#ร่วมกับเรา

ร่วมบริจาค

ด้วยความช่วยเหลือจากคุณ ท…

มีส่วนร่วม

เหตุผลที่ทำให้ประเทศในทวีปยุโรปนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้แทนพลังงานถ่านหิน

ข้อมูลโดยสรุป

โรงไฟฟ้าถ่านหินคือแหล่งมลพิษทางอากาศที่ก่อให้เกิดมลภาวะทางอากาศอันเลวร้ายที่สุดต่อทวีปยุโรปและทั่วโลก กรดแก๊ส เขม่าควันไฟ และฝุ่นละอองจากอุตสาหกรรมถ่านหินขนาดใหญ่กลายเป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศที่สามารถผ่านเข้าไปสู่ปอดและกระแสเลือดของมนุษย์ได้โดยการหายใจ

ภาวะมลพิษดังกล่าวเป็นภัยต่อสุขภาพของทารก เด็ก และผู้ใหญ่ ที่เป็นสาเหตุของโรคร้ายเช่น โรคหัวใจล้มเหลว โรคมะเร็งปอด อีกทั้งเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหอบหืด และ โรคทางเดินหายใจอื่นๆ เป็นต้น โลหะหนักจำนวนหลายหมื่นกิโลกรัม เช่น ปรอท ตะกั่ว สารหนู และแคดเมียม ที่ถูกปล่อยออกมาจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ก่อให้เกิดโรคมะเร็งและเป็นอันตรายต่อพัฒนาการการเจริญเติบโตของเด็ก แม้ว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินจะก่อให้เกิดปัญหาทางสุขภาพมากมาย แต่รัฐบาลของแต่ละประเทศในยุโรปยังคงไม่สามารถล้มเลิกการใช้โรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินนี้ได้ การใช้ถ่านหินยังคงเพิ่มขึ้นในยุโรปอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 ถึง พ.ศ. 2555 อีกทั้งยังมีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่เพิ่มขึ้นอีกกว่า 50 แห่งในทวีปยุโรป

เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนต่อผลกระทบต่อสุขภาพจากโรงไฟฟ้าถ่านหินในยุโรป กรีนพีซจึงเผยแพร่งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยชตุทท์การ์ท Stuttgart ซึ่งศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อร่างกายมนุษย์จากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ 300 แห่งทั่วยุโรปและคาดการณ์ผลกระทบของโครงการโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีก 50 แห่ง โดยใช้รูปแบบการประเมินผลจากผู้เชี่ยวชาญ ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า มลพิษจากโรงไฟฟ้าถ่านหินในยุโรปเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชาชนมากกว่า 1,000 คน อีกทั้งยังทำให้ชาวยุโรปมีอายุขัยสั้นลง จากการประมาณการสูญเสียชีวิตทั้งหมด 240,000 คน ในปี พ.ศ.2553 นอกจากนี้ ในประเทศที่ใช้พลังงานถ่านหินเป็นส่วนใหญ่ ยังมีตัวชี้วัดที่แสดงให้เห็นว่าประชากรในประเทศนั้นๆมีอัตราส่วนการเสียชีวิตเนื่องจากถ่านหินมากกว่าการเสียชีวิตเนื่องจากประสบอุบัติเหตุบนถนน

นอกจากนี้ ผลวิจัยยังแสดงให้เห็นว่า ในแต่ละวันมีประชากรมากกว่าหนึ่งล้านคนเสียชีวิตจากโรคภัยไข้เจ็บและทุพลภาพอันเนื่องมาจากมลพิษจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งเทียบเท่ากับผลกระทบต่อร่างกายจากการสูบบุหรี่ของชาวยุโรป 22 ล้านมวนต่อวัน จากการคาดการณ์ผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพจากโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินในยุโรปปี  พ.ศ.2553  ทั้งนี้การเพิ่มขึ้นของควันไฟเผาไหม้จากถ่านหินร้อยละ 11 จากปี พ.ศ. 2552 ถึง พ.ศ. 2555 อีกทั้งยังเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชากรในยุโรป ส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นกว่าพันคน

ควันจากการเผาไหม้ถ่านหินที่ลอยข้ามประเทศในยุโรปก็เป็นปัญหาเช่นเดียวกัน แม้ว่าจะเป็นประเทศที่ไม่ได้ใช้ถ่านหินในประเทศโดยตรง ดังนั้นประเทศในกลุ่มทวีปยุโรปจึงหันมาสนใจในการยับยั้งการปล่อยมลพิษจากโรงไฟฟ้าถ่านหินนี้ อย่างไรก็ดี ตามแผนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ที่จะเกิดขึ้นอีก 50 แห่งในยุโรปเปรียบเสมือนการทำให้สถานการณ์มลภาวะทางอากาศย่ำแย่ลงไปอีก ผลจากตัวอย่างงานวิจัยดังกล่าวได้แสดงให้เห็นว่า จะมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 32,000 คนทุกๆปี ถ้าหากยังมีการดำเนินการก่อสร้างหรือวางแผนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน และประชากรรวมทั้งหมดกว่า 1.3 ล้านคนต้องสูญเสียชีวิตลงหากโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินมีอายุการใช้งานเต็มที่ 40 ปี

นอกจากนี้ผลการวิจัยพบว่า ประเทศที่กระทำผิดร้ายแรงที่สุดในกลุ่มประเทศยุโรปคือ ประเทศโปแลนด์ โรมาเนีย บัลแกเรีย และ อังกฤษ ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่สร้างผลกระทบร้ายแรงที่สุดต่อสุขภาพของประชาชน ได้แก่ PGE ในโปแลนด์ RWEในเยอรมนี PPCในกรีซ Vattenfall ในสวีเดน และCEZ ซึ่งตั้งอยู่ในสาธารณรัฐเชค

อย่างไรก็ตาม หากมีการนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้และมีความก้าวหน้าในการใช้พลังงานที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพที่สูงสุดจะทำให้ยุโรปสว่างไสวได้โดยปราศจากโรงงานไฟฟ้าพลังงานถ่านหินและทำให้โรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินค่อยๆหมดไปจากภาคพลังงานของยุโรป

สิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนคือการลดการเผาไหม้ของถ่านหิน เพื่อยับยั้งผลกระทบร้ายแรงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว รัฐบาลในกลุ่มประเทศในทวีปยุโรปจึงจำเป็นต้องกำหนดเป้าหมายการใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถยุติการใช้ถ่านหินได้

บทสรุป: พลังงานทางเลือกสำหรับยุโรป

ยุโรปมีพลังงานทางเลือก มีการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนที่จะใช้พลังงานหมุนเวียน รวมทั้งเป้าหมายที่จะใช้พลังงานที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งมีการกำหนดระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในทวีปยุโรป และมีความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายที่ประสบความสำเร็จในการสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนในระดับประเทศ ซึ่งสามารถเห็นได้จากการที่ยุโรปมีความพยายามในการเป็นผู้นำด้านการเปลี่ยนแปลงระบบพลังงานโดยมีเป้าหมายในการลดมลพิษทางอากาศและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในขณะเดียวกันได้ส่งเสริมเศรษฐกิจและลดค่าใช้จ่ายการนำเข้าพลังงานจำนวนมหาศาล ในทางกลับกันจะเห็นได้ว่า มีการปฏิวัติพลังงานในยุโรปขึ้นหลังประสบความล้มเหลวในการเป็นผู้นำด้านนโยบายพลังงาน และความล้าหลังด้านนโยบายทางพลังงานในศตวรรษที่ผ่านมาเนื่องจากความวุ่นวายทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการเกิดมลพิษ และหยุดการสร้างนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษกับสิ่งแวดล้อม ยุโรปจึงส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานหมุนเวียน ถึงเวลาแล้วที่จะเลิกเชื่อธุรกิจหรือกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษทั้งหลาย ผู้ซึ่งเป็นต้นเหตุของการบ่อนทำลายสุขภาพของประชาชนยุโรปมานับหลายสิบปี และหันมาใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ

ดาวน์โหลดหรืออ่านรายงาน ที่นี่