10 ปี หลังจากเกิดเหตุการณ์ตึก Rana Plaza ถล่ม นับเป็นภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในบังกลาเทศเพราะตึกดังกล่าวเป็นตึกที่มีพนักงานกำลังทำงานตัดเย็บให้แบรนด์เสื้อผ้าฟาสต์แฟชั่น เหตุการณ์นี้คือหนึ่งในสัญลักษณ์ที่เปิดโปงว่าแบรนด์แฟชั่นยักษ์ใหญ่มักใช้กลยุทธ์การฟอกเขียวเพื่อปกปิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนและทำลายสิ่งแวดล้อม นี่คือความเป็นจริงที่ว่าแบรนด์ที่เป็นฟาสต์แฟชั่น ยังไม่ได้ทำธุรกิจแบบยั่งยืนตามที่ให้สัญญาไว้

Greenpeace commemorates at least 1,134 victims of the collapse of the Rana Plaza clothing factory in Bangladesh ten years ago, by projecting the demand “Rana Plaza Never Again” onto the Europa Passage shopping centre in Hamburg. The lettering is formed from the names of the deceased. The accident is considered the biggest catastrophe in the clothing industry. A new Greenpeace report shows that while the fast fashion industry is increasingly touting sustainability and better working conditions, it is mostly greenwashing.

แม้จะมีการเรียกร้องสิทธิด้านแรงงาน และมีการเคลื่อนไหวในระดับโลก รวมถึงการรณรงค์เรื่องสารพิษของกรีนพีซ (Detox campaign)  และแคมเปญโดย Fashion Revolution แต่อุตสาหกรรมแฟชั่นของทั่วโลกก็ย่ำแย่ยิ่งกว่าเดิม

ตั้งแต่ปี 2543 ถึงปี 2557 การผลิตเสื้อผ้าเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัว จนถึงจำนวนการผลิตราว 100 พันล้านตัว ซึ่งเกินจุดที่ไม่ยั่งยืนของการผลิตในแต่ละปี

รายงานฉบับนี้ของกรีนพีซเปิดโปงการใช้ประเด็น ‘เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม’ โดยแบรนด์แฟชั่นเจ้าใหญ่ของโลกมาเป็นกลยุทธ์ในการฟอกเขียว และต่อไปนี้คือข้อมูลที่เราค้นพบ

วงการ Fast Fashion จะทำให้อุตสาหกรรมของตัวเองยั่งยืนได้จริงอย่างที่กล่าวอ้างไว้หรือไม่? เชื่อใจได้มากแค่ไหน?

การใช้ “ความยั่งยืน” มาเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การตลาดของแบรนด์ฟาสต์แฟชั่นกลายเป็นกระแสใหม่ที่แบรนด์นำเสนอต่อผู้บริโภคและดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม แบรนด์เหล่านี้กลับซุกซ่อนการดำเนินธุรกิจที่ยังไม่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมเอาไว้

Greenpeace visits places of textile production, distribution, markets and waste disposals. Used and new clothes are sent to Kenya from Europe and China to be sold as so called "Mitumba" but often they end up as landfill and waste disposal due to the huge amount.
Here: Textile and plastic waste at Dandora dump site in Nairobi

เพราะไม่มีหลักฐานสนับสนุนว่าแบรนด์เหล่านี้ ‘เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม’ จริง จึงทำให้พวกเขา (ที่แอบอ้างว่าตนเองเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม) กำลังอยู่ในสถานะที่กำลัง ‘ฟอกเขียว’ อธิบายได้ว่า การฟอกเขียวคือเมื่อแบรนด์นั้น ๆ สร้างภาพลักษณ์ว่าตนเองเป็นบริษัทที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่เบื้องหลังยังคงดำเนินธุรกิจที่ปล่อยมลพิษส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอยู่  

ขณะที่แบรนด์แฟชั่นขนาดใหญ่ให้คำมั่นสัญญาว่าจะใช้วัสดุรีไซเคิลในการผลิต ระบบส่งคืนสินค้าที่ใช้แล้ว รวมถึงการนำผลิตภัณฑ์ไปรีไซเคิล แต่เมื่อพิจารณาถึงปริมาณเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่ถูกผลิตขึ้นในปริมาณที่สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์แล้ว ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่บริษัทจะรักษาคำมั่นสัญญาเหล่านี้

จากการสำรวจการกล่าวอ้างถึงความยั่งยืนในอุตสาหกรรมสิ่งทอ เสื้อผ้า และอุตสาหกรรมรองเท้าแล้วพบว่ามีความเป็นไปได้ถึง 39% ที่อาจเป็นการให้ข้อมูลเท็จ

