เนื้อหาโดยสรุป

  • ปลาข้าวสารแท้จริงแล้วคือลูกปลากะตัก ซึ่งมีหลายชื่อเรียกในช่วงชีวิต ตอนเพิ่งเกิดและไซส์จิ๋วจัวบางใส สถานะความเป็นลูกปลานั้นยังไม่คอขาดบาดตายเท่ากับการมีปลาข้าวสารทะลักมากมายในตลาดนั้นกำลังบ่งบอกอะไรอยู่
  • รัฐบาลไทยกำหนดนโยบายที่ดูเหมือนก้าวหน้าไปอย่าง “ปิดอ่าวไทย” งดจับปลาในฤดูวางไข่รวม 3 เดือนติดกัน มายาวนานกว่า 50 ปี และยังเพิ่มจำนวนวันและพื้นที่ในการปิดมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ความชุกชุมของปลายังไม่กลับมาอย่างเป็นปริศนา
  • ลูกปลาทู ลูกปลากะตัก รวมถึงลูกปลาอื่นๆ มีอุปนิสัยเหมือนกันคือเมื่อเห็นแสงไฟจะเข้ามารวมตัวเล่นไฟที่ผิวน้ำ จากนั้นลูกปลาเหล่านี้ปรากฎตัวอีกทีกลายเป็นปลาทูคลุกงา ปลาทูแก้ว ปลาทูตากแห้งและปลากระตักขนาดเล็กหลากหลายชื่อเรียกทะลักสู่ตลาด

เรามีกระแสการต่อต้านการนำลูกปลาทูและลูกปลากะตักมาขายเมื่อปีก่อน  ครึกโครมมากๆ แต่ตอนนี้เราพบการกลับมากินลูกปลาเหมือนเดิมไม่ว่าจะเป็นตลาด ร้านค้าออนไลน์ ภัตรคารชื่อดัง หรือแม้แต่ถ้อยคำจากปากของจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาก็ไม่เว้น

“โอเค เดี๋ยวผมจะบอกให้ ในงานเลี้ยงแกนนำและพรรคร่วมรัฐบาลวันนั้น ผมไม่ได้กินอะไรเลยจึงไม่รู้ว่ามีหูฉลามด้วย มัวแต่โม้อยู่ มัวแต่คุยคุยคุยเรื่อยๆ ไม่ได้กินอะไรเลย เท่าที่จำได้พอกลับไปถึงบ้านหิวแทบตาย ในงานวันนั้นก็คุยกันธรรมดา คุย นี่ นั่น โน่น แต่ผมไม่ได้ไปก้าวล่วง เรื่องการเมืองอะไรของเขาเพราะรู้อยู่แล้วและเข้าใจ และวันข้างหน้าจะไม่มีแล้ว ไม่กินหูฉลามจะกินปลาตัวเล็ก กินปลาข้าวสารแทน”

หลังสังคมเรียกร้องให้เลิกเสิร์ฟหูฉลามในงานเลี้ยงรัฐบาล พลเอกประยุทธ์กล่าวว่าจากนี้ท่านจะกินปลาข้าวสารแทน หลายคนกำลังซาบซึ้งกับการปรับตัวนี้แน่ๆ แต่ช้าก่อน! ปลาข้าวสารไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีแทนปลาฉลามเลยจริงๆ 

