ทุกวันนี้กระแสการบริโภคแบบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นกระแสระดับโลก และเริ่มมีมากขึ้นในประเทศไทย อย่างการหลีกเลี่ยงใช้พลาสติก การเลือกกินอาหารปลอดสารพิษ แต่มีอีกเรื่องที่อาจไม่เป็นที่พูดถึงมากนัก แต่ก็ส่งผลกับโลกเยอะพอ ๆ กับการใช้พลาสติก นั่นคือการใช้เสื้อผ้าของเรา

บางคนอาจสงสัยว่าการซื้อเสื้อผ้าของเราทำลายสิ่งแวดล้อมขนาดนั้นเลยเหรอ? คำตอบคือใช่ ในสารพัดด้านเลย [1] อุตสาหกรรมแฟชั่นทั้งระบบ ไม่ใช่ส่งผลกระทบแค่เรื่องภาวะโลกร้อน แต่ยังปล่อยสารเคมีไปสู่แหล่งน้ำตามธรรมชาติอย่างมากมายมหาศาลอีก

In 40 cities all over Germany, people are swapping clothes at Greenpeace's "Clothes Swapping Parties". Everybody can bring up to 10 items of clothing and swap them with other people. In Hannover the event is well attended.
© Michael Löwa / Greenpeace

อุตสาหกรรมแฟชั่นนี่แหละคือหนึ่งในตัวการทำลายธรรมชาติแท้ๆ แม้ภายนอกจะดูไม่มีอะไร

โลกตะวันตกมีการตระหนักถึงปัญหานี้มานานแล้ว และก็ได้มีความเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขปัญหาการทำลายสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมเสื้อผ้า  ความเคลื่อนไหวนี้เรียกรวมๆ ว่า Slow Fashion ซึ่งไอเดียของขบวนการก็คือ การเลือกใส่เสื้อผ้าที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติ และเป็นธรรมต่อเพื่อนมนุษย์

แต่ก่อนที่เราจะเข้าใจในรายละเอียดว่า Slow Fashion คืออะไร เราคงต้องเข้าใจที่มาของสิ่งที่ขบวนการนี้คัดค้านก่อน ซึ่งก็คือสิ่งที่เรียกว่า Fast Fashion

เสื้อผ้าเป็นสิ่งที่อยู่คู่มนุษย์มานานนมแล้ว ซึ่งสมัยก่อนโน้นเสื้อผ้าไม่ใช่สิ่งที่หาง่าย ๆ และมีราคาถูก คนจะสร้างเสื้อผ้าขึ้นมาใส่ทีก็ต้องเลือกเสื้อผ้าให้ใช้ได้หลายโอกาส ให้ใส่ได้นาน ๆ อย่างไรก็ดี ตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรม (ซึ่งก็บังเอิญเหลือเกินที่อุตสาหกรรมที่เริ่มปฏิวัติคืออุตสาหกรรมทอผ้า) เสื้อผ้าก็ค่อย ๆ กลายมาเป็นของราคาถูกลงเรื่อย ๆ และคนก็สามารถจะซื้อเสื้อผ้าได้ถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้เกิดแบรนด์เสื้อผ้าระดับมวลชนจำนวนมากตามมา และวิธีคิดการผลิตเสื้อผ้าเชิงอุตสาหกรรมก็ถึงจุดสูงสุดเมื่อราว ๆ 30 ปีที่แล้วกับกระแสที่เรียกว่า Fast Fashion

อะไรคือ Fast Fashion? หลักการตั้งต้นก็คือการผลิตเสื้อผ้าออกมาให้เร็วตามกระแสที่สุด เรียกได้ว่าเห็นนางแบบเดินที่งาน Fashion Week ใหญ่ ๆ แวบเดียว แบรนด์ก็ผลิตเสื้อผ้าในสไตล์นั้นออกมาขายในร้านในราคาถูกได้ในเวลาไม่ถึงเดือน

