มหาสมุทรโลกและของไทยเราเป็นทั้งแหล่งอาหาร แหล่งผลิตออกซิเจนและกักเก็บก๊าซเรือนกระจก และก่อกำเนิดวัฒนธรรมชุมชนชายฝั่ง กำลังเผชิญกับภัยคุกคามจากนโยบายเศรษฐกิจที่สนับสนุนให้อุตสาหกรรมขนาดใหญ่แสวงหาประโยชน์ ประมงทำลายล้าง การทำเหมืองในทะเลลึก และวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ในที่ประชุมว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของโลก CBD COP 14 จึงตกลงกันว่าจะเร่งสร้างเขตอนุรักษ์และการจัดการที่ดีต่อความหลากหลายทางชีวภาพทั้งบนบกและในทะเลเพื่อให้ระบบนิเวศได้ฟื้นคืนความสมบูรณ์ ภายใต้เป้าหมาย 30×30 ภายในปี 2573
อย่างไรก็ตาม การบรรลุเป้าหมาย 30×30 ไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนพื้นที่คุ้มครองหรือพื้นที่อนุรักษ์ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือการทำอย่างไรให้พื้นที่เหล่านั้นมีคุณภาพ มีการบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกับชุมชนท้องถิ่นและชนเผ่าพื้นเมือง จนเกิดการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพได้ในระยะยาว
เราอยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับ “พื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกพื้นที่คุ้มครอง” หรือ OECMs หนึ่งในเครื่องมือเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ภายใต้กรอบงานคุนหมิง-มอนทรีออลฯ (Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework) ว่า OECMs จะเป็นเครื่องมือที่จะช่วยจัดการปัญหาด้านความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึง ใช้ประโยชน์ และบริหารจัดการทรัพยากรได้จริงหรือไม่

OECMs คืออะไร
ที่ประชุม CBD COP 14 ได้ให้คำนิยามของคำว่า “พื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกพื้นที่คุ้มครอง” หรือ Other Effective Conservation Measures (OECMs) โดยไว้ว่า “พื้นที่อื่น ๆ ที่ไม่ใช่พื้นที่คุ้มครองตามกฎหมายเดิมที่มีอยู่ เช่น อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าฯ ฯลฯ ที่มีการบริหารและจัดการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเพื่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในถิ่นกำเนิด (in situ-conservation) และบรรลุเป้าหมายด้านการดูแลหน้าที่และบริการของระบบนิเวศ รวมถึงวัฒนธรรม จิตวิญญาณ เศรษฐกิจ-สังคม และคุณค่าอื่น ๆ อย่างมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นโดยรวมอย่างยั่งยืน”
ความสำคัญของ OECMs อยู่ที่ตัว “E” หรือ ความมีประสิทธิภาพ (Effectiveness) ในการบริหารจัดการพื้นที่ พื้นที่ OECMs จึงไม่จำเป็นต้องมีเป้าหมายเพื่อการสงวนเป็นเป้าหมายแรก แต่เป็นพื้นที่ที่มี “การบริหารจัดการ” ในระยะยาวที่ได้ผลลัพธ์คือการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น พื้นที่สงวนชีวมณฑลเชิงนิเวศ-สันติภาพกังวอน (Gangwon Eco-Peace Biosphere Reserve) พื้นที่บริเวณพรมแดนเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ในเขตปลอดทหารและไม่มีกิจกรรมของมนุษย์เข้าแทรกแซง หรือพื้นที่อื่น ๆ ที่ใช้ในการท่องเที่ยวเชิงนิเวศของชุมชนก็สามารถเป็นพื้นที่ OECMs ได้เช่นกัน
ความแตกต่างระหว่าง พื้นที่คุ้มครอง (Protected Areas) กับ พื้นที่ OECMs