ปลาข้าวสารในฐานะปลานำร่อง

ปลาข้าวสารแท้จริงแล้วคือลูกปลากะตัก ซึ่งมีหลายชื่อเรียกในช่วงชีวิต ตอนเพิ่งเกิดและไซส์จิ๋วจัวบางใส คนภาคกลางเรียกว่าปลาข้าวสาร ปลาสายไหม ปลามะลิ และยังมีชื่อยิวเกี๊ยะในภาษาจีน บูร่าในภาษายาวี ฉิ้งฉ้าง และหัวอ่อนในภาษาถิ่นใต้ ฯลฯ แต่จากการทดลองเฝ้าดูการเจริญเติบโตของปลาข้าวสารโดยกรมประมงพบว่าเมื่อผ่านไปราว 39 วัน ปลาจิ๋วจะโตเต็มไวกลายเป็นที่รู้จักในชื่อปลากะตักหรือปลาไส้ตัน ลำตัวยาว 8-10 ซ.ม. สวนทางกับความเชื่อว่าปลาข้าวสารและสายไหมโตได้แค่ 2.3 – 3.7 ซ.ม. แล้วเคี้ยวกร้วมด้วยความมั่นใจว่าไม่ได้กินลูกปลา แต่สถานะความเป็นลูกปลานั้นยังไม่คอขาดบาดตายเท่ากับการมีปลาข้าวสารทะลักมากมายในตลาดนั้นกำลังบ่งบอกอะไรอยู่

Workers sort fish catch onboard a bottom trawler in the Gulf of Thailand. Bottom trawl fishing uses weighted nets that are dragged on the bottom of the seafloor and can destroy whole habitats.  When used with very small net mesh sizes they also catch everything in their path including non targeted species and juvenile marine life. Greenpeace is documenting illegal and destructive fishing methodologies in the Gulf of Thailand as part of its Oceans Defender tour.

“ถ้าบอกว่าเราควรต่อต้านไม่ให้รับประทานปลาข้าวสาร ปลาสายไหมเลย มันก็ไม่เชิง เพราะถ้าชาวบ้านจับด้วยวิธีพื้นบ้าน เช่นใช้มือ ใช้พรรคพวกช่วยกันลากตามชายฝั่งหรือรุนตามชายฝั่ง เขามีข้อจำกัดคือเขาลงได้ไม่ลึก มิดหัวเขาก็รุนไม่ได้ ลูกปลากะตักอยู่ตั้งแต่น้ำระดับลึกเท่าเข่า-10 กว่าเมตร เพราะฉะนั้นส่วนที่อาศัยที่ตื้นๆ ถึงถูกจับไปด้วยเครื่องมือพื้นบ้าน ส่วนที่อยู่ลึกกว่าก็ยังอยู่” 

ดร.ชวลิต วิทยานนท์ นักวิชาการด้านปลากล่าวว่าหากจับปลาข้าวสารด้วยวิธีดั้งเดิมไม่ทำลายทรัพยากร มีการจัดการที่ดีนั้นยอมรับได้ ทว่าปัญหาคือในความเป็นจริงปลาข้าวสารมักถูกจับด้วยเครื่องมือประมงทำลายล้าง และปลาข้าวสารคือปลานำร่อง ที่จะนำลูกปลาทูและลูกปลาเศรษฐกิจอื่นๆ พ่วงขึ้นมาด้วย

รูเรี้ยวและเสี้ยวซอกของอ่าวไทย

รัฐบาลไทยกำหนดนโยบายที่ดูเหมือนก้าวหน้าไปอย่าง “ปิดอ่าวไทย” งดจับปลาในฤดูวางไข่รวม 3 เดือนติดกัน มายาวนานกว่า 50 ปี และยังเพิ่มจำนวนวันและพื้นที่ในการปิดมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ความชุกชุมของปลายังไม่กลับมาอย่างเป็นปริศนา มีนาคม 2562  อธิบดีกรมประมงให้ข่าวว่าการปิดอ่าวไทยได้ผล พบลูกปลาจำนวนมาก แต่เมื่อถึงเดือนกรกฎาคมปีเดียวกันชาวประมงพื้นบ้านหลายพื้นที่ยืนยันว่าจำนวนสัตว์น้ำไม่ได้มีมากอย่างที่คิด ชาวประมงพื้นบ้าน อ.แม่กลอง จ.สมุทรสงครามกล่าวว่าแทบไม่เหลือปลาทูให้จับ เพราะเหตุใดการปิดอ่าวจึงไม่ได้ผล ? 