แนวคิดแบบนี้ฟังดูดี เพราะมันทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าที่ต้องการได้เร็ว แต่ในอีกด้านหนึ่ง เบื้องหลังของมันก็คือกระบวนการผลิตที่โหดสุด ๆ กับแรงงานเพื่อให้ได้ความเร็วขนาดนี้ แต่ส่วนที่เลวร้ายกับโลก ก็คือ แนวทางของการผลิตเสื้อผ้าแบบนี้เป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมแบบ “ใช้แล้วทิ้ง” เพราะมันทำให้กระแสเสื้อผ้าเปลี่ยนเร็วมาก บางทีเดือนสองเดือนก็เปลี่ยนแล้ว ไม่ได้เปลี่ยนไปตามฤดูกาลแบบสมัยก่อน ทำให้ผู้บริโภคมีความต้องการเสื้อผ้าราคาถูก ๆ ที่ไม่ต้องคิดจะใส่นาน ทิ้งได้ไม่เสียดาย และอุตสาหกรรมเสื้อผ้าก็สร้างเสื้อผ้ามาตอบรับแนวคิดนี้ ด้วยวัตถุดิบที่ถูกที่สุด

In 40 cities all over Germany, people are swapping clothes at Greenpeace's "Clothes Swapping Parties". Everybody can bring up to 10 items of clothing and swap them with other people. In Hannover the event is well attended.
© Michael Löwa / Greenpeace

ซึ่งวัตถุดิบเสื้อผ้าที่ถูกที่สุดคือใยสังเคราะห์แบบโพลีเอสเตอร์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเสื้อผ้า 60% ที่ขาย ๆ กันตามร้านค้าปลีกเสื้อผ้า [2] และโพลีเอสเตอร์นี่แหละตัวร้ายเลย

โพลีเอสเตอร์ สังเคราะห์มาจากถ่าน ปิโตรเลียม อากาศ และน้ำ ซึ่งหลายคนคงดูส่วนประกอบก็รู้แล้วว่าย่อยสลายตามธรรมชาติไม่ได้แน่ ๆ ซึ่งก็จริงตามนั้น และนั่นหมายความว่าถ้าเสื้อผ้าโพลีเอสเตอร์กลายมาเป็นขยะ ก็ต้องเผาทำลายเท่านั้น และดูส่วนประกอบก็คงจะเห็นว่ามันเป็นเชื้อเพลิงทั้งนั้น เผาไปเกิดคาร์บอนไดออกไซด์เต็มไปหมด และนั่นก็หมายความว่าในกระบวนการทำลายเสื้อผ้าโพลีเอสเตอร์ ทำให้เกิดโลกร้อน ซึ่งก็คิดดูว่าอุตสาหกรรมที่หากินด้วยการสร้างเสื้อผ้าโพลีเอสเตอร์ให้คนมาใส่แบบใช้แล้วทิ้ง ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนทางอ้อมไปขนาดไหน

แต่ความเลวร้ายของโพลีเอสเตอร์ไม่ใช่แค่นั้น เพราะแค่เวลาซัก เส้นใยของมันบางส่วนก็จะหลุดไปตามน้ำ และนั่นคือการปล่อย “ไมโครพลาสติก” ไปสู่แหล่งน้ำตามธรรมชาติ กล่าวคือ ในช่วงก่อนหน้านี้ที่มีข่าวว่าคนไปเจอไมโครพลาสติกในกระเพาะปลา มันเกี่ยวข้องโดยตรงกับสิ่งที่เรียกว่า Fast Fashion เลย เพราะกระแสการผลิตเสื้อผ้าแบบนี้มันอิงกับการผลิตเสื้อผ้าที่เร็วและถูกที่สุด ซึ่งวัตถุดิบที่ตอบโจทย์เสื้อผ้าในลักษณะนี้ก็คือโพลีเอสเตอร์

นี่คือบางส่วนของ “ปัญหา” ที่เกิดจากแนวทางการบริโภคเสื้อผ้าของคนปัจจุบันส่วนใหญ่ภายใต้กระแส Fast Fashion ซึ่งแม้ว่าเราจะแทบไม่ได้ยินคำนี้เลย แต่ไปดูเถอะ ร้านเสื้อผ้าใหญ่ ๆ ตามห้าง หรือกระทั่งแผงเสื้อผ้าตามตลาดนัด มันก็ล้วนถูกผลิตมาภายใต้แนวคิดนี้แทบทั้งนั้น

อธิบายแบบนี้ ก็เหมือนไม่มีแนวทางให้เรา “หนี” จากการบริโภคเสื้อผ้าแบบ Fast Fashion ทำยังไงก็ช่วยโลกไม่ได้ ก็ของมันมีขายกันแบบนี้ แต่ใจเย็น ๆ ทางออกยังมี และนี่คือสิ่งที่เรียกว่า Slow Fashion

กระแส Slow Fashion ค่อย ๆ ก่อตัวมาราว ๆ 20 ปีแล้ว แต่มาเป็นกระแสที่ได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวางเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งหลัก ๆ ก็คือ แนวทางการเลือกการแต่งตัวแบบที่จะทำร้ายธรรมชาติและเพื่อนมนุษย์น้อยที่สุด

In 40 cities all over Germany, people are swapping clothes at Greenpeace's "Clothes Swapping Parties".
Everybody can bring up to 10 items of clothing and swap them with somebody.
In Hamburg the event is well attended.
© Isadora Tast / Greenpeace

แล้วใส่เสื้อผ้าแบบไหนถึงเป็น Slow Fashion? ถ้าเอาแบบหนักที่สุดก็คือ ไม่ซื้อเสื้อผ้าใหม่เลย แบบนี้ Slow ยิ่งกว่า Slow เพราะมันไม่มีอะไรจะดีกว่าธรรมชาติไปมากกว่าการไม่ต้องผลิตเสื้อผ้าเพิ่มไปอีกแล้ว

แต่แน่นอน แนวทางแบบนี้ก็อาจหนักไปสำหรับคนจำนวนมาก อีกแนวทางที่เป็นไปได้ก็คือการเลือกใช้เสื้อผ้ามือสองเป็นหลัก เพราะนี่ก็เป็นการได้มาซึ่งเสื้อผ้าใหม่ ๆ แบบที่ไม่สร้างความเสียหายเพิ่มเติมกับธรรมชาติแน่นอน

อย่างไรก็ดี นี่ก็ไม่ได้หมายความว่า Slow Fashion นั้นห้ามผลิตเสื้อผ้าใหม่ ๆ เลย ในทางตรงกันข้าม แนวคิดมันเกิดจากการหาทางผลิตเสื้อผ้าให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเป็นธรรมต่อเพื่อนมนุษย์ที่สุดด้วยซ้ำ ซึ่งเสื้อผ้าที่ผลิตภายใต้แนวคิดแบบ Slow Fashion ลักษณะเด่น ๆ ก็คือ

