
OECMs (Other Effective Conservation Measures) หรือที่ชุมชนชายฝั่งจะนะและเทพาตั้งชื่อเรียกเป็นภาษาถิ่นว่า “เลชุมชน” คือ พื้นที่ทะเลหน้าบ้าน อันเป็นแหล่งทำมาหากินของประมงพื้นบ้าน หรือประมงชายฝั่ง เป็นที่ที่ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลและจัดการทรัพยากรทะเลและชายฝั่งโดยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมทั้งการส่งเสริมให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการดูแลและจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน เพราะทะเลหน้าบ้านคือแหล่งก่อเกิดภูมิปัญญา วิถีชีวิตชุมชน และเศรษฐกิจของชุมชน นอกจากนี้ เลชุมชนยังรวมถึงการจัดการใช้ประโยชน์จากชายหาด และการจัดการขยะทะเลด้วย
คำนิยามดังกล่าวสอดคล้องกับคำนิยามที่ระบุไว้ใน CBD ว่า OECMs เป็นพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพซึ่งอยู่นอกเขตพื้นที่คุ้มครองตามกฎหมายเดิมที่มีอยู่ และมีการบริหารจัดการเพื่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ โดยคำนึงถึงบริการจากระบบนิเวศ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และคุณค่าอื่น ๆ อย่างมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นโดยรวมอย่างยั่งยืน
ดังนั้น การอนุรักษ์ในความหมายนี้ไม่ได้เท่ากับคำว่า สงวนไว้โดยไม่อนุญาตให้ใครใช้ประโยชน์อะไรเลย และบริหารจัดการทรัพยากรโดยแยกสังคมชุมชนออกจากธรรมชาติ แต่มันคือการมองว่าธรรมชาติกับมนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันในลักษณะที่ส่งเสริมกันได้

ทำไมต้องมี “เลชุมชน”
เพื่อปกป้องระบบนิเวศของทั้งสองเมืองผ่านการบริหารจัดการร่วมกัน การป้องกันภัยคุกคามทางทะเลและชายฝั่ง โดยเฉพาะการใช้เครื่องมือประมงทำลายล้าง และการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งโดยขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน

เป็นเหตุผลที่ชุมชนชายฝั่งจะนะ-เทพาลุกขึ้นมาทำงานอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล และบริหารจัดการประมงอย่างยั่งยืนโดยชุมชนร่วมกับรัฐ สถาบันการศึกษา และภาคประชาสังคม เช่น การศึกษาวิจัย การกำหนดขนาดตาอวน ตลอดจนการตรวจตราการทำประมงทำล้ายล้างหรือการประมงที่ไม่ยั่งยืน เป็นอันตรายต่อพื้นทะเล และระบบนิเวศ
จะนะ-เทพา คือท้องฟ้า ผืนป่า ทุ่งนา และทะเลผืนเดียวกัน และเป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญ เช่น เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาเหรง และพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่น้ำเค็มและน้ำจืดมาบรรจบกันเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์ชั้นดี ถ้าจะนะเดือดร้อน หรือเทพาเดือดร้อน เราก็จะเดือดร้อนถึงกันหมด สองเมืองนี้ไม่ได้เป็นเมืองที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวและไม่เชื่อมต่อกับเมืองอื่นเลย นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมชุมชนถึงตัดสินใจกำหนดขอบเขตพื้นที่ OECMs ครอบคลุมพื้นที่ชายหาดและทะเลของทั้ง 2 อำเภอ
เพื่อปกป้องหม้อข้าวหม้อแกงทั้งในยามสงบและยามวิกฤต
“ความมั่นคงทางอาหาร” เป็นหนึ่งในหัวข้อแรก ๆ ที่ชุมชนประมงจะนะ – เทพาให้เหตุผลว่าทำไมพวกเขาถึงยังเลือกทำงานอนุรักษ์ ชุมชนมองว่าความมั่นคงทางอาหาร คือ การเข้าถึงอาหารปลอดภัยที่หลากหลายและเพียงพอตลอดปี แม้ในยามภัยพิบัติ รวมทั้งการส่งออกอาหารที่ผลิตได้ในชุมชนไปขายที่อื่นเพื่อสร้างรายได้และวัฒนธรรมทางอาหาร
อาหารทะเลจากจะนะ-เทพา ถูกส่งไปขายยังจังหวัดอื่น ๆ ในไทย และส่งออกไปต่างประเทศ เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย นอกจากนี้ ชุมชนยังแปรรูปอาหาร เช่น ปลาเค็ม กุ้งแห้ง กะปิ เพื่อส่งขายทั้งตลาดในชุมชนและในต่างจังหวัดด้วย

ในยามวิกฤต เช่น ช่วงโควิด-19 ชุมชนชายฝั่งที่จะนะ ได้ส่งอาหารทะเลแปรรูปและปรุงสุกช่วยเหลือชาวคลองเตยในกรุงเทพฯ ตลอดจนสถานการณ์น้ำท่วมใน จ. สงขลา เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ทางชุมชนได้เปิดครัวเพื่อสนับสนุนหน่วยบรรเทาสาธารณภัยและผู้ประสบภัยพิบัติ
เพื่อปกป้องวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นไม่ให้สูญหายไป ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความหลากหลายทางชีวภาพนั้นมีความเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก นั่นก็เพราะว่าความหลากหลายทางชีวภาพเป็นรากฐานของอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมในหลาย ๆ ชุมชน เป็นสาเหตุว่าทำไมการเคารพและรักษาไว้ซึ่งภูมิปัญญาท้องถิ่นในการบริหารจัดการทรัพยากรจึงถูกระบุไว้ในอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ

สำหรับชุมชนในจะนะและเทพาแล้ว มีจุดเด่นคือวัฒนธรรมอาหารการกินที่เชื่อมโยงกับความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่ งานชุมชนประจำปีอย่าง ‘อะโบ๊ยหมะ’ ปี 2568 จึงใช้ธีม “Gastronomy วัฒนธรรมอาหารวิถีชุมชน” เพื่อเล่าว่าแต่ละพื้นที่ในสงขลามีความหลากหลายทางชีวภาพอย่างไร บอกเล่าประวัติศาสตร์ความเป็นมาของพื้นที่ และภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านวัตถุดิบและเครื่องปรุงรส
ตัวอย่างเมนูเฉพาะถิ่นในพื้นที่จะนะ-เทพา เช่น “ข้าวดอกราย” เป็นอาหารเฉพาะของชาวสะกอมที่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงชายฝั่ง ชาวบ้านจะนำวัตถุดิบที่หาได้จากในครัวเรือนมาคนละอย่างสองอย่างเพื่อทำและล้อมวงกินด้วยกัน ข้าวดอกรายจึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า “ข้าวราหมัย” ที่แปลว่า “กินด้วยกัน” หมายถึง การพึ่งพาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
เพื่ออุ้มชูเศรษฐกิจท้องถิ่น ทะเลจะนะ-เทพาเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นของเศรษฐกิจของชุมชนชายฝั่งของทั้ง 2 อำเภอ เพราะชุมชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน และอาชีพอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง จากรายงาน “เสียงแห่งจะนะ” พบว่า ห่วงโซ่คุณค่าของการทำประมงทำให้เกิดการจ้างงานรวมกว่า 1,396 คน รายได้เฉลี่ยวันละ 300 บาท โดยใช้เวลาทำ งานวันละ 3-8 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับลักษณะงานที่ทำ ทำให้บางคนสามารถทำงานอื่นได้มากกว่า 1 งานในแต่ละวัน นอกจากนั้น คนที่ไม่มีเรือกว่า 100 คนยังสามารถออกหาปลาริมชายฝั่งทะเลด้วยการทอดแหริมชายหาด หาหอยเสียบ และหาเคย ทั้งเป็นอาชีพเสริมและเป็นอาชีพหลักด้วย โดยครัวเรือนที่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านมีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนประมาณ 34,327.78 บาทต่อเดือน ส่วนรายงาน “ตือโละปาตานี” ระบุว่า รายได้ของชาวประมงพื้นบ้านใน อ.เทพา จ.สงขลา เฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 25,000-30,000 บาท ไม่นับรวมรายได้เสริมจากการปลูกผักและแปรรูปอาหารขาย เช่น การทำ กะปิ กุ้งแห้ง ปลาแห้ง