หากนั่งเครื่องบินผ่านอ่าวไทยช่วงกลางคืนจะเห็นแสงระยิบระยับหนาแน่นที่ไม่เคยดับ นั่นคือสัญญาณว่าเรือปั่นไฟที่โหยหิวกำลังทำงาน โดยใช้แสงไฟล่อปลาเข้ามาเล่นไฟแล้วล้อมจับ 

มิถุนายน 2562 หลังสิ้นสุดการปิดอ่าวไทยตอนกลางเมื่อ 15 กุมภาพันธ์-15 พฤษภาคม ไม่นานนัก ทีมงานจากคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้พบเรือประมงอวนล้อมปั่นไฟลำหนึ่งลักลอบจับลูกปลากระตักและลูกปลาทูได้ราว 2 ตันภายในคืนเดียว แต่นั่นไม่ใช่จำนวนที่มากกว่าที่กรมประมงเคยพบเคยมีเรือที่จับลูกปลาได้มากถึงคืนละ 15 ตัน 

“ประจวบฯ มี 8 อำเภอ มีปลาทูกับหมึกกล้วยเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจอยู่ที่อำเภอบางสะพานกับอำเภอบางสะแก ใครๆ ก็อยากจะไปตกหมึกหลังเกาะช้าง หน้าทับสะแก หน้าวังเปิด เกาะทะลุ มาวันหนึ่ง พ.ศ. 2524 ที่อำเภอบางสะพานน้อย มีคนใช้แสงไฟล่อปลากะตักแล้วใช้อวนล้อมจับเป็นครั้งแรกแล้วคนทำตามกันมา จากนั้นที่นั่นกลายเป็นอำเภอที่ไม่มีหมึก สู้หมึกทางด้านสามร้อยยอดไม่ได้ หมึกมันอพยพ เซ็นส์ของคนกับสัตว์เหมือนกัน ไม่มีอาหารก็ไม่อยู่”

Piya Tedyam, president of local fisheries of Baan Tung Naoi, Kui Buri, Thailand and one of the Prachuap Khiri Khan, Provincial Fisheries Committee. Prachuap Khiri Khan communities are renowned for their strong environmental movement against destructive industrial projects. The communities have been fighting against coal power plant project for two decades. Charoen Wat-aksorn is the biggest inspiration for them.

ปิยะ เทศแย้ม นายกสมาคมประมงพื้นบ้านทุ่งน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ เล่าถึงประวัติศาสตร์ชุมชนเมื่อเรือปั่นไฟล่อปลากระตักได้รับความนิยมมาถึงประจวบฯ บ้านของเขา                  

หลังนวัตกรรมล่อปลากะตักด้วยแสงไฟเข้ามาสู่ประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ.2524 ปลาอินทรี ปลากุเรา ปลาทรายแดง และหมึก ซึ่งกินปลากะตักเป็นอาหารของทั้งประเทศได้ลดจำนวนลง จนนำไปสู่การออกกฎหมายไม่ให้ใช้อุปกรณ์ปั่นไฟกับเรืออวนล้อม อวนรุน อวนลาก ที่ศักยภาพการทำลายล้างสูง

ปัจจุบันรูปแบบการจับปลากะตักอย่างถูกกฎหมายในไทยได้รับการผ่อนปรนให้เหลือเพียงสองแบบ คือ 1.จับกลางวัน ใช้อุปกรณ์แบบพื้นบ้านอย่างการใช้มือลากผ้าขาวบางช้อนริมชายฝั่ง หรือใช้อุปกรณ์อวนช้อน/ครอบ/ยก ที่มีทั้งในประมงพื้นบ้านและพาณิชย์ได้ ใช้อวนล้อมได้ ใช้อวนที่เส้นผ่านศูนย์กลางกว้าง 6 มิลลิเมตรซึ่งถี่จนยุงลอดไม่ได้ได้ อย่างไรก็ตามแม้อนุญาตให้ใช้อวนตาถี่และอุปกรณ์กำลังจับสูงอย่างอวนล้อมแต่การจับกลางวันจะทำให้มีสัตว์น้ำวัยอ่อนเช่นลูกปลาทู ติดอวนขึ้นมาไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์   2.จับกลางคืน หากจับเวลานี้กฎเกณฑ์ยังคงเหมือนเมื่อปี พ.ศ.2539 คือใช้อุปกรณ์ปั่นไฟได้ แต่อนุญาตใช้ได้แค่อวนช้อน/ครอบ/ยก ห้ามใช้อวนล้อม อีกทั้งตาอวนต้องมีเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่ขึ้นคือ 4 เซนติเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่มีไว้จับสัตว์ขนาดใหญ่เช่นปลาหมึกและปลาตัวเต็มวัยทั่วไป

