การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ส่งผลให้โลกของเรากำลังแปรปรวนอย่างหนัก เป็นต้นเหตุของภัยพิบัติทางธรรมชาติหลายรูปแบบ เช่น ภัยแล้งที่เป็นหนึ่งในสาเหตุของไฟป่า การละลายของธารน้ำแข็งในขั้วโลกและกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก นอกจากภัยทางธรรมชาติที่สร้างผลกระทบในวงกว้างหลายประเทศแล้ว ปรากฎการณ์เล็กๆบางอย่างที่เกิดขึ้นก็เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเช่นกัน

เนื้อหาโดยสรุป

  • น้ำทะเลเปลี่ยนสี(Red Tide) หรือ ขี้ปลาวาฬ มีอันตรายที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตในปี พ.ศ. 2561 มีนักชีววิทยาเชื่อว่าศพวาฬวัยรุ่นที่เกยตื้นตายบนชายหาด รวมทั้งศพโลมา 9 ตัวนั้นตายเพราะพิษจากการเกิดภาวะน้ำทะเลเปลี่ยนสี
  • นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฟลอริด้า และมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา ระบุในแถลงการณ์ในนาม journal Environmenteal Science & Technology ว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์จะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของสาหร่าย ซึ่งเราจะควบคุมการเกิดปรากฎการณ์นี้ได้ยากขึ้นหรือไม่สามารถแก้ปัญหาได้เลย”
  • ปรากฎการณ์ขี้ปลาวาฬส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศทางทะเล เนื่องจาก สาหร่ายหรือแพลงก์ตอนพืชที่ตายแล้วจะลอยตัวขึ้นสู่ผิวน้ำทำให้พืชและปะการังไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ทำให้ระดับออกซิเจนในน้ำลดลงส่งผลให้พืชและสัตว์น้ำในบริเวณนั้นตายลงในที่สุด
  • เราเหลือเวลาอีกไม่กี่ปีเท่านั้นที่จะหยุดหายนะเหล่านี้ได้ ด้วยการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดและหยุดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในภาคพลังงาน ภาคอุตสาหกรรม ภาคคมนาคม ลดการบริโภคเนื้อสัตว์จากอุตสาหกรรมปศุสัตว์

น้ำทะเลเปลี่ยนสี(Red Tide) หรือ ขี้ปลาวาฬ ที่คนไทยรู้จักเป็นปรากฎการณ์ที่น้ำทะเลเกิดการเปลี่ยนสีเป็นสีต่างๆตามสีของสาหร่ายในบริเวณนั้นบางคนอาจจะรู้สึกแปลกตาและเห็นว่าสวยงาม แต่ปรากฎการณ์นี้มีอันตรายที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิต โดยคร่าชีวิตสัตว์ทะเลไปมากมาย ในปี พ.ศ. 2561 มีนักชีววิทยาเชื่อว่าศพวาฬวัยรุ่นที่เกยตื้นตายบนชายหาด รวมทั้งศพโลมา 9 ตัวนั้นตายเพราะพิษจากการเกิดภาวะน้ำทะเลเปลี่ยนสีนี้เอง

A dead catfish rolls onto the beach with an incoming tide at Estero Island in Fort Myers Beach, Fla.  Residents of Southwest Florida are reporting devastating toxic algae bloom stretching across several counties. Fish, sea turtles, pelicans, sharks, and even manatees are washing up dead, and many people are reporting respiratory problems. Florida Governor Rick Scott declared a State of Emergency, but his climate denial and anti-environmental policies are part of the problem.
These reports indicate a level of economic cost, human health concern and environmental impact approaching what we'd expect in a large hurricane or wildfire.
Toxic algal blooms like this occur naturally, but they have grown in frequency and intensity in recent years. While the causes are subject to some debate, the likely culprits are a combination of factors: elevated water temperatures from climate change, increased nutrient load from Big Sugar, phosphate mines and other sources, and some bad decisions (new and old) by the Army Corps of Engineers.

สาเหตุที่ทำให้เกิดปรากฎการณ์นี้มีอยุ่ด้วยกันสองสาเหตุ คือ เกิดขึ้นโดยธรรมชาติและเกิดจากฝีมือของมนุษย์ ซึ่งมีที่มาจากการทำเกษตร เนื่องจากปุ๋ยที่ใช้ทำการเกษตรนั้นมีฟอสฟอรัสที่เป็นแหล่งอาหารของสาหร่ายอยู่จำนวนมากเมื่อถูกกระแสน้ำพัดพาไปลงสู่ทะเลจึงทำให้เกิดการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของสาหร่าย และอีกปัจจัยหนึ่งที่มาจากการกระทำของมนุษย์คือการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นไปสู่ชั้นบรรยากาศ เร่งให้โลกเกิดวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงมากขึ้น ปรากฎการณ์นี้ไม่เพียงแค่เกิดขึ้นในต่างประเทศเท่านั้น แต่ในประะเทศไทยก็เกิดปรากกฎการณ์แบบนี้ขึ้นเช่นเดียวกัน ที่ จ.ชลบุรี ตั้งแต่บางแสน อ่าวอุดม อ่างศิลา ถึงศรีราชา โดยมีสาเหตุมาจากการเจริญเติบโตและเพิ่มปริมาณอย่างรวดเร็วของแพลงก์ตอนพืช หรือ ไดโนแฟลกเจลเลต จำพวก Noctiluca

มนุษย์เป็น “ตัวเร่ง” ให้เกิดน้ำทะเลเปลี่ยนสีบ่อยมากขึ้น

นักวิจัยของสถาบัน the Environmental Protection Agency ระบุเอาไว้ว่า แน่นอนว่าจากอุณหภูมิโลกและอุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรที่สูงขึ้น ทำให้สภาพแวดล้อมแปรปรวนเป็นตัวเร่งให้เกิดการเติบโตของสาหร่ายมากขึ้นกว่าเดิม 

