ช่วงปี 2547 ขณะที่รัฐบาลยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่บ่อนอกและบ้านกรูด กลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอกนำโดยเจริญ วัดอักษร ผู้เป็นแกนนำชุมชนคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในประจวบคีรีขันธ์ได้ขยายการเคลื่อนไหวไปสู่ประเด็นการบุกรุกที่ดินและการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบในพื้นที่สาธารณะประโยชน์ทุ่งเลี้ยงสัตว์คลองชายธง 931 ไร่ 3 งานในตำบลบ่อนอก ซึ่งเดิมหากโรงไฟฟ้าถ่านหินสร้างขึ้น พื้นที่นี้จะเป็นส่วนหนึ่งของระบบระบายน้ำหล่อเย็นจากการกระบวนการผลิตไฟฟ้า

วันนี้เมื่อ 17 ปีก่อน (21 มิถุนายน 2547) เมื่อเขาเดินทางกลับจากการยื่นเรื่องต่อคณะกรรมาธิการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ของวุฒิสภา เจริญ วัดอักษรถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงเสียชีวิตบริเวณสี่แยกบ่อนอก ถนนเพชรเกษม

การต่อสู้อย่างมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวของชุมชนในนามของกลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก และกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านกรูดตลอดจนกลุ่มอนุรักษ์ทับสะแกโดยมีเจริญ วัดอักษร นักสู้สามัญชนเป็นแกนนำคนสำคัญนับตั้งแต่ปี 2538 เพื่อต่อกรกับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน 3 โครงการในพื้นที่ คือหนึ่งในตำนานการต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิชุมชนและเป็นจุดเปลี่ยนของภูมิทัศน์ทางสังคมและการเมืองว่าด้วยนโยบายสาธารณะด้านพลังงานของไทย

บทสนทนาสั้น ๆ กับกรณ์อุมา พงษ์น้อย และชัยณรงค์ วงศ์ศศิธร-กลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก และสุรีรัตน์ แต้ชูตระกูล-กลุ่มอนุรักษ์ทับสะแก สะท้อนถึง 17 ปีที่ผ่านมาและอนาคตต่อจากนี้

กรณ์อุมา พงษ์น้อย นักต่อสู้ที่ทำงานเคียงข้างและสานต่อภารกิจของเจริญ วัดอักษร ยืนยันถึงเจตนารมย์สืบสานอุดมการณ์ที่ประกาศ ณ สี่แยกบ่อนอกในปี 2550 ว่า “นับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ประชาชนกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าที่ลุกขึ้นสู้กับอำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม อำนาจทุนที่โหดเหี้ยมอำมหิต บ้างก็ล้มเหลวพ่ายแพ้ บ้างก็ประสบชัยชนะ และนักต่อสู้สามัญชนหลายคนได้สละชีวิตเพื่อถากถางให้คนรุ่นต่อไปให้ก้าวเดิน สถานการณ์ปัจจุบันไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลย ในยามที่ผลประโยชน์ชาติถูกโฆษณาบิดเบือนให้กลายเป็นผลประโยชน์ของคนไม่กี่ตระกูลที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองในสังคมไทย โดยที่ประชาชนส่วนใหญ่ในแผ่นดินกลับมีฐานะเพียงเหยื่อที่ถูกปล้นชิงฐานทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตครั้งแล้วครั้งเล่า หากประชาชนไม่ลุกขึ้นสู้กับอำนาจที่อยุติธรรม สังคมของเราก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่เป็นธรรมและเคารพต่อสิทธิของคนส่วนใหญ่ในแผ่นดิน”

Korn-uma Pongnoi, wife of murdered environmentalist Charoen Wat-akson meeting the 35 cyclists from the 'Bike for 100% Renewable Energy' ride in Bo Nok (Prachuap Khiri Khan province). She has been telling them about their fight against the coal industry next to the statue entitled 'Thoranong na Thoranee' ('Pride of our land') erected in the memory of her husband who was murdered on June 21st 2004 right after successfully convincing the government to halt a power plant project in the region.
3 days after leaving Bangkok and after riding more than 270km, Bo Nok marks their second remarkable stopover as part of Break Free Movement to end the age of coal. The 35 cyclists will meet Greenpeace’s most iconic ship, the Rainbow Warrior, in Songkhla province on 16 May.

กว่าสองทศวรรษของการต่อสู้จากปี 2538-2547 และ 17 ปีหลังจากเจริญ วัดอักษรจากไป เธอสะท้อนถึงสองประเด็นสำคัญในปัจจุบันและอนาคตนั่นคือ ระบบพลังงานหมุนเวียนและการฟื้นฟูพื้นที่ธรรมชาติของชุมชน

กรณ์อุมา พงษ์น้อย บอกว่า “ในขณะที่ทั่วโลกกำลังละทิ้งถ่านหินและฟอสซิล ก้าวเข้าสู่ยุคพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและกระจายศูนย์ แต่นโยบายพลังงานแห่งชาติของไทยยังไปไม่ถึงไหน ในขณะที่ศักยภาพของพลังงานหมุนเวียนมีอยู่มากมายมหาศาล แต่กลไกรัฐไทยยังเป็นอุปสรรคต่อการปฏิวัติพลังงานของภาคประชาชน”

การฟื้นฟูพื้นที่ธรรมชาติของชุมชน เธอหมายถึง พื้นที่สาธารณะประโยชน์ทุ่งเลี้ยงสัตว์คลองชายธง หรือหาดหว้าขาว กรณ์อุมา พงษ์น้อยบอกว่า “ไม่เพียงแต่เป็นการใช้ประโยชน์สาธารณะของคนในพื้นที่ คลองชายธง-หาดหว้าขาวเป็นสมบัติของมนุษยชาติ มีชายหาดยาว 4 กิโลเมตร เหมาะกับกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ถ้าดูกันจริงๆ ถามว่า คนจน คนเล็กคนน้อย คนทั่วไป ถ้าไม่มีเงินมากพอ จะไปเที่ยวทะเล เดี๋ยวนี้ก็กลายเป็นพื้นที่ของเอกชนเป็นส่วนใหญ่ แต่ที่หาดหว้าขาว ประชาชนเข้ามาเล่นน้ำทะเล สูดอากาศบริสุทธ์โดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่าย ที่สำคัญพื้นที่ตรงนี้เป็น 1 ใน 3 แห่งในประเทศไทยที่มีนกหัวโตมลายูที่ใกล้สูญพันธุ์และหายากมาอาศัยอยู่ ช่วงที่เจริญ วัดอักษรยังมีชีวิต มีนักศึกษาญี่ปุ่นเรียนที่แคนาดามาทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องนี้ พวกเราผลักดันให้มีการขึ้นทะเบียนพื้นที่คลองชายธง-หาดหว้าขาวเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่จัดการโดยชุมชน ขณะนี้เรื่องยังอยู่ที่ สผ.(สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)”

ชัยณรงค์ วงศ์ศศิธร สมาชิกหลักของกลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก เพิ่มเติมว่า “พื้นที่คลองชายธง-หาดหว้าขาวอยู่ในการดูแลของ อบต.บ่อนอก หลังจากยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ก็มีโครงการจะสร้างมหาวิทยาลัย พวกเราบอกว่านี่ไม่ใช่ป่าเสื่อมโทรม นี่คือพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์ทะเลวัยอ่อน มีนก 158 ชนิดและที่ใกล้สูญพันธุ์ 5 ชนิด เป็นระบบนิเวศป่าชายเลนที่มีความสมบูรณ์ มีพันธุ์ไม้หลายชนิด เช่น แสมทะเล โปรงแดง ถั่วขาว และโกงกางใบใหญ่ ส่วนบริเวณที่น้ำท่วมไม่ถึงและบนเนินดินมีพันธุ์ไม้ประเภทป่าชายหาด เช่น นมแมว โมกมัน ข่อย และมะนาวผี ยังมีพื้นที่ราว 300 ไร่ ที่ยังเป็นบ่อกุ้งร้างจากการบุกรุกใช้ประโยชน์ของนายทุน ส่วนมหาวิทยาลัย เราไปสร้างในที่เหมาะสมได้ แต่ระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำที่หายากนี้สร้างขึ้นใหม่ไม่ได้”

ชัยณรงค์ วงศ์ศศิธร บอกอีกว่า “ตอนที่เจริญ วัดอักษรยังอยู่และจากไป 17 ปีในวันนี้ ยังคงมีพวกผู้มีอิทธิพลจับจ้องพื้นที่ ยังมีการเข้ามาบุกรุก แม้ว่าตามกฎหมาย คลองชายธง-หาดหว้าขาวจะเป็นพื้นที่อยู่ในเขตป่าชายเลนตามมติคณะรัฐมนตรีและอยู่นอกเขตป่าสงวนแห่งชาติ และในปี 2561 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) จะประกาศพื้นที่ 400 ไร่ใ้ห้เป็นป่าในเมือง พวกเรายังต้องคอยดูแลเฝ้าระวัง”

The 13th anniversary of the death of Charoen Wat-aksorn. Charoen Wat-aksorn was the leading environmental activist against coal-fired power plant projects in Prachuap Khiri Khan province of Thailand.  Prachuap Khiri Khan communities are renowned for their strong environmental movement against destructive industrial projects. The communities have been fighting against coal power plant project for two decades. Charoen Wat-aksorn is the biggest inspiration for them.

ชัยณรงค์ วงศ์ศศิธร กล่าวเพิ่มเติมว่า “เราไม่ลืมเลือนเจริญ วัดอักษรซึ่งทุ่มเทเสียสละร่วมกับชาวบ้านปกป้องชุมชน แม้ตัวเองต้องเอาชีวิตเข้าแรก วันนั้นที่เขานำชาวบ้านเข้าแจ้งความการบุกรุกที่สาธารณะคลองชายธง-หาดหว้าขาว 13 รายออกจากพื้นที่ พวกเราจึงมีทะเลสวย ๆ และยังเป็นสมบัติสาธารณะจนถึงวันนี้ วันนี้ดินฟ้าอากาศท้องทะเลยังบริสุทธิ์ ไม่มีมลพิษ วิถีชีวิตของคนบ่อนอกยังสุขสงบ นำ้ทะเลยังสวยใสเหมือนเดิม กุ้งปูปลาหอยยังมีหากินได้ สรรพสัตว์น้อยใหญ่ยังมีความสุข”

Sureerat Taechutakul is an activist in Prachuap Khiri Khan, Thailand. Prachuap Khiri Khan communities are renowned for their strong environmental movement against destructive industrial projects. The communities have been fighting against coal power plant project for two decades.  Charoen Wat-aksorn is the biggest inspiration for them.