ทว่าสิ่งที่พบคือชาวประมงจำนวนหนึ่งไม่มูฟออน ชวลิตได้ฟังเรื่องราวของกิจกรรมการ “ฮั้ว” กันของเรือที่หาช่องว่างจากการผ่อนปรนนี้ เอากฎเกณฑ์ทั้งสองแบบมาใช้รวมกัน โดยจอดเรือสองลำติดกัน เรือลำหนึ่งคือเรือติดอุปกรณ์อวนช้อน/ครอบ/ยก ที่ได้รับอนุญาตให้ปั่นไฟ อีกลำหนึ่งคือเรือที่ใช้เรืออวนล้อมและใช้อวนตาถี่แต่ไม่ปั่นไฟ  จากนั้นเรือลำหนึ่งปั่นไฟ ส่วนเรืออีกลำกวาดเก็บลูกปลาแล้วแบ่งกัน ชวลิตกล่าวว่าจากการบอกกล่าวของคนท้องถิ่นการกระทำนี้พบทั้งในเรือประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ และเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เป็นที่มาของแสงไฟที่วิบวับที่ไม่เคยดับบนพื้นผิวอ่าวไทย

“สมมติผมมีใบอนุญาตเรือปั่นไฟ ผมออกไปในทะเล กลับมาปุ๊บ ผมมีลูกปลาทูเต็มทุกกระบะเลย ผมใส่ผลการจับปลารอบนี้ว่าเป็นปลาทูผมก็ไม่ผิด” ปิยะผู้สนับสนุนให้ชาวประมงจับปลากระตักเฉพาะเวลากลางวันเพื่อไม่ให้ลูกปลาเศรษฐกิจอื่นมาติดอวนปลากะตักมากเกินไป กล่าวว่าจากการสังเกตุการณ์ครั้งหนึ่งเมื่อเรือปั่นไฟจับปลากะตักมาถึงท่าเรือ ปลา 1 ตันที่เข้ามา 70 % เป็นปลาทูวัยอ่อนล้วนๆ 

นอกจากการฮั้วกันระหว่างเรือสองแบบที่อาจถูกฎหมายทั้งสองลำแต่ร่วมกันทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย ยังมีอีก 1-2 ปัจจัยที่ทำให้สัตว์น้ำวัยอ่อนจำนวนมหาศาลยังทะลักออกมา นั่นคือการกลับมาของเรือเถื่อน และการรุมจับลูกปลาตั้งแต่เปิดอ่าว

“ปี 2558-2561 ปิดอ่าวแล้วปลาเพิ่มขึ้นจริง เพราะช่วงนั้นเรือผิดกฎหมาย เรือสวมทะเบียน (มีทะเบียนเล่มเดียวแต่มีเรือจริงๆ หลายลำ) ถูกเอาออกนอกระบบ ทำประมงไม่ได้ แต่ตั้งแต่ครึ่งปีหลังของปี 2562 ไม่มีปลาเลย ปลาหมดแทบทุกอย่าง”

ปิยะ เล่าย้อนไปช่วง พ.ศ. 2558 ซึ่งกรมเจ้าท่า เพิกถอนทะเบียนเรือประมงที่ไม่มาแสดงตน กว่า 11,700 ลำ ทว่าตั้งแต่ปี พ.ศ.2561 เป็นต้นมา เริ่มมีการวิ่งเต้นและใช้เส้นสายปรับเปลี่ยนผ่อนผันให้เรือจำนวนมากเหล่านั้นมาลงทะเบียนรับอาชญาบัตร และปรับสถานะให้ทำประมงได้อย่างถูกกฎหมายเป็นอีกหนึ่งรูรั่วในอ่าวไทย

นอกจากนี้ยังมีการรีบร้อนจ้วงจับสัตว์น้ำทันทีในฤดูเปิดอ่าว ปลาทูเป็นปลาชนิดหนึ่งที่ถูกสะกดรอยใกล้ชิด ในนิยามของชาวประมงพื้นบ้าน ลูกปลาทูอายุ 3 เดือนที่ช่วงปิดอ่าวฟูมฟักไว้นั้น ถือเป็นปลาเด็ก มีขนาดเล็ก หากรออีก 3 เดือนจะกลายเป็นปลาโตเต็มสาว ตั้งท้อง และวางไข่นับแสนฟองได้ แต่กลับถูกแสงไฟล่อจับ ขณะกำลังย้ายถิ่นตามวงจรการเติบโต 

Assorted marine life including juvenile fish caught using a bottom trawl in the Gulf of Thailand.  Bottom trawl fishing uses weighted nets that are dragged on the bottom of the seafloor and can destroy whole habitats.  When used with very small net mesh sizes they also catch everything in their path including non targeted species and juvenile marine life. Greenpeace is documenting illegal and destructive fishing methodologies in the Gulf of Thailand as part of its Oceans Defender tour.

“ให้ปลาได้แต่งงานหรือคลอดลูกสักรอบ” คือคำขอจากชาวประมงพื้นบ้าน ซึ่งขอให้สัตว์น้ำโตเต็มวัย มีโอกาสสืบพันธุ์และวางไข่ก่อนสัก 1-2 รอบแล้วค่อยจับมากิน รอบการวางไข่ของสัตว์น้ำแต่ละสายพันธุ์นั้นต่างกัน  เช่นปลาเกล็ดขาวที่นิยมนำมาทำปลากรอบ ไข่ครั้งแรกแล้วจับถือว่าไม่สร้างความเสียหาย เพราะช่วงชีวิตหนึ่งปลาเกล็ดขาวจะไข่แค่ 1-2 ครั้ง แต่ปลาพันธุ์กลางถึงใหญ่ทั่วไป รวมทั้งปลาทู ควรปล่อยให้วางไข่ก่อนสัก 1-2 ครั้ง ซึ่งใช้เวลาแค่ 3 เดือนหลังเปิดอ่าวเท่านั้น การไม่ใช้เรือปั่นไฟและอวนตาถี่จับตอนปลายังเป็นปลาเด็ก รวมทั้งจำกัดจำนวนกับพื้นที่ของเรืออวนลากแผ่นตะเฆ่ ไม่ให้ใกล้กับแหล่งของลูกปลาทู เพียงเท่านี้จะให้ทะเลอุดมสมบูรณ์ขึ้นมาก 

ปลาทูแก้วมาจากไหน กลับไปที่ต้นทาง

ลูกปลาทู ลูกปลากะตัก รวมถึงลูกปลาอื่นๆ มีอุปนิสัยเหมือนกันคือเมื่อเห็นแสงไฟจะเข้ามารวมตัวเล่นไฟที่ผิวน้ำ จากนั้นลูกปลาเหล่านี้ปรากฎตัวอีกทีกลายเป็นปลาทูคลุกงา ปลาทูแก้ว ปลาทูตากแห้งและปลากระตักขนาดเล็กหลากหลายชื่อเรียกทะลักสู่ตลาด ส่วนลูกปลาอื่นๆ เช่นปลาอินทรี ปลาเก๋า ปลาจะละเม็ด ปลาสาก ปลาซีกุน ปลาสำลี ฯลฯ ที่ติดอวนมาเช่นกันไม่ได้ถูกทอดกรอบเพราะผู้คนคงกรี๊ดด้วยความรับไม่ได้หากเห็นลูกปลาเหล่านี้ถูกขายเป็นของขบเคี้ยว ถูกส่งเข้าโรงงานผลิตอาหารสัตว์ ลูกชิ้น และซูริมิหรือเนื้อปลาเทียม ซึ่งไทยเป็นผู้ส่งวัตถุดิบป้อนเข้าสู่สายพานการผลิตมากลำดับต้นๆ ของโลก