ดังนั้น มนุษย์เองเป็นก็ปัจจัยสำคัญที่ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นเนื่องจากการปลดปล่อยจากก๊าซเรือนกระจกเนื่องจากกิจกรรมต่างๆที่เราทำ โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฟลอริด้า และมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา ระบุในแถลงการณ์ในนาม journal Environmenteal Science & Technology ว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์จะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของสาหร่าย ซึ่งเราจะควบคุมการเกิดปรากฎการณ์นี้ได้ยากขึ้นหรือไม่สามารถแก้ปัญหาได้เลย”

Red Tide มีส่วนทำให้ระบบนิเวศทางทะเลเสียหาย

Sea turtle nests are marked on the shoreline of Gasparilla Island in Boca Grande, Fla.  Residents of Southwest Florida are reporting devastating toxic algae bloom stretching across several counties. Fish, sea turtles, pelicans, sharks, and even manatees are washing up dead, and many people are reporting respiratory problems. Florida Governor Rick Scott declared a State of Emergency, but his climate denial and anti-environmental policies are part of the problem.
These reports indicate a level of economic cost, human health concern and environmental impact approaching what we'd expect in a large hurricane or wildfire.
Toxic algal blooms like this occur naturally, but they have grown in frequency and intensity in recent years. While the causes are subject to some debate, the likely culprits are a combination of factors: elevated water temperatures from climate change, increased nutrient load from Big Sugar, phosphate mines and other sources, and some bad decisions (new and old) by the Army Corps of Engineers.

ปรากฎการณ์ขี้ปลาวาฬส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศทางทะเล เนื่องจาก สาหร่ายหรือแพลงก์ตอนพืชที่ตายแล้วจะลอยตัวขึ้นสู่ผิวน้ำทำให้พืชและปะการังไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ทำให้ระดับออกซิเจนในน้ำลดลงส่งผลให้พืชและสัตว์น้ำในบริเวณนั้นตายลงในที่สุด เมื่อพืชและสัตว์น้ำตายแล้วซากของสิ่งมีชีวิตดังกล่าวจะถูกคลื่นพัดขึ้นมาบนพื้นดินทับถมกันจนเกิดการเน่าเหม็นทำให้เกิดมลพิษทางกลิ่นในปี พ.ศ.2517 เกิดเหตุการณ์น้ำทะเลนอกชายฝั่งฟลอริดาเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลืองอำพันทำให้ปลาทะเลจำนวนมากเสียชีวิต และในปี 2511 เกิดเหตุการณ์แบบเดียวกันขึ้นที่แนวชายฝั่งนอร์ทธัมเบอร์แลนด์ในประเทศอังกฤษเป็นสาเหตุการตายของนกทะเลจำนวนมาก และไม่นานมานี้ปรากฎการณ์ดังกล่าวได้เกิดขึ้นในประเทศไทยที่ อ่าวเตยงาม อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โดยเป็นสาหร่ายกลุ่มสีเขียวแกมน้ำเงิน(blue green algae) ชนิด Lyngbya sp. และถ้าหากเกิดมากกว่านี้ อาจทำให้ปริมาณของออกซิเจนลดลงและทำให้สัตว์น้ำตายลงในที่สุด โดยจะพบเหตุการณ์นี้ทุกปี ปีละ2-3ครั้ง

เราจำเป็นต้องชะลอวิกฤตสภาพภูมิอากาศ หยุดอุณหภูมิเฉลี่ยโลกไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส

ปัจจุบัน คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ชี้แจงไว้ว่าเราควรตั้งเป้าหมายคงอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส การที่มนุษย์ยังเพิกเฉยและปล่อยให้โลกร้อนขึ้นเรื่อยๆจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศคือการสร้างหายนะให้กับมนุษย์และระบบนิเวศทั่วโลก

เราเหลือเวลาอีกไม่กี่ปีเท่านั้นที่จะหยุดหายนะเหล่านี้ได้ ด้วยการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดและหยุดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในภาคพลังงาน ภาคอุตสาหกรรม ภาคคมนาคม ลดการบริโภคเนื้อสัตว์จากอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานด้วยการพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น หรือร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการปกป้องมหาสมุทรของเรา ผ่านการผลักดันสนธิสัญญาทะเลหลวง (Global Ocean Treaty) ที่กรีนพีซ ร่วมกับนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกร่วมกันขับเคลื่อน เพื่อเสนอให้องค์การสหประชาชาติประกาศรับรองการกำหนดเขตปกป้องมหาสมุทรให้ได้อย่างน้อย ร้อยละ 30 จากพื้นที่มหาสมุทรทั้งหมด โดยตั้งเป้าหมายทำให้ได้ภายในปี พ.ศ. 2573 เพื่อหยุดยั้งและปกป้องระบบนิเวศใต้ท้องทะเล 

ร่วมปกป้องมหาสมุทรโลกร่วมกับเรา

Fundraising Team in Manila. © Geric Cruz / Greenpeace
ร่วมบริจาค

ด้วยความช่วยเหลือจากคุณ ทำให้เราสามารถใช้วิธีการที่สร้างสรรค์อย่างสันติ เปิดโปงการทำลายสิ่งแวดล้อม ช่วยให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องมหาสมุทร ป่าไม้ แหล่งน้ำ อาหาร และสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนเป็นระบบพื้นฐานสำหรับทุกชีวิตบนโลกใบนี้

มีส่วนร่วม