ย้อนกลับไปในปี 2013 ซึ่งเป็นปีที่เกิดโศกนาฏกรรมโรงงาน Rana Plaza ถล่ม ทำให้มีพนักงานในโรงงานเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เกิดการรณรงค์ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม Fast Fashion ทั่วโลก

อย่างไรก็ตามในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมยังคงผลิตเสื้อผ้าปริมาณมหาศาลถึง 1 หมื่นล้านชิ้นต่อปี ซึ่งเส้นใยเสื้อผ้าที่นำมาผลิตเกือบทั้งหมดล้วนผลิตจาก ใยโพลีเอสเตอร์ที่ทำมาจากน้ำมัน และถูกทำขึ้นโดยพนักงานที่ต้องทำงานในสภาพการทำงานที่อันตราย นี่คือผลกระทบสำคัญของอุตสาหกรรม Fast Fashion ที่มีต่อพวกเราและโลกของเรา

On the weekend after Black Friday, which marks the beginning of the Christmas shopping season, Greenpeace Taipei launches a campaign in an effort to raise awareness about the effects of people’s shopping habits.  
The campaign’s launch takes the form of a 2.5 meter tall woman performer on stilts who wears a dress made of recycled clothing and a shopaholic squad. 
They stroll in busy commercial area and hold bags with a sign that reads “Today’s Fast Fashion Tomorrow’s Garbage”.
The performance art is created to highlight findings, which showed that each Taiwan citizen owns around 75 pieces of clothing – yet 20 per cent of these items were seldom worn by their owner. 
A recent Greenpeace study, showed that the business model of fast fashion industry is one of the causes of irresponsible consumer behavior.

เราต่างรู้ดีว่าตอนนี้ตู้เสื้อผ้าของเราเต็มไปด้วยเสื้อผ้า (แม้ว่าเราจะบ่นทุกครั้งว่าไม่มีเสื้อใส่เลย) มีแอพลิเคชั่นแฟชั่นเพื่อขายเสื้อผ้าออนไลน์ที่มักจะโผล่ขึ้นมาบนหน้าจอมือถือของคุณอยู่เสมอ หรือว่าจะเป็นราคาเสื้อผ้าที่ถูกลงเรื่อย ๆ  ซึ่งนี่เป็นสถานการณ์ปัจจุบันที่เราเจอได้ทุกวัน

หลังจากที่เสื้อผ้าเหล่านี้ไม่ได้ถูกใช้งานแล้ว ใครหลายคนเลือกที่จะบริจาคเสื้อผ้าซึ่งบางส่วนอาจเดินทางไปอยู่ในร้านขายเสื้อผ้าและเครื่องประดับมือสอง อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ร้านเหล่านี้ต้องรับเสื้อผ้ามาในปริมาณมหาศาลจนล้นเกิน

เพราะอุตสาหกรรมแฟชั่นไม่ต้องการให้ผู้คนรู้ถึงตัวเลขปริมาณเสื้อผ้าที่พวกเขาผลิตออกมาในแต่ละปี ซึ่งคาดการณ์ว่าช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีปริมาณสูงถึง 1 หมื่นล้านชิ้นต่อปี อย่างไรก็ตามในช่วงเวลานั้นเป็นช่วงก่อนที่จะเกิดอุตสาหกรรม Fast Fashion แบบสุดโต่งที่ผลิตเสื้อผ้าที่ทั้งถูกและตอบสนองพฤติกรรมใช้แล้วทิ้งอย่างเช่นบริษัท Boohoo และ Shein

ตอนนี้พวกเรารู้แล้วว่ามีเสื้อผ้ามหาศาลที่ถูกผลิตออกมาเกินความต้องการ ซึ่งกระบวนการนี้สามารถนำไปสู่วิกฤตสภาพภูมิอากาศและเร่งให้วิกฤตมลพิษพลาสติกเลวร้ายลงกว่าเดิมได้เช่นกัน สาเหตุที่ทำให้เกิดผลกระทบในลักษณะนี้ก็เพราะ เสื้อผ้าเหล่านี้ต้องใช้น้ำมันมาผลิตเป็นใยโพลีเอสเตอร์และจากรายงานขององค์กร Changing Markets Foundation. ระบุว่าการรับซื้อน้ำมันเพื่อมาผลิตใยโพลีเอสเตอร์จากรัสเซียอาจเป็นการสนับสนุนสงครามรัสเซียอีกด้วย

