ในวันที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน ที่ทำให้ราคาเชื้อเพลิงพุ่ง ค่าขนส่งผันผวน และเศรษฐกิจโลกสั่นคลอน ยังมีอีกวิกฤตหนึ่งที่หลายคนอาจมองข้ามไป คือ ถุงพลาสติกกำลังแพงขึ้น และนี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

ถุงพลาสติกที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน เริ่มต้นจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ผ่านกระบวนการในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ก่อนจะถูกแปรรูปเป็นเม็ดพอลิเมอร์ หรือเม็ดพลาสติก แล้วกลายมาเป็นถุงใส่อาหารหรือ ‘ถุงแกง’ ที่เราคุ้นเคย เมื่อสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะเมื่อมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซสำคัญของโลก ทำให้การขนส่งเชื้อเพลิงฟอสซิลชะงักงัน หรือมีต้นทุนสูงขึ้น ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ราคาพลังงาน แต่ลามไปถึงอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งเป็นต้นทางของการผลิตพลาสติกโดยตรง

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบนี้ยิ่งชัดเจนมากขึ้น เพราะประเทศต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลในสัดส่วนสูง ขณะที่ในอีกด้านหนึ่ง ไทยก็เป็นหนึ่งในฐานการผลิตปิโตรเคมีสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีการใช้วัตถุดิบจากน้ำมันและก๊าซเพื่อผลิตเม็ดพลาสติกจำนวนมากในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ อาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภค กล่าวได้ว่าประเทศไทยอยู่ในจุดที่รับแรงกระแทกสองด้าน ทั้งในฐานะผู้นำเข้าพลังงาน และผู้ใช้พลาสติกจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจ

เมื่อราคาพลังงานโลกเพิ่มขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบปิโตรเคมีก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ราคาเม็ดพลาสติกปรับสูงขึ้น และถูกส่งต่อไปยังต้นทุนบรรจุภัณฑ์และสินค้าในชีวิตประจำวัน สุดท้ายภาระนี้จะตกอยู่กับผู้บริโภคในรูปของค่าครองชีพที่สูงขึ้น ตั้งแต่อาหารจานเดียวไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภค ถุงแกงที่แพงขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็นภาพสะท้อนของระบบเศรษฐกิจที่ผูกติดอยู่กับเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างลึกซึ้ง และเปราะบางต่อความผันผวนของโลก

ถึงเวลาที่ไทยต้องแก้ ‘ที่ต้นทาง’

ที่ผ่านมา แนวทางแก้ปัญหาพลาสติกในประเทศไทยมักเน้นที่ปลายทาง เช่น การรีไซเคิลหรือการจัดการขยะ แต่วิธีเหล่านี้ยังไม่สามารถแก้ไขที่ต้นตอของปัญหา นั่นคือปริมาณของพลาสติกที่ผลิตและใช้เกินความจำเป็น

สถานการณ์ปัจจุบันกำลังชี้ให้เห็นว่าปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ ‘การผลิตและการใช้ที่เกินจำเป็น’ โดยเฉพาะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว เช่น ถุงแกง ถุงหูหิ้ว กล่องอาหาร หรือฟิล์มห่อสินค้า ซึ่งถูกใช้เพียงไม่กี่นาที แต่สร้างภาระทั้งทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว หากประเทศไทยยังคงพึ่งพาพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวต่อไป ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตพลังงานโลก เราจะต้องเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

นี่คือเหตุผลที่รัฐต้องเปลี่ยนแนวทางจากการจัดการขยะ ไปสู่การ ‘ลดการผลิตตั้งแต่ต้นทาง’ อย่างจริงจัง ผ่านนโยบายที่ชัดเจนและนำไปปฎิบัติได้จริง เริ่มจากการตั้งเป้าลดพลาสติกใช้แบบครั้งเดียวให้ชัดเจน วัดผลได้ และมีกรอบเวลาพร้อมมาตรการบังคับใช้ที่ไม่ใช่แค่สมัครใจ ควบคู่กับการลงทุนในระบบใช้ซ้ำ (reuse system) เพื่อสร้างทางเลือกใหม่ให้ทั้งผู้บริโภคและธุรกิจสามารถลดการพึ่งพาบรรจุภัณฑ์แบบใช้แล้วทิ้ง 

Champion a Plastic-Free Future through the Power of Reuse - Seminar in Hong Kong. © Greenpeace
A powerful regional seminar took place, that unites leaders from across East Asia, including pioneering representatives from Japan and Taiwan, two regions at the forefront of reusable systems. As plastic production and its environmental impact are predicted to triple by 2050, the need for innovative business models has never been more urgent. Businesses in Hong Kong and the region can play a crucial role in supporting the Global Plastics Treaty and driving the reusable revolution. Packed with actionable insights, this seminar is an essential event for any company looking to participate in the sustainable transformation in the region.
© Greenpeace

ขณะเดียวกัน รัฐต้องผลักดันความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility หรือ EPR) ให้ครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่ผลักภาระไปที่ผู้บริโภคเพียงฝ่ายเดียว และในระยะยาว จำเป็นต้องลดการพึ่งพาอุตสาหกรรมที่ผูกติดกับเชื้อเพลิงฟอสซิล พร้อมเร่งพัฒนาวัสดุและห่วงโซ่อุปทานที่ไม่ขึ้นอยู่กับความผันผวนของราคาน้ำมันโลก

วิกฤตพลังงานโลกครั้งนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาราคา แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวนั้นมีความเสี่ยงและไม่ยั่งยืน ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะหยุดแก้ปัญหาที่ปลายทาง และเริ่มต้นจัดการที่ต้นทางอย่างจริงจัง

การเปลี่ยนมาใช้แนวคิด ‘ใช้ซ้ำ’ ในภาคธุรกิจ https://www.greenpeace.org/thailand/story/26163/plastic-we-choose-reuse/

5 โปรเจคจากประเทศเพื่อนบ้านที่จะทำให้เราอยากเปลี่ยนมา ‘ใช้ซ้ำ’ มากขึ้น: https://www.greenpeace.org/thailand/story/25025/plastic-5-projects-inspiring-reuse-refill-model/