ในวันมหาสมุทรโลกปีนี้ มีความจริงสำคัญประการหนึ่งที่นโยบายระดับโลกด้านการอนุรักษ์ทะเลและมหาสมุทรมักมองข้าม นั่นคือ ชุมชนที่อาศัยพึ่งพาและอยู่ร่วมกับมหาสมุทรมาอย่างยาวนานคือกลุ่มคนที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลรักษาความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลมาโดยตลอด ทว่าขณะที่รัฐบาลทั่วโลกยังคงเดินหน้าลงนามในข้อตกลงมากมายเพื่อ “ปกป้องมหาสมุทร” แต่กลับเพิกเฉยต่อเสียงของผู้คนที่ปกป้องและดูแลมหาสมุทรหรือกีดกันผู้คนเหล่านี้ออกจากการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย
รายงานล่าสุดของกรีนพีซสะท้อนสิ่งที่ชุมชนชายฝั่งตระหนักมาโดยตลอด แต่กลับเป็นประเด็นที่นโยบายระดับโลกมักมองข้าม นั่นคือ ชุมชนชายฝั่งมีบทบาทสำคัญในการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของมหาสมุทร
ประเด็นต่อไปนี้คือสิ่งที่ชุมชนชายฝั่งและข้อมูลเชิงประจักษ์กำลังบอกเรา
1. การปกป้องมหาสมุทรเกิดขึ้นมาหลายพันปีแล้ว
องค์ความรู้ที่สั่งสมจากการดูแลมหาสมุทรมานานนับพันปีควรได้รับการยอมรับในฐานะรากฐานสำคัญ แต่รัฐบาลหลายประเทศกลับยังคงเพิกเฉยต่อภูมิปัญญาและประสบการณ์ของชุมชน
ไม่ว่าจะเป็นชาวคาเวสการ์ (Kawésqar) ในประเทศชิลี ซึ่งเดินเรือและดูแลผืนน้ำในแคว้นปาตาโกเนีย ทวีปอเมริกาใต้ มานานกว่า 6,000 ปี ไปจนถึงชาวประมงพื้นบ้านในภาคใต้ของประเทศไทย ชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นต่างสั่งสมองค์ความรู้เกี่ยวกับทะเลและระบบนิเวศทางทะเลผ่านประสบการณ์ที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ทั้งในด้านการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเล และการรับมือกับปัจจัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล
ในภูมิภาคลอส ลากอส (Los Lagos) ของชิลี ชุมชนท้องถิ่นบริหารจัดการมาริตอริโอ (maritorio) หรือพื้นที่ทะเลและผืนดินที่เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว โดยเก็บรวบรวมเมล็ดพันธุ์และพันธุ์สัตว์น้ำตามวิถีดั้งเดิม รวมถึงการเพาะเลี้ยงหอยแมลงภู่และสาหร่ายทะเลอย่างยั่งยืน ความพยายามดังกล่าวไม่เพียงช่วยฟื้นฟูวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในการฟื้นตัวของสายพันธุ์สัตว์น้ำที่เปราะบางต่อการสูญพันธุ์ อีกทั้งยังช่วยสร้างแนวป้องกันตามธรรมชาติจากมลพิษอุตสาหกรรมในพื้นที่ใกล้เคียง
นี่ไม่ใช่แค่มรดกทางวัฒนธรรม แต่เป็นภูมิปัญญาความเชี่ยวชาญ เป็นองค์ความรู้ที่ปราศจากคู่มือของบริษัทใด ๆ ไม่มีคำสั่งของรัฐบาลหรือกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่สามารถลอกเลียนได้ ทว่ากลับเป็นสิ่งแรก ๆ ที่มักถูกละเลยใต้กรอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย

2. เมื่อใดที่ชุมชนชายฝั่งเป็นผู้นำ มหาสมุทรก็อยู่รอด
งานวิจัยบ่งชี้ว่า ระบบนิเวศทางทะเลมักมีความสมบูรณ์มากกว่าเมื่อชุมชนท้องถิ่นมีอำนาจที่แท้จริงในการตัดสินใจในพื้นที่ของตนเอง การดูแลทะเลของชุมชนจะแตกต่างจากอุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นผลกำไรระยะสั้น โดยชุมชนลงมือดูแลทะเลและชายฝั่งเพราะเข้าใจความจริงพื้นฐานที่ว่า การรักษามหาสมุทรให้มีความอุดมสมบูรณ์ต่อไปสำหรับคนรุ่นหลัง ก็คือการปกป้องวิถีชีวิตของชุมชน
ที่คาวาวานา ประเทศเซเนกัล ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งทศวรรษของการดูแลและจัดการทะเลโดยชุมชน ทำให้สัตว์น้ำกว่า 20 สายพันธุ์กลับคืนสู่พื้นที่ชายฝั่งที่เคยถูกคุกคาม ซึ่งรวมถึงพะยูนและโลมาด้วย
เรื่องราวความสำเร็จเหล่านี้ไม่ใช่ความสำเร็จเฉพาะพื้นที่ แต่ความสำเร็จจากชุมชนชายฝั่งนั้นเกิดขึ้นจริงทั่วโลก และตอกย้ำข้อเท็จจริงที่ว่า เมื่อชุมชนมีสิทธิที่มั่นคงและมีอำนาจในการจัดการ ธรรมชาติก็สามารถฟื้นตัวได้

3. มนุษย์และธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้
เรามักได้ยินอยู่เสมอว่า ในช่วงวิกฤตต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสงคราม เงินเฟ้อ หรือความไม่มั่นคงด้านพลังงาน เราจำเป็นต้องแลกธรรมชาติเพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ
ชุมชนชายฝั่งกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าเราไม่ต้องเอาธรรมชาติเข้าแลก ชุมชนไม่เพียงปกป้องสิ่งที่มีอยู่ แต่ยังกำลังสร้างสิ่งที่ดีกว่าเดิมด้วย
ที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ประเทศไทย องค์ความรู้ของชุมชนชายฝั่งถูกนำไปใช้ผ่านโครงการ “ทะเลหน้าบ้าน” ซึ่งชุมชนทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ทะเลชายฝั่งที่อยู่หน้าบ้านของตนเอง พวกเขาทำงานร่วมกับชุมชนอื่น ๆ สร้าง “บ้านปลา” ซึ่งเป็นแนวปะการังเทียมแบบดั้งเดิมที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้ไผ่และทางมะพร้าว เพื่อฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพในทะเล พร้อมทั้งกำหนดกติกาชุมชนเพื่อจัดการชายฝั่งร่วมกัน ผลลัพธ์คือ ปริมาณปลาเพิ่มขึ้น และรายได้ของชุมชนเพิ่มขึ้น 20% ภายในหนึ่งปี นี่คือพลังของการปกป้องมหาสมุทร จากการที่ชุมชนท้องถิ่นมีสิทธิอย่างแท้จริง ทั้งสิทธิในการจัดการทรัพยากร และอำนาจในการตัดสินใจ

