ผ่านมาแล้วเป็นเวลากว่า 7 เดือน ที่เรือเอสเพอรันซา ของกรีนพีซได้ออกเดินทางสำรวจพื้นที่ในมหาสมุทรเรื่อยมาตั้งแต่ทวีปอาร์กติกที่อยู่เหนือสุด ไปจนถึงทวีปแอนตาร์กติกที่อยู่ใต้สุด เพื่อสำรวจและเก็บรวบรวมข้อมูล หลักฐานของผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากมนุษย์ เพื่อมาใช้สนับสนุนข้อเสนอให้องค์การสหประชาชาติรับรองสนธิสัญญาทะเลหลวง (Global Ocean Treaty) ปัจจุบัน เรือเอสเพอรันซาได้เดินทางมาถึง บริเวณเขตภูเขาใต้ทะเลวีมา (Vema Seamouth) ใกล้กับเมืองเคปทาวน์ ของประเทศแอฟริกาใต้  

จาก “ความบังเอิญ” สู่การค้นพบแหล่งอาหารจานเด็ด

พื้นที่เขตภูเขาใต้ทะเลวีมาถูกค้นพบโดยบังเอิญระหว่างการสำรวจหาสายธารแหล่งแร่เพชรในทะเล แม้ว่าจะต้องผิดหวังเพราะไม่พบแร่เพชรตามที่ตั้งเป้าไว้ แต่นักสำรวจก็ไม่ได้กลับบ้านมือเปล่า เพราะนักสำรวจได้พบกับแหล่งที่อยู่ของกุ้งร็อคล็อบสเตอร์ (Tristan Rock Lobster) ซึ่งเป็นกุ้งที่สามารถพบได้เฉพาะบริเวณนี้เท่านั้น กุ้งร็อคล็อบสเตอร์ ถือเป็นอาหารจานโปรดของบรรดาคนรักอาหารทะเล และมีราคาขายที่แพง ส่งผลให้มีการทำประมงอย่างหนักเพื่อจับกุ้งชนิดนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการของของผู้บริโภค จนทำให้จำนวนประชากรกุ้งร็อคล็อบสเตอร์ลดลงอย่างรวดเร็ว และยังคงไม่ฟื้นตัวจนถึงทุกวันนี้

A Tristan Rock Lobster (Jasus tristani) sits atop one of Mount Vema’s summits while black seabream and yellowtail amberjacks swim past.

ขณะที่ ตัวภูเขาใต้ทะเลวีมา สันนิษฐานว่าค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2500 โดยเรือวิจัยทางสมุทรศาสตร์ที่ภายหลังนำมาใช้ตั้งเป็นชื่อของภูเขาแห่งนี้  จากข้อมูลทางภูมิศาสตร์ระบุว่า ภูเขาใต้ทะเลวีมามีความสูงจากพื้นมหาสมุทรถึงปากปล่องที่ 4,600 เมตร สูงกว่าภูเขารูปโต๊ะ (The Table Mountain) ซึ่งเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของโลกยุคใหม่ที่ตั้งอยู่ในประเทศแอฟริกาถึง 4-5 เท่า หรือเท่ากับต้องนำยีราฟ 767 ตัวมาต่อตัวซ้อนกันถึงจะสูงเท่ากับยอดของภูเขาใต้ทะเลวีมาเลยทีเดียว นอกจากนี้ จากลักษณะระบบนิเวศที่ซับซ้อนของภูเขาใต้ทะเลวีมา ที่อุดมไปด้วยสารอาหารชั้นดีสำหรับสัตว์ทะเลยังดึงดูดสัตว์น้ำชนิดอื่นๆ ให้มายังเขตภูเขาใต้ทะเล เพื่อหาอาหาร หรืออพยพมาเพื่อให้กำเนิดสัตว์น้ำรุ่นต่อไปจำนวนมาก นับตั้งแต่กุ้งร็อคล็อบสเตอร์ที่กล่าวมาข้างต้น ไปจนถึงฉลาม เต่า และวาฬขนาดใหญ่

Sander (Ghost Fishing diver) and Richard (photographer) dive at one of Vema's summits, which is covered in kelp, algae, sponges and soft corals.
นักประดาน้ำกำลังสำรวจบริเวณยอดภูเขาใต้ทะเลซึ่งปกคลุมไปด้วยสาหร่าย ฟองน้ำ และปะการังวัยอ่อน © Richard Barnden / Greenpeace

เศษอวน “ฆาตกรร้าย” จากความมักง่าย 

ในท่ามกลางความพิเศษและอุดมสมบูรณ์ของเขตภูเขาใต้ทะเลวีมาที่ดึงดูดสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์ให้เข้ามา ยังรวมถึงมนุษย์และเรือจำนวนมากที่เข้ามาทำประมงในน่านน้ำแห่งนี้ ผลสืบเนื่องที่ตามมานอกเหนือจากปริมาณสัตว์น้ำที่ลดลงก็คือ เศษซวกอวน (ghost gear) ที่ถูกทิ้งจากเรือประมง โดยบางส่วนลอยออกสู่ทะเลเปิด และพันเข้ากับสัตว์ทะเล เช่น วาฬ เต่า หรือสัตว์น้ำขนาดใหญ่ คร่าชีวิตสัตว์หายากจำนวนมากให้ยิ่งลดจำนวนเหลือน้อยลงเรื่อยๆ 

A ghost net found drifting through the Great Pacific Garbage Patch. Many fish were attracted to this net including chubs and jacks.  