และแม้ว่าโศกนาฏกรรมโรงงาน Rana Plaza ที่เปรียบเหมือนสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิต่ออุตสาหกรรม Fast Fashion จะผ่านมาแล้ว 10 ปี แต่อุตสาหกรรมนี้ยังคงสร้างผลกระทบให้กับผู้คนตลอดมา โดยมีผู้คนกว่า 75 ล้านคน (ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง) ที่ได้รับค่าตอบแทนอย่างไม่เป็นธรรม แลกกับการทำงานในโรงงานผลิตเสื้อผ้า รวมทั้งปัจจุบันยังมีอุบัติเหตุที่ร้ายแรงถึงชีวิตเกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ

ปัญหาขยะพลาสติกที่เกิดจากอุตสาหกรรมแฟชั่น

Fast Fashion Research in Kenya. © Kevin McElvaney / Greenpeace

อุตสาหกรรม Fast Fashion พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล

เพราะพลาสติกถูกผลิตขึ้นโดยใช้น้ำมันและก๊าซ และใยโพลีเอสเตอร์ก็ทำมาจากพลาสติกผสานเส้นใยกลายเป็นเสื้อผ้า

คาดว่าปัจจุบันมีเสื้อผ้ามากกว่าครึ่งจากปริมาณเสื้อผ้าที่ถูกผลิตขึ้นที่ใช้วัสดุสังเคราะห์เช่น ใยโพลีเอสเตอร์ เป็นต้น ซึ่งวัสดุเหล่านี้มักไม่สามารถย่อยสลายหรือไม่สามารถรีไซเคิลได้ และสุดท้ายก็กลายเป็นปัญหาขยะพลาสติกที่มีปริมาณมหาศาล

อุตสาหกรรมน้ำมันคาดการณ์แล้วว่ากระแสการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศด้วยการลดใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลจะกระทบกับผลกำไรของบริษัทน้ำมันแน่นอน

และก็เป็นโชคดีสำหรับพวกเขา เพราะอุตสาหกรรม Fast Fashion ก็ดูจะมีความต้องการผลิตใยโพลีเอสเตอร์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้นอุตสาหกรรมน้ำมันจึงพยายามมองหากลุ่มลูกค้าใหม่เพื่อยังคงผลกำไรของตัวเองเอาไว้ให้ได้

ก่อนหน้านี้ มีรายงานที่ค้นพบว่าแบรนด์ Fast Fashion หลายแบรนด์ เช่น New Look และ Next กำลังสนับสนุนสงครามรัสเซียบุกยูเครนอย่างไม่ได้ตั้งใจ เพราะใช้ใยโพลีเอสเตอร์จากน้ำมันของรัสเซีย

ทั้งนี้ เพราะต้องใช้พลังงานในการเปลี่ยนพลาสติกเป็นใยโพลีเอสเตอร์ ทำให้อุตสาหกรรม Fast Fashion ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโลกราว 8-10% (หรือราว 4-5 ร้อยล้านตัน) และจะเพิ่มขึ้นหากความต้องการใช้ใยโพลีเอสเตอร์เพิ่มขึ้นนั่นเอง

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าการใช้วัสดุสังเคราะห์เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นหนึ่งในผู้ก่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

ใยผ้าเป็นแหล่งกำเนิดไมโครพลาสติก

เพราะว่าความจริงแล้วใยโพลีเอสเตอร์ก็คือพลาสติก ซึ่งใช้เวลานานหลายปีกว่าที่จะแตกตัวออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย โดยใยเหล่านี้จะถูกนำมาถักสานกันเป็นเสื้อผ้าทำให้ขาดออกจากกันได้ยากขึ้น

Fast Fashion Research in Kenya. © Kevin McElvaney / Greenpeace

แต่เมื่อเสื้อผ้าเหล่านี้ถูกทิ้งยังบ่อขยะ  เส้นใยพลาสติกและสารเคมีอันตรายที่อยู่ในเส้นใยก็จะกลายเป็นมลพิษที่ปนเปื้อนสู่อากาศ ดิน และน้ำ

ในแต่ละปี มีใยพลาสติกไมโครไฟเบอร์ที่หลุดออกจากเสื้อผ้าขณะซักผ้ากว่าครึ่งล้านตัน ใยพลาสติกที่เรารู้จักในชื่อ โพลีเอสเตอร์ ไนลอน หรืออะคลิลิก ที่หลุดออกมาเหล่านี้สุดท้ายจะไหลลงสู่มหาสมุทร ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณขวดพลาสติกราว 5 พันล้านขวดเลยทีเดียว

ไมโครพลาสติกจึงปนเปื้อนอยู่ในสภาพแวดล้อมทุกที่แม้กระทั่งในอากาศที่เราหายใจ และในขณะเดียวกันมันก็แตกตัวเป็นอณูเล็กๆ ในเวลาที่เราใช้เครื่องซักผ้า ไหลไปพร้อมกับน้ำและปนเปื้อนลงสู่มหาสมุทร