หลายคนอาจมีคำถามว่าทำไมจึงต้องแยก OECMs กับพื้นที่คุ้มครองออกจากกัน ในเมื่อเป้าหมายสุดท้ายแล้วก็คือการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ คำตอบคือ OECMs มาเพื่ออุดช่องว่างของ “พื้นที่คุ้มครอง” ที่ไม่อนุญาตให้ชุมชนเข้าไปใช้ประโยชน์หรือมีส่วนร่วมใดๆ ได้ หรือมีกฎระเบียบที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนดั้งเดิม เนื่องจากเป็นนโยบายอนุรักษ์แบบบนลงล่าง (top-down)

พื้นที่ OECMs มีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์ระบบนิเวศและเชื่อมโยงภูมิทัศน์ธรรมชาติ (Ecosystem Corridors) เหมือนภาพด้านล่าง จะเห็นว่ามีพื้นที่บางส่วนที่ถูกใช้เพื่อการเกษตร พื้นที่เอกชน พื้นที่ประมงที่มีการบริหารจัดการที่ดี โดยมีพื้นที่คุ้มครอง และพื้นที่ที่มีการบริหารจัดการร่วมกันเป็นแนวกันชนเชิงนิเวศ แนวคิด OECMs เปิดทางให้การอนุรักษ์ “มีความยืดหยุ่นและมีรูปแบบที่หลากหลาย” เช่น ป่าชุมชน ทะเลชุมชน พื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืน โดยบริหารจัดการร่วมกันระหว่างรัฐ ท้องถิ่น ชุมชน องค์กรภาคประชาสังคม รวมทั้งภาคธุรกิจ

เป้าหมายของการอนุรักษ์ไม่ใช่การสงวนไว้โดยไม่ใช้ประโยชน์ใด ๆ เลย แต่เป็นการเก็บรักษา ฟื้นฟู และใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน การอนุรักษ์จะไม่มีประโยชน์อะไรเลยหากชุมชนท้องถิ่นไม่สามารถใช้และบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างยั่งยืน หลาย ๆ พื้นที่คุ้มครองบนโลกประสบกับความล้มเหลวในการอนุรักษ์ เนื่องจากปัจจัยด้านงบประมาณ การขาดแคลนบุคลากร การขาดความร่วมมือเนื่องจากกระบวนการบริหารจัดการที่ชุมชนไม่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ และขาดการติดตามประเมินผล กระบวนการทำนโยบายอนุรักษ์แบบล่างขึ้นบน (bottom-up) เช่น การทำพื้นที่คุ้มครองทางทะเลโดยชุมชนเป็นผู้นำ หรือที่เราเรียกว่า “ทะเลชุมชน” และยอมรับสิทธิของชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรในท้องถิ่นตนเอง จะทำให้ท้ายที่สุดแล้ว ชุมชนท้องถิ่นสามารถเป็นด่านหน้าในการดูแลและรักษาทรัพยากร และต่อยอดการทำงานเก็บข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพโดยใช้หลักการวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง (Citizen Science) โดยมีคนในชุมชนเป็นคนบันทึกให้เป็นระบบมากขึ้น ซึ่งพื้นที่ประเภทนี้สามารถนับเป็นหนึ่งในพื้นที่ OECMs ได้
ใครควรเป็นผู้ดูแลพื้นที่ OECMs?
การบริหารจัดการพื้นที่ OECMs สามารถทำได้หลายรูปแบบ เช่น การจัดการโดยภาครัฐ ภาคเอกชน การจัดการโดยชุมชนท้องถิ่นและกลุ่มชาติพันธุ์ และการบริหารจัดการร่วมกัน (Shared governance) ระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ เช่น รัฐ สถาบันการศึกษา สถาบันทางศาสนา และชุมชนท้องถิ่น รายงานจาก Frontier in Conservation Science ระบุว่า ระหว่างปี 2019-2023 มีพื้นที่ 820 แห่งใน 9 ประเทศรายงานมายังฐานข้อมูลของ OECMs และพบว่ากว่า 50% ของพื้นที่เหล่านี้บริหารจัดการโดยภาครัฐ และน้อยกว่า 2% บริหารจัดการโดยชุมชนท้องถิ่นและชนเผ่าพื้นเมือง สาเหตุมาจากพื้นที่ OECMs ที่รายงานมาส่วนใหญ่มีรัฐเป็นแกนนำในการจัดตั้ง นอกจากนี้ OECMs ยังเป็นเรื่องใหม่ สำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ไม่ใช่รัฐ และกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นยังกังวลว่ากระบวนการให้ความยินยอมที่ถูกออกแบบโดย “คนนอก” อาจทำลายสิทธิชุมชนและวิถีชีวิตดั้งเดิมของพวกเขา เนื่องจากนโยบายอนุรักษ์หลายอย่างก็นำไปสู่การไล่รื้อชุมชนดั้งเดิมออกจากพื้นที่ ดังนั้น OECMs อาจเกิดผลเสียต่อสังคมได้เช่นกัน หากกระบวนการให้ความยินยอมและวิธีการบริหารจัดการไม่ได้ถูกออกแบบมาอย่างถี่ถ้วน