นอกจากนี้ ปัจจุบัน บางชุมชนยังหันมารวมกลุ่มกันทำ “การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ” เพื่อสร้างแหล่งรายได้ทางเลือกให้ชาวประมงพื้นบ้านและกระจายรายได้สู่ครัวเรือนอื่น ๆ ที่ไม่ได้ประกอบอาชีพประมง เช่น ร้านอาหารท้องถิ่น ร้านค้ารายย่อย คนขับรถรับจ้าง และโฮมสเตย์ นอกจากนี้ ยังเป็นไปเพื่อสานต่อวัฒนธรรมท้องถิ่น
เพื่ออนาคตของคนรุ่นถัดไป ชุมชนชายฝั่งจะนะ-เทพาริเริ่มการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนก็เพราะคำนึงถึงอนาคตของลูกหลานในชุมชน ขณะเดียวกันเองก็สร้างความตระหนักรู้ และผลักดันเยาวชนในพื้นที่ก็มีส่วนรวมในการทำงานอนุรักษ์และกิจกรรมอื่น ๆ ของชุมชน เพื่อให้เข้าใจพื้นที่ตนเองและมีส่วนร่วมในการต่อยอดและพัฒนาของดีที่มีอยู่ในบ้านตนเอง และส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนรุ่นใหม่มีความเป็นผู้ประกอบการโดยมีชุมชนเป็นฐาน (Community-based entrepreneurship) รวมถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต

3 เรื่องที่คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับพื้นที่คุ้มครองทางทะเล OECMs
1. มี OECMs แล้ว ชุมชนจะทำอะไรกับทะเลไม่ได้เลย
ไม่จริง เพราะชุมชนยังคงใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศได้ตามที่กติกาที่ชุมชนร่วมกันกำหนดไว้ หรือที่เรียกว่า “ธรรมนูญชุมชน” โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพื้นที่เพื่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ โดยคำนึงถึงบริการจากระบบนิเวศ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และคุณค่าอื่น ๆ อย่างมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นโดยรวมอย่างยั่งยืน
นั่นหมายความว่า OECMs ไม่ใช่พื้นที่ที่สงวนไว้โดยไม่อนุญาตให้ใครใช้ประโยชน์อะไรเลย ไม่ใช่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมคือการแยกมนุษย์ออกจากธรรมชาติ แต่มันคือเครื่องมือที่ทำให้มนุษย์กับธรรมชาติจะอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมนั้นอย่างเกื้อกูลกันได้อย่างไร เช่น ชุมชนชายฝั่งจะนะ-เทพาต้องการรักษาธรรมชาติไว้เพราะมันคือแหล่งอาหารและรากของวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ชุมชน
2.จะนะ-เทพา ไม่มีข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพที่เป็นวิทยาศาสตร์รับรอง
ความจริงคือ ชุมชนชายฝั่งจะนะ-เทพา จัดทำฐานข้อมูลชุมชนอย่างต่อเนื่อง และร่วมมือกับสถาบันการศึกษาจัดเก็บข้อมูลทรัพยากรของชุมชน รวมทั้งมิติด้านเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดจากระบบนิเวศอย่างเป็นระบบ
จากการสำรวจทะเลและชายฝั่งอำเภอจะนะ-เทพา พบพันธุ์ปลาอย่างน้อย 448 ชนิด และสัตว์น้ำเศรษฐกิจอื่น ๆ พวก กุ้ง ปู หอย อย่างน้อย 90 ชนิด มีสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่นำมาบริโภคและขายเกือบ 200 ชนิด เช่น อินทรี จะละเม็ด กุเลา กะพงขาว กุ้งแชบ๊วย และปูม้า
นอกจากนี้ ในปี 2567 กรีนพีซ ประเทศไทย ร่วมกับชุมชนชายฝั่งจะนะ-เทพา และนักวิทยาศาสตร์ทางทะเล เก็บข้อมูลสัตว์ทะเลหน้าดิน พบสัตว์หน้าดินพื้นทะเล 9 ไฟลัม 338 ชนิด มีความหนาแน่นเฉลี่ยประมาณ 944 ตัวต่อตารางเมตร สัตว์ทะเลหน้าดินชนิดเด่น ได้แก่ หนอนปล้อง และในบางจุดสำรวจพบกุ้งเต้น หรือแอมฟิพอด และมอลลัส (หอยสองฝา) เป็นสัตว์ทะเลหน้าดินชนิดเด่นด้วย
3. OECMs จะจำกัดสิทธิชุมชน
ไม่จริง การทำพื้นที่ OECMs นอกจากไม่ได้จำกัดสิทธิชุมชนแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมสิทธิชุมชน และทำให้สิทธิต่าง ๆ ที่ระบุไว้รัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น ๆ แล้วถูกนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนชายฝั่งในการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ระบุไว้ใน มาตรา 16 ของ พ.ร.บ. ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. 2558
นอกจากสิทธิในการบริหารจัดการทรัพยากรแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมสิทธิในการพัฒนา การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงนโยบาย และสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีอีกด้วย