แบรนด์ใหญ่ๆ อย่าง H&M และ Decathlon ถูกตรวจสอบจากหน่วยงานที่กำกับดูแลและพบว่าแบรนด์ใช้กลยุทธ์การอ้างว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ทางการของสหราชอาณาจักรยังได้ตรวจสอบลักษณะคำกล่าวอ้างที่คล้ายคลึงกันนี้ของแบรนด์ ASOS, Boohoo และ George ที่ห้างสรรพสินค้า Asda ซึ่งการตรวจสอบครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งในความพยายามพัฒนาโครงการ Green Claims Code

On the weekend after Black Friday, which marks the beginning of the Christmas shopping season, Greenpeace Taipei launches a campaign in an effort to raise awareness about the effects of people’s shopping habits.  
The campaign’s launch takes the form of a 2.5 meter tall woman performer on stilts who wears a dress made of recycled clothing and a shopaholic squad. 
They stroll in busy commercial area and hold bags with a sign that reads “Today’s Fast Fashion Tomorrow’s Garbage”.
The performance art is created to highlight findings, which showed that each Taiwan citizen owns around 75 pieces of clothing – yet 20 per cent of these items were seldom worn by their owner. 
A recent Greenpeace study, showed that the business model of fast fashion industry is one of the causes of irresponsible consumer behavior.

นอกจากนี้ยังมีการใช้วาทกรรมการรีไซเคิลใยโพลีเอสเตอร์เป็นหลักในการอ้างว่าแบรนด์ของตนเองเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ฉลากที่ติดเสื้อผ้าถูกเขียนว่ามาจากการรีไซเคิล อย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักฐานว่าเสื้อผ้าเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการรีไซเคิลจริงหรือไม่

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด เพราะผู้บริโภคอาจเข้าใจว่าคำว่า รีไซเคิล บนเสื้อผ้านั้นหมายถึงการนำเส้นใยจากเสื้อผ้าเก่ามาทำเสื้อผ้าใหม่ และสามารถรีไซเคิลได้อีกครั้งเป็นเสื้อผ้าชิ้นใหม่เมื่อไม่ได้ใช้แล้ว

สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่จะทำให้ไม่เกิดการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาให้กับผู้บริโภค แต่ยังเป็นการปิดบังความจริงเกี่ยวกับการรีไซเคิลพลาสติก ที่พบว่าในปี 2558 มีขยะพลาสติกเพียง 9% เท่านั้นที่ถูกรีไซเคิล

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อแบรนด์แฟชั่นต่างโหมกระหน่ำนำการสื่อสารเกี่ยวกับการรีไซเคิลและแฟชั่นหมุนเวียนมาใช้

  • มีเสื้อผ้าที่ผลิตจากวัสดุที่รีไซเคิลแล้วเพียง 3% เท่านั้น
  • 3% เป็นผ้าที่ผลิตจากขวดน้ำพลาสติกเป็นส่วนใหญ่ ส่วนที่เหลือจะไม่ได้ถูกรีไซเคิลและมีจุดจบที่การฝังกลบในบ่อขยะหรือเผาทิ้งนั่นเอง
  • มีเสื้อผ้าเก่าน้อยกว่า 1% ที่ทำมาจากผ้าเก่า

รายงานของกรีนพีซ ระบุว่าแบรนด์ใดบ้างที่นำ ‘ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม’ มาแอบอ้างเป็นกลยุทธ์ทางการตลาด และนำเสนอวิธีว่าแบรนด์เหล่านั้นใช้วิธีใด

รายงานดังกล่าวตรวจสอบและรวบรวมการนำเอาประเด็นความยั่งยืนจากแบรนด์ 14 แบรนด์ ที่แบรนด์นำเสนอตนเองว่า ‘เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม’ หรือ ‘มีความรับผิดชอบ’ ในการตรวจสอบดังกล่าวก็สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ว่าแบรนด์ใดบ้างที่ใช้กลยุทธ์ฟอกเขียว

มีคอลเลคชั่นจากแบรนด์ชื่อดังที่ควรเป็นคอลเลคชั่นเพื่อความยั่งยืน แต่กลับกลายเป็นคอลเลคชั่นแห่งการฟอกเขียว ได้แก่

  • Decathlon Ecodesign
  • H&M Conscious
  • Mango Committed
  • Primark Cares
  • Tesco F&F Made Faithfully
  • Zara Join Life
Greenpeace visits places of textile production, distribution, markets and waste disposals. Used and new clothes are sent to Tanzania from Europe and China to be sold as so called "Mitumba" but often they end up as landfill and waste disposal due to the huge amount.
Here: Greenpeace Germany campaigner Viola Wohlgemuth at riverside with textile waste disposal near Dar el Salaam

โดยพบว่าคำมั่นสัญญาที่แบรนด์ติดไว้บนฉลากสินค้าของตนเอง มีข้อบกพร่องหลายประการ เช่น