สุรีรัตน์ แต้ชูตระกูล ผู้นำการต่อสู้คัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ทับสะแก และทำหน้าที่เป็นฝ่ายวิชาการของกลุ่มอนุรักษ์ทับสะแก ย้ำว่า “การต่อสู้กว่าสองทศวรรษของชุมชนในประจวบคีรีขันธ์เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คน เมื่อมีโครงการต่าง ๆ ที่เข้ามาทำลายสภาพแวดล้อม ชุมชนต่าง ๆ รวมตัวกันคัดค้าน ถ้าชาวบ้านไม่ลุกขึ้นมาต่อสู้ บอกได้เลยว่า วันนี้ ประจวบคีรีขันธ์จะมีแหล่งกำเนิดของฝุ่น PM2.5 จากโรงไฟฟ้าถ่านหิน 3 โรง (บ่อนอก ทับสะแก บ้านกรูด) บวกกับโครงการโรงถลุงเหล็กอีก 1 โรง (บางสะพาน) เชื่อได้เลยว่า ถ้าโครงการเหล่านี้เกิดขึ้น คนประจวบฯ ไม่มีทางที่จะมีชีวิตที่ปลอดภัยได้ ส่วนการเคลื่อนไหวของชุมชนที่ทับสะแกในช่วงสองรุ่นคน มีบทพิสูจน์ที่ว่า พื้นที่ชายหาดบริเวณที่ดินของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คือพื้นที่วางไข่ของเต่าทะเล มีรอยเต่าขึ้นทุกปี”

ทับสะแกเป็นพื้นที่เป้าหมายการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินของ กฟผ. ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้ามายาวนาน การต่อสู้อย่างเข้มแข็งของชุมชนทำให้ กฟผ.มีแผนการเปลี่ยนเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ในเรื่องนี้ สุรีรัตน์ แต้ชูตระกูล บอกชัดเจนว่า “เราต้องมาคุยกันว่าจะใช้พื้นที่นี้ให้ยั่งยืนได้อย่างไร ก๊าซธรรมชาติที่อ้างว่าเป็นฟอสซิลที่สะอาดกว่าถ่านหิน ก็เป็นแหล่งใหญ่ของฝุ่น PM2.5 และมลพิษต่างๆ คำถามคือมันจำเป็นหรือไม่ ในเมื่อไฟฟ้าสำรองล้นเกินในระบบการผลิตไฟฟ้าของประเทศ 50-60%”

เมื่อ 10 ปีที่แล้ว สุรีรัตน์ แต้ชูตระกูลเขียนหนังสือ “ชาวประจวบขอกำหนดอนาคตตนเอง” ผ่านกระบวนการปรึกษาหารือและระดมสมองร่วมกับเครือข่ายชุมชน หนังสือตีพิมพ์ออกสู่สายตาสาธารณะในปลายปี 2553 เป็นเรื่องเล่าภารกิจทางประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชนในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์นับตั้งแต่มีการผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน 3 แห่งในปี 2538 เป็นต้นมา บรรจุเรื่องราวของประจวบคีรีขันธ์ว่ามีอะไรอยู่บ้าง สิ่งที่มีอยู่กลายเป็นประเด็นขัดแย้งได้อย่างไรเมื่อพิจารณาถึงกระบวนทัศน์การพัฒนากระแสหลักโดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนพัฒนาภาคใต้ การขยายอุตสาหกรรมเหล็กและแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า และที่สำคัญทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนที่พูดกันมาเป็นเวลา 40-50 ปี นั้นจะทำได้อย่างไร จะปรับแผนพัฒนาภาคใต้อย่างไรที่นำไปสู่สังคมปรองดองและเป็นธรรม?

ในวาระ 17 ปีที่เจริญ วัดอักษรจากไป และ 10 ปีของข้อเสนอเพื่อกำหนดอนาคตตนเองของชาวประจวบที่ยังต้องขับเคลื่อนต่อไป ไม่มีอะไรเหมาะสมไปกว่าการปิดท้ายด้วยวาทะของกรณ์อุมา พงษ์น้อย นักต่อสู้สามัญชนที่บ่อนอก เธอกล่าวว่า

“ชาวบ้านตื่นรู้…รัฐบอกว่าต้องสร้างความเข้าใจ

ชาวบ้านเท่าทัน…รัฐบอกว่าไม่มีเหตุผล

ชาวบ้านไม่ยอม…รัฐบอกว่าดื้อแพ่ง

ชาวบ้านลุกขึ้นสู้…รัฐบอกว่าเป็นกบฎ”