The crew of the Greenpeace ship MY Arctic Sunrise voyage into the Great Pacific Garbage Patch document plastics and other marine debris. The Great Pacific Garbage Patch is a soupy mix of plastics and microplastics, now twice the size of Texas, in the middle of the North Pacific Ocean.
เศษอวนที่พบบริเวณแพขยะในมหาสมุทรแปซิฟิก © Justin Hofman / Greenpeace

 เศษอวนที่มีซากสัตว์ถ่วงอยู่นั้นจะจมลงสู่พื้นทะเล ก่อนจะลอยกลับขึ้นมาใหม่หลังสัตว์กินซากกำจัดซากสัตว์ออกจากเศษอวน วนลูปการทำลายล้างอยู่อย่างนี้และในหลายครั้ง เศษอวนยังสร้างความเสียหายให้กับแนวประการังที่เป็นที่อยู่อาศัย และอนุบาลปลาวัยอ่อนอีกด้วย

จากการสำรวจพบว่า ในแต่ละปีมีสัตว์ทะเลเสียชีวิตเพราะติดเศษอวนมากกว่า 100,000 ตัว และประเมินว่ามีเศษอวนลอยอยู่ในทะเลมากถึง 600,00- 800,000 เมตริกตัน หรือใหญ่เท่ากับสนามฟุตบอลหนึ่งเลยทีเดียว ในประเทศไทยเอง ในปีนี้ ก็มีสัตว์ทะเลหลายชนิดที่ต้องจบชีวิตลงเพราะเป็นเหยื่อของเศษอวนเช่นกัน เช่น กรณีของลูกพะยูนมาเรียมและยามีล 

นอกจากนี้ เศษอวนยังใช้เวลาย่อยสลายนานถึง 600 ปี และจะปล่อยไมโครพลาสติกออกมาปนเปื้อนขยะย่อยสลาย ซึ่งสุดท้ายจะกลับเข้าไปสะสมอยู่ในตัวปลาขนาดเล็ก ที่มนุษย์นิยมนำมาบริโภคกัน

“สนธิสัญญาทะเลหลวง” การต่อสู้เพื่อปกป้องมหาสมุทรของเรา

เช่นเดียวกับแหล่งทรัพยากรทางทะเลหลายแห่งในโลก เขตภูเขาใต้ทะเลวีมานั้นตั้งอยู่พื้นที่ทะเลหลวง (High Sea) หมายถึงส่วนทั้งหมดของทะเลที่มีอยู่นั้น ไม่อยู่ภายใต้สิทธิอธิปไตยของรัฐหนึ่งรัฐใดโดยเฉพาะ ข้อดีของพื้นที่ทะเลหลวงคือ ทุกรัฐมีเสรีภาพในการใช้ทะเลหลวง เพื่อการเดินเรือ การบิน การประมง การสร้างและติดตั้งอื่นๆ รวมถึงการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์ แต่ในอีกด้านหนึ่งนั้น ก็ทำให้ยากต่อการปกป้องและอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมทางทะเล เพราะยังมีช่องว่างทางกฎหมาย ทั้งด้านกายภาพและเขตอำนาจของรัฐชายฝั่ง ซึ่งเอื้อให้กลุ่มอุตสาหกรรมทำลายล้าง เช่น กลุ่มที่ทำเหมืองแร่ในทะเล และกลุ่มอุตสาหกรรมประมงขนาดใหญ่นำมาใช้เป็นข้ออ้าง เพื่อเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ในพื้นที่

สนธิสัญญาทะเลหลวง (Global Ocean Treaty) เป็นประเด็นที่กรีนพีซ ร่วมกับนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกร่วมกันขับเคลื่อน เพื่อเสนอให้องค์การสหประชาชาติประกาศรับรองการสร้างเขตปกป้องมหาสมุทรให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 จากพื้นที่มหาสมุทรทั้งหมด โดยตั้งเป้าหมายให้ครอบคลุมพื้นที่ดังกล่าวภายในปี พ.ศ. 2573 เพื่อหยุดยั้งและปกป้องระบบนิเวศที่มีลักษณะพิเศษเช่น ภูเขาใต้ะทะเลวีมา และในที่อื่นๆ ให้ไม่ถูกทำลาย และเสียหายไปมากกว่าที่กำลังเผชิญในปัจจุบัน ซึ่งล่าสุดเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีประชุมหารือในประเด็นสนธิสัญญาทะเลหลวง ณ สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ ที่กรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ถึงความเป็นไปได้ในการกำหนดเขตคุ้มครองระบบนิเวศทางทะเลในมหาสมุทร เป็นครั้งที่ 3 แล้ว

An Ocean-inspired artwork created by Greenpeace outside the United Nations in New York.  The 19 ft high sculpture of whales and turtles represents the many threats facing the oceans - from plastic pollution and industrial fishing to oil drilling.
รูปปั้นรูปวาฬและเต่าถูกจัดแสดงบริเวณสำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ เพื่อแสดงให้เห็นถึงภ้ยคุกคามของอุตสาหกรรมการประมง © Stephanie Keith / Greenpeace

คุณก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนครั้งนี้ เพื่อเรียกร้องกับรัฐบาลทั่วโลกให้มาสนับสนุนการปกป้องมหาสมุทรและมรดกความหลากหลายทางชีวภาพของโลก มาร่วมแชร์การรณรงค์ระดับโลกในครั้งนี้ให้กับใครก็ตามที่รักผืนมหาสมุทรสีน้ำเงินนี้ด้วยเช่นกัน

Humpback Whale in the Indian Ocean. © Paul Hilton / Greenpeace
ร่วมผลักดันเขตคุ้มครองระบบนิเวศทางทะเลในมหาสมุทรโลก

ด้วยวิกฤตหลายๆด้านที่กำลังคุกคามมหาสมุทร เราจึงจำเป็นต้องปกป้องมหาสมุทรโลกอย่างน้อย 1 ใน 3 ส่วนภายในปี พ.ศ.2573 

มีส่วนร่วม