 “ถ้าเราแบนการปั่นไฟกลางคืนได้ และลดการกินลูกปลาทูได้ จะกระทบกับปลาขนาดใหญ่อื่นๆ ที่ถูกจับมาอย่างไม่ยั่งยืนด้วย ปลาทูแก้วมาจากไหน กลับไปที่ต้นทาง ถ้าเราไปคัดค้านหรือรณรงค์ให้คนไม่กินลูกปลาทูแต่ยังมีการจับอยู่ ลูกปลาทูขนาดนั้นก็ยังถูกส่งโรงงานปลาป่นอยู่ดี เราต้องคัดค้านตั้งแต่ปลายทาง คือจับมาแล้วก็เอาขึ้นจากเรือไม่ได้ จับมาแล้วก็ไม่ได้ราคา คนทำก็ขายไม่ได้ ต้นเหตุปัญหาจริงๆ อยู่ตรงไหนตีไปที่จุดนั้น ลูกปลาทูก็ไม่ถูกจับ ส่วนคนจับปลาขนาดใหญ่ก็มีปลาให้จับได้มากขึ้น โป๊ะปลาทูที่แม้กลองจะจับปลาทูตัวใหญ่ได้มากขึ้น เพราะปลาจะโตทันกลับมาที่แม่กลอง ไม่เหมือนทุกวันนี้ที่ถูกตัดวงจร” ชวลิตกล่าว 

ความสัมพันธ์ระหว่างประมงไทยกับเรือปั่นไฟและปลาเล็กปลาน้อย ยืดเยื้อเรื้อรังมาหลายปี ความซับซ้อนและความพยายามหลบเลี่ยงกฎหมาย การปรับตัวของผู้ล่า และอำนาจจากภาคธุรกิจคอยตรึงกำลังให้สายพานการสูบฉีดปลาเล็กเข้าสู่อุตสาหกรรรมอาหารสัตว์ไม่ขาดช่วง แต่มีหนทางหนึ่งที่สามารถเคลียร์คัทตัดจบความเรื้อรังนี้ได้ 

พ.ร.ก. ประมง 2558 มาตรา 57 ‘ห้ามมิให้ผู้ใดนำสัตว์น้ำที่เล็กกว่ารัฐมนตรีประกาศกำหนดขึ้นเรือประมง’  คือความหวัง หากรัฐบังคับใช้มาตรา 57 จะมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจเมื่อเรือเทียบท่าว่าเรือมีสัตว์น้ำวัยอ่อนที่ขนาดเล็กกว่ากำหนดอยู่บนเรือหรือไม่ หากมีจะถูกเปรียบเทียบปรับ ซึ่งช่วยอุดรูรั่วของการลักลอบจับสัตว์น้ำวัยอ่อนได้ ทว่าในความเป็นจริงมาตรา 57 ยังไม่ถูกนำมาบังคับใช้! ทั้งที่ พ.ร.ก. ประมง 2558 ประกาศมากว่า 4 ปีกว่าแล้ว เพราะข้อความที่ระบุขนาดปลาว่าต้อง ‘เล็กกว่ารัฐมนตรีประกาศกำหนด’  ซึ่งการประกาศกำหนดโดยรัฐมนตรีนี่เองที่ยังไม่เคยเกิดขึ้น ทำให้เราไม่ได้มูฟออนไปจริงๆ 

Workers sort fish catch onboard a bottom trawler in the Gulf of Thailand. Bottom trawl fishing uses weighted nets that are dragged on the bottom of the seafloor and can destroy whole habitats.  When used with very small net mesh sizes they also catch everything in their path including non targeted species and juvenile marine life. Greenpeace is documenting illegal and destructive fishing methodologies in the Gulf of Thailand as part of its Oceans Defender tour.

วิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี ผู้จัดการสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทยตั้งขอสังเกตถึงมาตรา 57ว่า ในบรรดา พ.ร.ก. ประมงปี 2558 ทั้งหมด มีกฎหมายทั้งหมด 157 มาตรา รัฐเลือกดำเนินการหลายมาตราต่างๆ ให้รุดหน้าไป เช่นตั้งคณะกรรมการชุดย่อยประจำจังหวัด เปลี่ยนถ้อยคำชื่อเรียกอุปกรณ์ประมง จัดตั้งส่วนงานใหม่ ฯลฯ แต่เว้นส่วนที่ก่อความเปลี่ยนแปลงได้มากที่สุดอย่างการบังคับใช้มาตรา 57 เอาไว้ ทำให้โดยภาพรวมเหมือนรัฐมีการจัดการอะไรหลายอย่าง แต่สิ่งที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าประมงไทยอย่างมาตรา 57 นั้นยังอยู่ที่เดิม

4 ปีกว่าที่ผ่านมาของมาตรา 57 มีสิ่งที่คืบหน้าไปนั่นคือการหารือเพื่อกำหนดขนาดปลาทูที่นำขึ้นเรือได้ โดยกรมประมงกำหนดว่าปลาทูต้องมีความยาวจากหัวจดหางไม่ต่ำกว่า 14 เซนติเมตร กลุ่มประมงพื้นบ้านเห็นด้วยและยอมรับ แต่กลุ่มประมงพาณิชย์ขอให้รัฐไปศึกษาเพิ่มเติม และยืนกรานให้ยกเลิกกฎหมายมาตรา 57 ออกจาก พ.ร.ก. ประมง พ.ศ.2558 ส่วนรัฐบาลกล่าวว่า “มีความกังวลใจ” ว่าการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้  อาจทำให้ประมงพื้นบ้านและพาณิชย์มีโอกาสทำผิดกฎหมายจากการนำปลาไม่ได้ขนาดขึ้นเรือทั้งคู่

วิโชคศักดิ์กล่าวว่าหากรัฐบาลต้องการบังคับใช้กฎหมายมาตรา 57  อย่างจริงใจ ข้อกังวลว่าชาวประมงอาจกระทำผิดตามมาตรา 57 อย่างไม่ตั้งใจเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ เพราะรัฐสามารถออก ‘เงื่อนไขประกอบ’ เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริงๆ ของชาวประมงได้ 

“จริงๆ รัฐสามารถกำหนด ‘เงื่อนไขประกอบ’ เพิ่มเติมได้ กฎหมายเปิดช่องแต่เราไม่ค่อยทำเพราะว่าความรู้ไม่พอ หรือความรู้พอก็ขี้เกียจ  เช่นรัฐมนตรีประกาศว่าห้ามนำปลาทูขนาดเล็กกว่า 10-14 เซ็นติเมตรขึ้นเรือ แต่มีเงื่อนไขประกอบว่าใน 1 รอบการประมงอาจมีปลาทูขนาดเล็กกว่ามาตรฐานติดมาสัก 10 เปอร์เซ็นต์ได้ แต่ถ้าเกิน 10 เปอร์เซ็นต์คือผิด ถ้าประเมินสัดส่วนและรายละเอียดลงไปโดยเอาหลักวิชาการมารองรับมันทำได้”  

วิโชคศักดิ์กล่าวว่าในทางตรงกันข้ามความพยายามสื่อสารอย่างรวบรัดว่ากฎหมายมาตรา 57 ส่งผลให้  “ปลาเล็กตัวเดียวก็เอาขึ้นเรือไม่ได้” ทำให้มาตรา 57 มีภาพลักษณ์ที่สุดโต่ง และไม่มีทางออกอื่น นอกจากบังคับใช้โดยละเลยความเป็นจริงหรือยกเลิก

รัฐบาลจริงใจอยากมูฟออนไปใช้มาตรา 57 แค่ไหน รัฐต้องการปรับเพื่อหาทางออกให้มาตรานี้ได้ไปต่อ หรือพร้อมขยายความไม่เวิร์กให้แล้วถอนมาตรานี้ออกไป?  

