOU) ระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่นว่าด้วยความร่วมมือด้านก๊าซฟอสซิลเหลว (Liquefied Natural Gas: LNG) ออกไปอีกสามปี มีความเสี่ยงที่จะทำให้ประเทศไทยติดล็อกกับการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในระยะยาว ในช่วงเวลาที่ทั่วโลกกำลังเร่งเปลี่ยนผ่านออกจากเชื้อเพลิงฟอสซิล
ข้อตกลงดังกล่าวส่งเสริมการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานและโครงสร้างพื้นฐานด้าน LNG ในประเทศไทย ซึ่งอาจเปิดทางให้เกิดการทำสัญญา LNG ใหม่ และยิ่งทำให้ประเทศพึ่งพาการนำเข้าก๊าซฟอสซิลเพื่อการผลิตไฟฟ้ามากขึ้น
ความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่นในด้าน LNG เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2558 จากการศึกษาร่วมกันระหว่างหน่วยงานด้านพลังงานและรัฐวิสาหกิจของทั้งสองประเทศเกี่ยวกับการจัดหา LNG และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทย ต่อมาความร่วมมือดังกล่าวได้รับการยกระดับสู่ระดับรัฐบาล ภายใต้กรอบความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างกระทรวงพลังงานของประเทศไทย และกระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (Ministry of Economy, Trade and Industry: METI)
ประเทศไทยและญี่ปุ่นได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้าน LNG เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2565 เพื่อส่งเสริมการลงทุนและการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศไทย และเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 รัฐบาลไทยได้อนุมัติให้ต่ออายุข้อตกลงดังกล่าวออกไปอีกสามปี ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2571 พร้อมเงื่อนไขที่สามารถต่ออายุโดยอัตโนมัติครั้งละสามปี
การต่ออายุข้อตกลงครั้งนี้ถูกนำเสนอว่าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ท่ามกลางแนวโน้มการลดลงของปริมาณก๊าซในอ่าวไทย ปัจจุบันก๊าซฟอสซิลยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย โดยคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ส่งผลให้ประเทศต้องพึ่งพาการนำเข้า LNG มากขึ้น
มนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักรณรงค์ด้านสภาพภูมิอากาศและพลังงาน กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า
“ประเทศไทยไม่ควรแสดงเจตจำนงทางการเมืองในการต่ออายุบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้าน LNG ฉบับนี้ เพราะจะทำให้ประเทศติดล็อกกับการพึ่งพาก๊าซฟอสซิลในระยะยาว ขณะเดียวกันควรเร่งทบทวนแผนการทำสัญญา LNG รวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน LNG ใหม่ในประเทศ และต้องกำหนดเป้าหมายพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและเป็นธรรมให้มีความทะเยอทะยานมากขึ้นในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ (Power Development Plan: PDP)
ประเทศไทยไม่ควรผูกอนาคตด้านพลังงานของประเทศไว้กับเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่าง LNG ซึ่งมีความผันผวนและไม่สามารถรับประกันความมั่นคงทางพลังงานได้อีกต่อไป นอกจากนี้ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเปลี่ยนไปสู่พลังงานหมุนเวียนที่สะอาด กระจายศูนย์ และเป็นธรรม ซึ่งสามารถเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานได้อย่างแท้จริง พร้อมทั้งช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าของประชาชน”
กรีนพีซ เอเชียตะวันออก ประเทศญี่ปุ่น ระบุว่า
“การต่ออายุบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้กับประเทศไทย ภายใต้กรอบความร่วมมือ AZEC เป็นหนึ่งในหลายโครงการลงทุนด้านเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ญี่ปุ่นกำลังผลักดันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ว่าประเทศไทยจะมีศักยภาพด้านพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมสูงที่สุดในภูมิภาค แต่มีเพียง 7 จาก 43 โครงการภายใต้กรอบ AZEC เท่านั้นที่เกี่ยวข้องกับพลังงานหมุนเวียน[1] ในฐานะประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของภูมิภาค ญี่ปุ่นควรใช้บทบาทความเป็นผู้นำด้านการเงินของตนเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนในประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แทนที่จะผลักดันให้เกิดการติดล็อกกับก๊าซฟอสซิลในระยะยาว”
การขยายโครงสร้างพื้นฐาน LNG และการเดินหน้าทำสัญญา LNG ใหม่ในช่วงเวลานี้ มีความเสี่ยงที่จะทำให้ระบบพลังงานของประเทศไทยผูกติดกับเชื้อเพลิงฟอสซิลไปอีกหลายทศวรรษ โครงการ LNG มักต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นจำนวนมากและมีอายุโครงการยาวนาน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงของสินทรัพย์ด้อยค่า (stranded assets) และทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าของผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้น หากตลาดพลังงานโลกยังคงเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนที่มีต้นทุนต่ำกว่า
แทนที่จะเพิ่มการพึ่งพาก๊าซฟอสซิลนำเข้า กรีนพีซเรียกร้องให้รัฐบาลไทยไทยเร่งขยายโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการใช้พลังงานหมุนเวียน พัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน และปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย (Smart grid) เพื่อสร้างระบบพลังงานที่มีความยืดหยุ่น เสรี พร้อมมีต้นทุนที่ประชาชนเข้าถึงได้ และมีความมั่นคงทางพลังงานอย่างแท้จริง
ติดต่อ:
Rungthip Kunhari, Junior Communications Officer, Greenpeace Thailand, +66 65 414 5029, [email protected]
Yujie Xue, International Communications Officer, Greenpeace East Asia, +852 5127 3416, [email protected]
Reference
[1] AZEC tracker