ภาพเส้นใยเสื้อผ้าที่มีส่วนผสมของโพลีเอสเตอร์ ซึ่งปัจจุบันเสื้อผ้าส่วนใหญ่ต่างมีส่วนผสมของใยชนิดนี้ เส้นใยที่มีราคาถูกเหล่านี้กลายเป็นสิ่งสำคัญที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม Fast Fashion และกลายเป็นหายนะของมหาสมุทรในเวลาเดียวกัน © Greenpeace

เมื่อพิจารณาแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นกลายเป็นปัญหาร้ายแรงมาก เพราะพลาสติกเหล่านี้ไม่เพียงแค่เป็นมลพิษในสิ่งแวดล้อม แต่มันกำลังเป็นภัยคุกคามต่อร่างกายของเราด้วยเนื่องจากมันจะเข้าสู่ร่างกายของเราผ่านการดื่มน้ำและการกินอาหาร และจนกระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่มีการยืนยันว่ามันส่งผลกระทบกับเรามากแค่ไหน

เราต่างต้องการเสื้อผ้าที่มีราคาไม่แพง แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้เป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุดแล้วหรือไม่?

แฟชั่นกำลังกลายเป็นเทรนด์ ‘ใช้แล้วทิ้ง’

ความจริงแล้ว แฟชั่น ควรจะเป็นเรื่องของความสร้างสรรค์ การปรับแต่งสไตล์ และเสื้อผ้าเครื่องประดับจะต้องต้องทนทาน แต่อุตสาหกรรมฟาสต์แฟชั่นกลับทำให้ แฟชั่น กลายเป็นการผลิตขึ้นใหม่และการใช้แล้วทิ้ง

บริษัทเหล่านี้เริ่มผลักดันกระแสใหม่ที่ทำให้เสื้อผ้าสามารถออกคอลเลคชั่นออกมาได้ทุกฤดูกาลอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้เสื้อผ้าและเครื่องประดับจำนวนมากที่ผลิตขึ้นมากลายเป็นขยะเพราะมีการผลิตเสื้อผ้าคอลเลคชั่นใหม่ขึ้นมาอยู่เรื่อย ๆ 

จากการประเมินการผลิตเสื้อผ้าของอุตสาหกรรมแฟชั่น มีการผลิตเสื้อผ้าอยู่ที่ 1 แสนล้านชิ้นต่อปี โดยมีเสื้อผ้ามากกว่า 40% ที่ยังไม่เคยถูกซื้อ ถูกสวมใส่หรือใช้งานเลย อย่างไรก็ตามข้อมูลนี้มีแนวโน้มว่าจะเป็นข้อมูลเก่าและมีการประเมินตัวเลขที่ต่ำเกินไป

Greenpeace visits places of textile production, distribution, markets and waste disposals. Used and new clothes are sent to Kenya from Europe and China to be sold as so called "Mitumba" but often they end up as landfill and waste disposal due to the huge amount.
Here: Textile and plastic waste at Dandora dump site in Nairobi. Marabow storks around

บริษัทแฟชั่นเหล่านี้ผลิตเสื้อผ้ามากเกินกว่าความต้องการของผู้บริโภค หรือมากเกินกว่าที่เราจะใช้ระบบกำจัดทิ้งอย่างปลอดภัย และด้วยเหตุผลที่ว่าเสื้อผ้าเหล่านี้มีราคาถูกมาก จึงทำให้มันขายออกได้ง่าย แต่ผู้ซื้ออาจไม่ได้ใช้และท้ายที่สุดก็ทิ้งเสื้อผ้าเหล่านี้ได้ง่ายเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ‘การทิ้งเสื้อผ้า’ เหล่านี้ในอีกทางหนึ่งหมายถึง ‘การบริจาค’ อีกด้วย แม้ว่าจะเป็นหนทางที่ทำให้ผู้บริจาครู้สึกดี แต่การบริจาคเสื้อผ้าไปยังร้านการกุศลเพื่อเอาเสื้อผ้าไปปรับเปลี่ยนเป็นของใช้อื่น ๆ นี้ก็ไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด


ติดตามปัญหาจากอุตสาหกรรม Fast Fahion ตอนที่ 2 ในประเด็น ‘เกิดอะไรขึ้นกับเสื้อผ้าที่เราไม่ต้องการแล้ว

บทความนี้แปลจากบทความต้นฉบับภาษาอังกฤษ อ่านบทความต้นฉบับ