ทั้งนี้ กลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นในเรียกร้องให้การประกาศพื้นที่อนุรักษ์ใด ๆ ต้องคำนึงถึงหลักการให้ฉันทานุมัติที่ได้รับการรับรู้ บอกแจ้งล่วงหน้า และเป็นอิสระสำหรับชนเผ่าพื้นเมือง (Free, Prior and Informed Consent)” หรือหลัก FPIC อันเป็นเครื่องมือเพื่อปกป้องสิทธิที่ดิน สิทธิในการเข้าถึงและบริหารจัดการทรัพยากร และสิทธิทางวัฒนธรรมของพวกเขา และพื้นที่ OECMs ต้องหมายความรวมถึง พื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ (Indigenous Traditional Territories: ITTs) เข้าไปด้วย
OECMs กับความกังวลต่อการฟอกเขียว ฟอกน้ำเงิน (Green & Blue Washing)
แม้ OECMs จะออกแบบมาเพื่อให้ประเทศต่าง ๆ ไปถึงเป้าหมาย 30×30 ได้เร็วขึ้น แต่การเร่งรัดให้เพิ่มพื้นที่ OECMs เร็วเกินไปโดยไม่คำนึงว่าพื้นที่เหล่านั้นได้ปฎิบัติ ไปตามเกณฑ์ที่กำหนด และได้รับความยินยอมจากชุมชนท้องถิ่นหรือชนเผ่าพื้นเมืองหรือไม่ ก็อาจทำให้ OECMs เป็นเพียง ‘สวนกระดาษ’ (Paper Parks) หรือพื้นที่คุ้มครองที่ได้รับการรับรองแต่ขาดการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ไม่มีกติกาชุมชน หรือการบังคับใช้กฎหมายที่รองรับอย่างจริงจัง ตลอดจนขาดมาตราการปกป้องคุ้มครองในทางปฏิบัติต่อพื้นที่นั้น ๆ อย่างแท้จริง ทำให้สุดท้ายแล้วพื้นที่เหล่านั้นก็เป็นพื้นที่ที่ไม่ได้บริหารจัดการและอนุรักษ์อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ กระบวนการจัดตั้งพื้นที่ OECMs ไม่ควรทำแบบบนลงล่าง (top-down) โดยละเลยหรือไม่เคารพสิทธิของชุมชนท้องถิ่นหรือชนเผ่าพื้นเมืองที่เป็นเจ้าของพื้นที่และเป็นผู้ดูแล ส่งเสริม และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนจากความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่นั้น ๆ

ในช่วงเช้าหลังทำประมงและงานบ้าน ชาวจะนะมักล้อมวงดื่มน้ำชา ทานข้าวยำ ในร้านใกล้บ้าน
กระบวนการจัดตั้งพื้นที่ OECMs ควรเป็นไปด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ ที่สำคัญคือต้องผ่านกระบวนการปรึกษาหารือและให้ความยินยอมจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ (multi-stakeholder approach) เพื่อไม่ให้ OECMs กลายเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาที่ฉาบฉวยเพื่อให้ประเทศบรรลุเป้าหมาย 30×30
ปัจจุบัน กรีนพีซ ประเทศไทย ร่วมกับชุมชนชายฝั่งใน อ.จะนะ และ อ.เทพา จ.สงขลา ผลักดันพื้นที่ชายฝั่งและทะเล ใน 7 ตำบลชายฝั่งของอำเภอจะนะ ได้แก่ ต.นาทับ ต.ตลิ่งชัน ต.สะกอม (จะนะ) ต.สะกอม (เทพา) ต.เกาะสะบ้า ต.เทพา และ ต.ปากบาง ยื่นขอเป็น OECMs พื้นที่แห่งนี้นอกจากจะมีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์แล้ว ยังมีชุมชนที่พร้อมช่วยกันอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในท้องถิ่นอย่างเข้มแข็ง สิ่งเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญของ OECMs ที่มีเป้าหมายไม่ใช่แค่การอนุรักษ์ แต่คือความมีประสิทธิภาพของการบริหารจัดการพื้นที่ให้เป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารและเชื่อมโยงภูมิทัศน์ธรรมชาติที่หลากหลายทั้งพื้นที่ควน ป่า นา และเล