4. การปกป้องระบบนิเวศสามารถหล่อเลี้ยงผู้คนนับล้าน
ชุมชนชายฝั่งไม่ได้เพียงปกป้องมหาสมุทรเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ปกป้องแหล่งอาหารของโลกด้วย
ประมงพื้นบ้านชายฝั่งมีสัดส่วนในการผลิตอาหารทะเลอย่างน้อย 40% ของปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้ทั่วโลก ซึ่งถือเป็น 20% ของอาหารที่หล่อเลี้ยงผู้คน 2.3 พันล้านคนทั่วโลก นอกจากนี้ ปลาและสัตว์น้ำที่จับได้จากการประมงพื้นบ้านยังได้รับการพิสูจน์ว่ามีความยั่งยืนมากกว่า และปล่อยคาร์บอนต่อกิโลกรัมน้อยกว่าอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เรือประมงอุตสาหกรรมกำลังทำลายน่านน้ำเหล่านั้นอย่างหนัก โดยช่วงชิงปลาซึ่งควรเป็นอาหารของผู้คน ไปใช้เป็นอาหารสัตว์เพื่อส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศ เฉพาะในประเทศเซเนกัลเพียงแห่งเดียว ปลาในปริมาณที่เพียงพอสำหรับเลี้ยงประชากรถึง 33 ล้านคนกลับถูกนำเข้าสู่อุตสาหกรรมปลาป่นทุกปี
5. การยืนหยัดเคียงข้างชุมชนชายฝั่ง คือการยืนหยัดเคียงข้างผู้หญิงด้วย
ในแก่นแท้แล้ว การปกป้องชุมชนชายฝั่งยังเป็นประเด็นของความยุติธรรมทางเพศด้วย ผู้หญิงมีสัดส่วนประมาณ 40% ของแรงงานในภาคประมงขนาดเล็กทั่วโลก และมีบทบาทสำคัญในการหล่อเลี้ยงระบบอาหาร เศรษฐกิจ และระบบนิเวศในท้องถิ่น แต่แรงงานและบทบาทผู้นำของพวกเธอยังคงถูกมองข้ามอยู่บ่อยครั้ง
ในประเทศศรีลังกา ผู้หญิงเป็นหัวใจสำคัญของหนึ่งในโครงการฟื้นฟูป่าชายเลนที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งขับเคลื่อนโดยชุมชน นอกจากนี้ผู้หญิงในชุมชนชายฝั่งกว่า 1,500 แห่ง มีบทบาทนำในการฟื้นฟูป่าชายเลน และปกป้องพื้นที่ชายฝั่ง เชื่อมโยงการฟื้นตัวของระบบนิเวศเข้ากับความเป็นอิสระทางเศรษฐกิจของครอบครัวและชุมชนโดยตรง
ในประเทศเซเนกัล กลุ่มผู้หญิงในโรงงานแปรรูปปลาในเมืองคายาร์ (Kayar) เพิ่งมีบทบาทนำในการดำเนินคดีทางกฎหมายครั้งสำคัญต่อสู้กับโรงงานปลาป่นแห่งหนึ่ง ที่ก่อมลพิษปนเปื้อนในอากาศและน้ำดื่มในพื้นที่ ขณะเดียวกันก็แย่งชิงปลาจากชุมชนท้องถิ่นไปเป็นอาหารสัตว์เพื่อการส่งออก

หากรัฐบาลจริงจังกับการปกป้องมหาสมุทร ต้องหันมายอมรับบทบาทผู้นำของผู้หญิงในชุมชนชายฝั่ง
เป้าหมายการคุ้มครองมหาสมุทรระดับโลกต้องให้ความสำคัญกับบทบาทผู้นำของชุมชน
ปัจจุบันมีเพียงไม่ถึง 10% ของมหาสมุทรโลกที่ได้รับการคุ้มครอง และส่วนใหญ่ของพื้นที่คุ้มครองเหล่านั้นมีอยู่เพียงบนกระดาษเท่านั้น เป้าหมายระดับโลกที่ผู้นำประเทศต่าง ๆ ได้ให้คำมั่นไว้คือการคุ้มครองให้ได้ 30% ภายในปี 2030 แต่พื้นที่คุ้มครองจะมีความหมายก็ต่อเมื่อได้รับการปกป้องอย่างแท้จริง ตรงกันข้าม หลายครั้งการอนุรักษ์มีอยู่เพียงในเอกสาร ขณะที่กิจกรรมทำลายล้างยังคงดำเนินต่อไปในทางปฏิบัติ
ผลกระทบจากภาคอุตสาหกรรมไม่ได้ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติเพียงอย่างเดียว เมื่อโรงงานปลาป่นเข้ามากวาดเอาปลาที่เป็นแหล่งอาหารของชุมชนชายฝั่ง เมืองนั้นก็สูญเสียทุกสิ่ง ทั้งอาหาร รายได้ และอนาคต ขณะเดียวกันเมื่อการประมงอุตสาหกรรม การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การพัฒนาท่าเรือ เหตุการณ์เรืออับปาง หรือโครงการเชื้อเพลิงฟอสซิลคุกคามระบบนิเวศทางทะเล ชุมชนชายฝั่งมักเป็นกลุ่มแรกที่ลุกขึ้นต่อกร

การอนุรักษ์ที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่ของชนพื้นเมือง พื้นที่ทำประมงแบบดั้งเดิม หรือเขตอนุรักษ์ทางทะเลที่บริหารจัดการโดยชุมชน กำลังสร้างผลลัพธ์ด้านการคุ้มครองที่แท้จริงในหลายพื้นที่ทั่วโลก
หากรัฐบาลจริงจังกับการบรรลุเป้าหมายด้านความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลก ก็ต้องยอมรับและสนับสนุนบทบาทของชุมชนในการปกป้องทะเล ไม่ใช่ดำเนินนโยบายที่มองข้ามหรือขัดแย้งกับความพยายามของชุมชน
บทความนี้แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ อ่านบทความต้นฉบับ