  1. จะต้องใช้เส้นใยที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ – พวกใยสังเคราะห์และขนสัตว์นี่จะไม่มีเลย (ไม่ต้องพูดถึงหนังสัตว์) ซึ่งที่ฮิต ๆ กันก็จะมีพวกลินิน กัญชง ซึ่งเป็นเส้นใยจากพืช 
  2. เน้นเสื้อผ้าที่ผลิตมาแบบคงทนถาวร ใส่ได้นาน ๆ ไปจนถึงไม่ต้องซักบ่อย – มิตินี้เป็นการต้าน Fast Fashion ชัด ๆ เพราะกระแสเสื้อผ้ายุคใหม่คือเน้นผลิตมาให้ใส่ไม่กี่รอบแล้วทิ้ง ซึ่งสร้างทั้งขยะในกระบวนการผลิต และขยะตอนเสื้อผ้าถูกทิ้งมากมายมหาศาล ดังนั้น Slow Fashion คือเน้นเสื้อผ้าที่ออกแบบมาให้ใส่ได้นาน ๆ นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งในกรณีของเมืองหนาวที่คนเหงื่อไม่ออกนัก มิตินี้บางทีรวมถึงการออกแบบเสื้อผ้าที่ไม่ต้องซักบ่อยด้วย เพราะการซักแต่ละครั้งนอกจากทำให้เสื้อผ้าเสื่อมสภาพแล้ว ก็ยังเป็นการใช้ทรัพยากรน้ำด้วย 
  3. มักจะมีกระบวนการผลิตให้จบในท้องถิ่น – การผลิตในที่เดียวทำให้กระบวนการผลิตทั้งกระบวนการโปร่งใส ผู้ผลิตสามารถเคลมได้ชัด ๆ ว่าไม่มีการเอาเปรียบแรงงาน นอกจากนี้การผลิตให้จบในที่เดียวไม่ต้องผ่านกระบวนการขนส่งมากมายก็ยังช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากระบบขนส่งด้วย

เงื่อนไขทั้งหมดที่ว่ามาทำให้เสื้อผ้าแบบ Slow Fashion นั้นแทบไม่มีแบรนด์อินเตอร์เลย เพราะการบริโภคแบบ Slow Fashion แท้ ๆ แทบจะต้องบริโภคแบรนด์ท้องถิ่นเท่านั้น เนื่องจากนี่เป็นหนทางการบริโภคที่เป็นมิตรกับธรรมชาติที่สุดแล้ว ซึ่งในไทยก็จะมีบางแบรนด์เช่น KLAI หรือ FolkCharm ที่จะผลิตเสื้อผ้าในแบบ Slow Fashion โดยเฉพาะ

อย่างไรก็ดี ในกรณีของแบรนด์ใหญ่ ๆ ระดับโลก ทุกวันนี้ก็เริ่มมีการผลิตไลน์ผลิตภัณฑ์ที่เป็น Slow Fashion มาตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคเช่นกัน 

…แต่เราก็คงต้องดูดีๆ เพราะอย่างน้อยๆ แบรนด์ใหญ่ที่เป็นหัวหอกเรื่องนี้ก็ถูกโจมตีมาแล้วว่าไม่ได้ห่วงสิ่งแวดล้อมจริง เพราะก็ยังมีการเผาเสื้อผ้าที่ขายไม่ได้แต่ยังใช้ได้ทิ้งเป็นปีละกว่าสิบตัน แม้ว่านั่นจะเป็นเรื่องปกติของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าก็ตาม [3]

อ้างอิง

[1] จากรายงาน Measuring Fashion: Environmental Impact of the Global Apparel and Footwear Industries อ่านออนไลน์ได้ที่ quantis-intl.com/wp-content/uploads/2018/03/measuringfashion_globalimpactstudy_full-report_quantis_cwf_2018a.pdf

[2] ดู www.therobinreport.com/preference-for-polyester-may-make-fast-fashion-brands-vulnerable/

[3] ดู www.forbes.com/sites/heatherfarmbrough/2018/04/14/hm-is-pushing-sustainability-hard-but-not-everyone-is-convinced/

Fundraising Team in Manila. © Geric Cruz / Greenpeace
ร่วมบริจาค

ด้วยความช่วยเหลือจากคุณ ทำให้เราสามารถใช้วิธีการที่สร้างสรรค์อย่างสันติ เปิดโปงการทำลายสิ่งแวดล้อม ช่วยให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องมหาสมุทร ป่าไม้ แหล่งน้ำ อาหาร และสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนเป็นระบบพื้นฐานสำหรับทุกชีวิตบนโลกใบนี้

มีส่วนร่วม