  • สร้างความสับสนให้ผู้บริโภคผ่านการติดฉลาก รวมถึง ‘การรับรอง’ ที่เป็นเท็จ ซึ่งเป็นการแอบอ้างแบบง่ายๆ ตามมาตรการความยั่งยืนของแต่ละบริษัท
  • ขาดการตรวจสอบภายในองค์กรหรือจากบุคคลที่สามที่เกี่ยวข้องกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และสิทธิมนุษยชน
  • ขาดข้อมูลที่เข้าถึงได้และเป็นสาธารณะจากทั้งห่วงโซ่การผลิต
  • ยังคงผลิตสินค้าในปริมาณมาก และไม่มีความพยายามที่จะชะลอลง
  • การกล่าวอ้างที่ทำให้เกิดการเข้าใจผิดเกี่ยวกับ ‘แฟชั่นหมุนเวียน’ ที่มีพื้นฐานคือการใช้ใยโพลีเอสเตอร์ที่รีไซเคิลจากขวดพลาสติก
  • การอ้างว่าวัสดุที่นำมาผลิตนั้น ‘ยั่งยืน’ หรือ ‘มีความรับผิดชอบ’ทั้ง ๆ ที่เป็นวัตถุดิบที่มีคุณภาพมากกว่าเล็กน้อย
  • การโปรโมทการใช้ใยผ้าแบบผสมระหว่างใยฝ้ายกับโพลีเอสเตอร์หรือที่เรียกว่า โพลีคอทตอน ซึ่งเป็นผ้าชนิดที่รีไซเคิลไม่ได้
  • ยังคงใช้เครื่องมือในการวัดประสิทธิภาพด้านการตรวจสอบวัตถุดิบและความยั่งยืนที่ไม่น่าเชื่อถือ เช่น ดัชนีชี้วัด ฮิกส์ (Higgs Index) เป็นต้น
  • ขาดรายละเอียดของข้อมูลเกี่ยวกับวัสดุที่นำมาผลิตเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย
  • ไม่เลือกที่จะปรับเปลี่ยนในเชิงโครงสร้าง เช่น การลดปริมาณการผลิตที่ล้นเกิน แต่เลือกที่จะปรับเปลี่ยนในจุดเล็ก ๆ ซึ่งอาจไม่ใช่รากของปัญหาแทน

แล้วอุตสาหกรรมแฟชั่นควรแก้ปัญหาอย่างไร?

ทางเดียวที่จะทำให้อุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริงนั้นก็คือบริษัทเหล่านี้จะต้องลดปริมาณการผลิตเสื้อผ้าลงจากที่ทำอยู่ แต่ปัญหาในตอนนี้คืออุตสาหกรรมนี้จะไม่ยอมให้เรารู้ว่าปริมาณการผลิตทั้งหมดในแต่ละปีนั้นมีมหาศาลเพียงใด

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมแฟชั่นต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก 5-10% ซึ่งก๊าซเรือนกระจกราว 85% ทั่วโลกถูกปล่อยจากบริษัทผู้รับจ้างผลิตเสื้อผ้าซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในกลุ่มประเทศซีกโลกใต้

การลดปริมาณการผลิตเสื้อผ้าจะทำให้ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมลดลง และจะช่วยชะลอการไหลเวียนของขยะเสื้อผ้า ที่จะไหลไปสู่ประเทศที่ไม่สามารถจัดการกับขยะเหล่านี้ได้ ปัจจุบันทุกวินาทีจะมีขยะเสื้อผ้าจำนวนหนึ่งคันรถถูกเผาและฝังกลบ

Greenpeace visits places of textile production, distribution, markets and waste disposals. Used and new clothes are sent to Kenya from Europe and China to be sold as so called "Mitumba" but often they end up as landfill and waste disposal due to the huge amount.
Here: Kibera Slum in Nairobi.

เพราะอุตสาหกรรมฟาสต์แฟชั่นเป็นอุตสาหกรรมที่ไม่มีวันยั่งยืน บริษัทต่าง ๆ เป็นผู้กำหนดมาตรการการเป็นบริษัทที่มีความยั่งยืนด้านแฟชั่นที่ยั่งยืนกันเอง และในขณะเดียวกัน อีกหลายบริษัทก็ปฏิเสธที่จะเปิดเผยข้อมูลปริมาณการผลิตเสื้อผ้าของตัวเอง ซึ่งก็ไม่มีทางที่พวกเขาจะลดปริมาณการผลิตลงอีกด้วย 

อ่านรายงานฉบับเต็มเกี่ยวกับข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัท คำกล่าวอ้างด้านความยั่งยืน และศึกษาศักยภาพในการปรับเปลี่ยนกฏระเบียบด้านอุตสาหกรรมแฟชั่นในสหภาพยุโรป


บทความนี้แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ อ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษ