ในการประชุม COP27 ซึ่งจัดขึ้นที่เมือง ชาร์ม เอล เชค สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ตั้งแต่ที่ 6 – 18 พฤศจิกายน 2565 นอกจากจะเป็นเวทีเพื่อการเจรจาเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของแต่ละประเทศ รวมถึงแผนการจัดการเพื่อกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศแล้ว การประชุม COP27 ครั้งนี้ หลายประเทศในกลุ่มประเทศเล็ก ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ไม่ว่าจะเป็นภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ต่างก็ตบเท้ามาเพื่อเจรจากับกลุ่มประเทศที่ร่ำรวยและเป็นกลุ่มผู้ก่อมลพิษหลักโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็น ‘การจัดการเงินทุนเพื่อรับมือกับความสูญเสียและความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ’ 

กลุ่มประเทศร่ำรวยและการก่อมลพิษ ก่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

Climate champions show solidarity with communities who are experiencing climate impacts in the global south. Campaigners demand that polluting companies and countries pay their fair share to repair climate damage.
กลุ่มนักกิจกรรมด้านสภาพภูมิอากาศจากหลายประเทศในซีกโลกใต้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ รวมถึงนักรณรงค์ได้รวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้ประเทศผู้ก่อมลพิษหลักชดเชยค่าความสูญเสียและเสียหายต่อปลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบ

เราน่าจะเคยได้ยินคำว่า ‘ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม’ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1760 เรื่อยมา ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านจากวิถีการทำเกษตรกรรม การใช้แรงงานมนุษย์มาพึ่งพาเครื่องจักรและการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อการผลิตมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแม้ว่าจะนำความทันสมัยและเทคโนโลยีมากมาย แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสมมีความสัมพันธ์กับอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่เพิ่มขึ้นถึง 1.2 องศาเซลเซียส 

อธิบายง่าย ๆ คือ การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เรื่อยมาหลังเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม เชื่อมโยงกับภาวะโลกร้อน นำมาสู่วิกฤตสภาพภูมิอากาศ

แน่นอนว่าแต่ละประเทศต่างปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณที่ไม่เท่ากัน โดยข้อมูลจากเว็บไซต์คาร์บอนบรีฟ ระบุถึงสถิติกลุ่มประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงที่สุดตั้งแต่ปี 1850 – 2021 คำนวนจากแหล่งกำเนิดการปล่อยก๊าซคือเชื้อเพลิงฟอสซิล และการใช้ที่ดิน ตามกราฟต่อไปนี้

ที่มา: บทวิเคราะห์จากเว็บไซต์ CarbonBrief

เราจะเห็นได้ว่ากลุ่มประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและการใช้ที่ดิน ตั้งแต่ปี 1850 – 2021 สามอันดับแรกได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีนและรัสเซีย ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรม ซึ่งสัมพันธ์กับการเป็นกลุ่มประเทศมหาอำนาจที่ร่ำรวย 

Looking to the top of the Patnów power coal fired power station chimney near Konin shows smoke billowing out of a chimney. Greenpeace is focusing attention on the power plant because of Poland's over reliance on coal, the major contributor to climate change. The COP 14 United Nations Climate Change conference take place in the nearby city of Poznan.
© Greenpeace / Will Rose

ในขณะที่อันดับ 4-5 ได้แก่ บราซิลและอินโดนีเซีย ติดอันดับเนื่องจากในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้ที่ดิน เนื่องจากประสบปัญหาการรุกรานพื้นที่ป่าฝนเขตร้อน มีการเผาป่าเพื่อใช้เป็นพื้นที่เกษตรเชิงอุตสาหกรรมและทำเหมืองผิดกฎหมาย ตามมาด้วยอันดับ 6 ได้แก่ เยอรมนี ซึ่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณมากจากอุตสาหกรรมที่พึ่งพาพลังงานถ่านหิน

หากลองวิเคราะห์ปริมาณการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลแล้ว เราจะพบข้อมูลที่น่าสนใจตามกราฟด้านล่างคือ ตั้งแต่ปี 1950 เป็นต้นมา ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศเนื่องจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลสูงขึ้นกว่าเดิมมหาศาลและรวดเร็ว

ที่มา: บทวิเคราะห์จากเว็บไซต์ CarbonBrief

และสิ่งที่เกิดขึ้นคือภาวะโลกร้อนที่ก่อให้เกิดวิกฤตสภาพภูมิอากาศ สร้างภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้น บ่อยครั้งขึ้น เป็นภัยคุกคามต่อชีวิตคนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น ภัยแล้ง ปรากฎการณ์โพลาร์ วอเท็กซ์ ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น พายุหมุนที่รุนแรงขึ้นในทุก ๆ ปี กระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน และเป็นภัยต่อความมั่นคงทางอาหารโลกเนื่องจากไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้

หลายประเทศทั่วโลกต้องรับผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ กลายเป็นความสูญเสียจากสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ก่อ

องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ (NOAA) สรุปเอาไว้ว่าในปี 2021 เป็นปีที่อุณหภูมิโลกสูงที่สุดเป็นครั้งที่ 6 ตั้งแต่ที่องค์การได้บันทึกสถิติเอาไว้ ซึ่งการที่เราไม่สามารถรักษาให้โลกคงอยู่ในอุณหภูมิที่ควรจะเป็น นั่นทำให้เราต้องเจอกับเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วดังเช่นในปีนี้ เช่น เหตุการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลันในหลายประเทศ คลื่นความร้อนที่ทำให้เกิดภัยแล้งอย่างรุนแรงจนทำให้เกิดไฟป่าเป็นวงกว้างในหลายเประเทศทั้งในสหรัฐฯ และยุโรป ส่วนในเอเชียก็ไม่น้อยหน้า ต้องเจอทั้งคลื่นความร้อนและฝนตกหนักกว่าปกติอีกด้วย

A man carries a child on his shoulders through a flooded area of Nakhon Si Thammarat province where tropical storm Pabuk caused widespread flooding on 4 January, forcing thousands of people to leave their homes.

Pabuk is the first tropical storm outside of monsoon season to hit the country in 68 years. It brought heavy rain, storm surges and landslides to some parts, causing injuries and impacting thousands of lives.
ภาพน้ำท่วมในนครศรีธรรมราช ขณะที่พายุหมุนฤดูร้อน ปาบึก พัดเข้าถล่มจนทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน พายุลูกดังกล่าวถือเป็นพายุที่รุนแรงจนทำให้ประชาชนหลายพันคนต้องอพยพและส่งผลกระทบต่อประชาชนอีกหลายพันชีวิต

ทั้งนี้ ข้อมูลจากรายงาน Global Climate Risk Index 2021 ที่เผยแพร่โดยสำนักงานประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (OCHA)) ระบุถึงดัชนีความเสี่ยงของประเทศต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว ช่วงปี 2000 – 2019 ซึ่งประเทศ 9 อันดับที่มีความเสี่ยงต่อผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้แก่

  1. เปอร์โต ริโก
  2. เมียนมา
  3. เฮติ
  4. ฟิลิปปินส์
  5. โมซัมบิค
  6. บาฮามัส
  7. บังคลาเทศ
  8. ปากีสถาน
  9. ไทย
ที่มา: Global Climate Risk Index 2021

สิ่งที่ทั้ง 9 ประเทศนี้ต้องเจอคือภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดรุนแรงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตคนจำนวนมาก ทั้งที่พวกเขาไม่ได้เป็นกลุ่มประเทศผู้ก่อมลพิษหลัก อีกทั้งประเทศเหล่านี้เป็นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาซึ่งเข้าไม่ถึงทรัพยากรมากพอที่จะรับมือกับความสูญเสียและความเสียหาย รวมถึงปรับตัวในวิกฤตสภาพภูมิอากาศเช่นนี้ได้เลย

เมื่อต้องสูญเสียจากสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ก่อ หลายประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศเริ่มเรียกร้อง “ความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ” เพื่อสิทธิที่จะอาศัยอยู่ในโลกที่ปลอดภัยจากกลุ่มประเทศผู้ก่อมลพิษหลัก นอกจากนี้ก็เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าคำมั่นสัญญาที่กลุ่มประเทศผู้ก่อมลพิษหลักให้ไว้เกี่ยวกับแผนการที่โลกจะปรับตัวให้รับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ และการบรรเทาวิกฤตสภาพภูมิอากาศ (โดยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก) ไม่มีประสิทธิภาพมากพอ ดังนั้นหลายประเทศที่ได้รับผลกระทบจึงออกมาเรียกร้องให้กลุ่มประเทศผู้ก่อมลพิษหลักให้ความสำคัญด้านความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ โดยต้องจัดตั้งกองทุนด้านการเงินเพื่อบรรเทาการสูญเสียและชดเชยให้กับกลุ่มคนเปราะบางซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ 

วิกฤตสภาพภูมิอากาศเกิดขึ้นแล้ว แผนการที่เคยให้ไว้คงไม่พอที่จะแก้วิกฤต จึงต้องรับมือปรับตัวให้อยู่กับเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วให้ได้

In Namdaemun market, a woman walks with an umbrella to avoid record-breaking heat.