“มันช่วยได้เยอะนะ สมมติมีเรือปั่นไฟวางอวนแล้วเจอลูกปลาผิดกฎหมาย ลำข้างๆ จะไม่กล้าวางตาม ปกติเรือไม่ได้ไปแค่ลำเดียวอยู่แล้ว อีก 2 ลำที่อยู่ใกล้ๆ กัน จะปั่นไฟทำไม ต้องปล่อยเดี๋ยวนั้นเลย เอาขึ้นเรือมาก็ขายไม่ได้ สมมติวันนั้นเขาได้ปลา 5 ตัน เป็นลูกปลาทู 4 ตัน เขาก็เอาขึ้นไม่ได้ ระยะแรกคนจะทิ้งปลาเยอะ ปลาตายจะลอยเกลื่อนเต็มทะเล ไม่มีใครยอมถูกจับหรอกครับ”

ชาวประมงพื้นบ้านในจังหวัดสตูลรวมตัวยื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดในการสนับสนุนประมงพื้นบ้าน © Korawit Matchathikhun

ชาวประมงพื้นบ้านอย่างปิยะเห็นด้วยกับมาตรา 57 เขาพยากรณ์เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นหลังบังคับใช้มาตรา 57 ว่าเรือที่จับสัตว์น้ำวัยอ่อนจะทิ้งสัตว์น้ำเหล่านั้นก่อนเข้าเทียบท่าเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับและปรับในช่วงแรก เมื่อนานวันเข้าผู้ประกอบการจะรับการขาดทุนจากการต้องทิ้งสัตว์น้ำไม่ไหว และเปลี่ยนขนาดตาอวนให้กว้างขึ้น ปรับเปลี่ยนการใช้อุปกรณ์เป็นแบบยั่งยืนในที่สุด  ปรากฎการณ์นี้เกิดขึ้นในหลายประเทศ เช่นในยุโรปซึ่งออกกฎหมายห้ามนำปลาขนาดเล็กขึ้นเรือก่อนไทยมาร่วม 30 ปี การทิ้งปลาน่าจะเกิดในไทยเช่นกัน แต่ขอให้อดทนใช้กฎหมายนี้อย่างต่อเนื่องยืนระยะ 

การรณรงค์ให้คนแบนทั้งลูกปลาทูและลูกปลากะตัก แม้มีช่องว่างบางประการ แต่นับว่ายังมีพลังทั้งทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ เพราะหากค่านิยมกินลูกปลาไม่ได้รับการยอมรับ ย่อมทำให้ตลาดสัตว์น้ำวัยอ่อนหดตัวลงได้  ปลาทูแม่กลองของแท้ที่หากินได้ยากน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าทั้งหูฉลามและปลาข้าวสารในโต๊ะอาหารของงานเลี้ยงรัฐบาลครั้งหน้า ทว่าการสร้างค่านิยมใหม่นี้ควรดำเนินควบคู่ไปกับการออกมาตรการทางกฎหมายที่จริงใจและจริงจัง

เพราะนั่นคือการมูฟออนไปสู่การทำประมงที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

Humpback Whale in the Indian Ocean. © Paul Hilton / Greenpeace
ร่วมผลักดันเขตคุ้มครองระบบนิเวศทางทะเลในมหาสมุทรโลก

ด้วยวิกฤตหลายๆด้านที่กำลังคุกคามมหาสมุทร เราจึงจำเป็นต้องปกป้องมหาสมุทรโลกอย่างน้อย 1 ใน 3 ส่วนภายในปี พ.ศ.2573 

มีส่วนร่วม

Related Posts

ความเห็น

แสดงความเห็นของคุณ