การประชุม COP27 กับการเรียกร้องการชดเชยค่าเสียหายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

อย่างที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ว่าการประชุม COP27 ถือเป็นเวทีที่กลุ่มประเทศร่ำรวยและกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศจะมาเจอกัน เป็นโอกาสในการเจรจาต่อรอง หรือให้คำมั่นสัญญาร่วมกันเพื่อสภาพภูมิอากาศโลก ความเป็นธรรมต่อทุกชีวิต และอนาคตของโลกที่ปลอดภัย

ในการประชุม COP 27 นี้ มีกลุ่มนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิจากมนุษยชนมากมายที่ออกมาเรียกร้องให้กลุ่มประเทศร่ำรวยที่เป็นผู้ก่อมลพิษหลักต้องจ่ายค่าชดใช้ต่อความเสียหาย ความสูญเสียจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศให้กับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นความช่วยเหลือด้านแผนนโยบาย เทคโนโลยี รวมถึงการจัดตั้งกองทุนด้านการเงิน เพื่อช่วยให้กลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบมีศักยภาพมากพอที่จะรับมือกับเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วได้เท่าเทียมกับกลุ่มประเทศร่ำรวยได้

Flood the Cop activity. After a year of unprecedented climate impacts across the world including the recent devastating floods in Pakistan and Nigeria - people are rising. Frontline women from Global South brought the flood to COP27 to urge rich nations to compensate most affected communities for loss and damages caused by over a century of emissions cause climate crisis we are in.
กิจกรรม #FloodtheCop โดยนักกิจกรรมจากปากีสถานและไนจีเรีย ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ น้ำท่วมฉับพลัน กลุ่มผู้หญิงที่อยู่แนวหน้าจากประเทศซีกโลกใต้ลุกขึ้นมาประท้วงหน้าที่ประชุม COP27 เรียกร้องให้ประเทศผู้ก่อมลพิษชดเชยค่าความสูญเสียและเสียหายเนื่องจากมลพิษที่ตัวเองก่อมาเป็นเวลานับศตวรรษ

โดยก่อนการประชุม COP 27 เยป ซาโน ผู้อำนวยการบริหาร กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และหัวหน้าคณะผู้แทนกรีนพีซที่เข้าร่วมประชุม COP 27 กล่าวว่า

“ความรู้สึกปลอดภัยและได้รับความใส่ใจ คือหัวใจสำคัญของความเป็นอยู่ที่ดีของพวกเราทุกคนบนโลกใบนี้ และนี่คือสิ่งที่ COP 27 จำเป็นต้องมี และสามารถเกิดขึ้นได้หากผู้นำประเทศเลือกความเป็นธรรม ภาระรับผิดชอบ และสนับสนุนการเงินสำหรับประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต นี่คือองค์ประกอบหลักสามประการที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ ไม่เพียงแต่ในระหว่างการเจรจาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดำเนินการในภายหลังด้วย วิธีแก้ปัญหา และภูมิปัญญาต่าง ๆ จากชนพื้นเมือง ชุมชนแนวหน้า และเยาวชนมีอยู่มากมาย แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือเจตจำนงของรัฐบาลและบรรษัทที่ร่ำรวยและก่อมลพิษที่จะลงมือดำเนินการ แต่พวกเขาต้องได้รับการย้ำเตือน”

การเคลื่อนไหวรณรงค์ระดับโลกที่นำโดยชนพื้นเมือง และกลุ่มคนหนุ่มสาว จะขยายเพิ่มขึ้นต่อไป หากผู้นำโลกล้มเหลวอีกครั้ง ซึ่งก่อนการประชุม COP27 ที่จะถึงนี้ เราขอเรียกร้องให้ผู้นำลุกขึ้นมาสร้างความเชื่อมั่น และแผนงานที่เราต้องการ ใช้โอกาสในการทำงานร่วมกัน เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนและโลก”

ด้าน กีห์วา นาคัท ผู้อำนวยการบริหาร กรีนพีซตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ กล่าวว่า “นี่คือช่วงเวลาวิกฤตในประวัติศาสตร์ของการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะในปีนี้ที่การประชุม COP27 จัดขึ้นในแอฟริกาและมีอียิปต์เป็นเจ้าภาพ ซึ่งเปิดให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจะมีบทบาทสำคัญแม้ว่าจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าแต่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศมากที่สุด”

ทั้งนี้ เราจะต้องไม่ลืมเป้าหมายสำคัญที่สุดคือ ผู้นำประเทศที่ปล่อยมลพิษจะต้องทำให้การจำกัดอุณภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ให้เพิ่มเกินกว่า 1.5 องศาเซลเซียสภายในปี 2643 (ภายใต้ความตกลงปารีส) สอดคล้องไปกับกำหนดการปลดระวางการผลิตและการใช้ถ่านหิน ก๊าซฟอสซิลและน้ำมันทั่วโลกอย่างชัดเจน รวมถึงการอนุรักษ์ฟื้นฟูผืนป่า ปกป้องชนพื้นเมืองซึ่งเป็นผู้พิทักษ์ป่าอีกด้วย

ท้ายที่สุดแล้ว เราคาดหวังว่าการประชุม COP27 ครั้งนี้ จะสร้างอนาคตที่ปลอดภัยและเป็นธรรมสำหรับทุกคน กลุ่มผู้นำโลกและกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ก่อมลพิษหลักจะต้องหยุดนิ่งเฉยกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และต้องหยุดฟอกเขียวเพื่อทำให้ตัวเอง ‘ดูเหมือน’ จะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม