The locals Chana joined a boat race in A Boi Ma event in Chana, Songkhla 

A Boi Ma is an annual local event of Chana held to tighten the relationship among local communities. The event includes a boat race, local food market, and local sport competition. 

Chana district is an important location for the local communities. It provides seafood for the locals to sustain their livelihood.  However, the industrial project backed by the government may turn this area into a deep sea port, and the community voices their concerns over the potential impact on marine biodiversity and their livelihood.
© Songwut Jullanan / Greenpeace

OECMs (Other Effective Conservation Measures) หรือที่ชุมชนชายฝั่งจะนะและเทพาตั้งชื่อเรียกเป็นภาษาถิ่นว่า “เลชุมชน” คือ พื้นที่ทะเลหน้าบ้าน อันเป็นแหล่งทำมาหากินของประมงพื้นบ้าน หรือประมงชายฝั่ง เป็นที่ที่ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลและจัดการทรัพยากรทะเลและชายฝั่งโดยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมทั้งการส่งเสริมให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการดูแลและจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน เพราะทะเลหน้าบ้านคือแหล่งก่อเกิดภูมิปัญญา วิถีชีวิตชุมชน และเศรษฐกิจของชุมชน นอกจากนี้ เลชุมชนยังรวมถึงการจัดการใช้ประโยชน์จากชายหาด และการจัดการขยะทะเลด้วย

คำนิยามดังกล่าวสอดคล้องกับคำนิยามที่ระบุไว้ใน CBD ว่า  OECMs เป็นพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพซึ่งอยู่นอกเขตพื้นที่คุ้มครองตามกฎหมายเดิมที่มีอยู่ และมีการบริหารจัดการเพื่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ โดยคำนึงถึงบริการจากระบบนิเวศ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และคุณค่าอื่น ๆ อย่างมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นโดยรวมอย่างยั่งยืน

ดังนั้น การอนุรักษ์ในความหมายนี้ไม่ได้เท่ากับคำว่า สงวนไว้โดยไม่อนุญาตให้ใครใช้ประโยชน์อะไรเลย และบริหารจัดการทรัพยากรโดยแยกสังคมชุมชนออกจากธรรมชาติ แต่มันคือการมองว่าธรรมชาติกับมนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันในลักษณะที่ส่งเสริมกันได้

ทำไมต้องมี “เลชุมชน”

เพื่อปกป้องระบบนิเวศของทั้งสองเมืองผ่านการบริหารจัดการร่วมกัน การป้องกันภัยคุกคามทางทะเลและชายฝั่ง โดยเฉพาะการใช้เครื่องมือประมงทำลายล้าง และการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งโดยขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน

Fisherfolk in Na Tub Canal, Chana District, Songkhla, Thailand. © Sirachai Arunrugstichai / Greenpeace

เป็นเหตุผลที่ชุมชนชายฝั่งจะนะ-เทพาลุกขึ้นมาทำงานอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล และบริหารจัดการประมงอย่างยั่งยืนโดยชุมชนร่วมกับรัฐ สถาบันการศึกษา และภาคประชาสังคม เช่น การศึกษาวิจัย การกำหนดขนาดตาอวน ตลอดจนการตรวจตราการทำประมงทำล้ายล้างหรือการประมงที่ไม่ยั่งยืน เป็นอันตรายต่อพื้นทะเล และระบบนิเวศ

จะนะ-เทพา คือท้องฟ้า ผืนป่า ทุ่งนา และทะเลผืนเดียวกัน และเป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญ เช่น เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาเหรง และพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่น้ำเค็มและน้ำจืดมาบรรจบกันเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์ชั้นดี ถ้าจะนะเดือดร้อน หรือเทพาเดือดร้อน เราก็จะเดือดร้อนถึงกันหมด สองเมืองนี้ไม่ได้เป็นเมืองที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวและไม่เชื่อมต่อกับเมืองอื่นเลย นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมชุมชนถึงตัดสินใจกำหนดขอบเขตพื้นที่ OECMs ครอบคลุมพื้นที่ชายหาดและทะเลของทั้ง 2 อำเภอ

เพื่อปกป้องหม้อข้าวหม้อแกงทั้งในยามสงบและยามวิกฤต

“ความมั่นคงทางอาหาร” เป็นหนึ่งในหัวข้อแรก ๆ ที่ชุมชนประมงจะนะ – เทพาให้เหตุผลว่าทำไมพวกเขาถึงยังเลือกทำงานอนุรักษ์ ชุมชนมองว่าความมั่นคงทางอาหาร คือ การเข้าถึงอาหารปลอดภัยที่หลากหลายและเพียงพอตลอดปี แม้ในยามภัยพิบัติ รวมทั้งการส่งออกอาหารที่ผลิตได้ในชุมชนไปขายที่อื่นเพื่อสร้างรายได้และวัฒนธรรมทางอาหาร

อาหารทะเลจากจะนะ-เทพา ถูกส่งไปขายยังจังหวัดอื่น ๆ ในไทย และส่งออกไปต่างประเทศ เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย นอกจากนี้ ชุมชนยังแปรรูปอาหาร เช่น ปลาเค็ม กุ้งแห้ง กะปิ เพื่อส่งขายทั้งตลาดในชุมชนและในต่างจังหวัดด้วย

ในยามวิกฤต เช่น ช่วงโควิด-19 ชุมชนชายฝั่งที่จะนะ ได้ส่งอาหารทะเลแปรรูปและปรุงสุกช่วยเหลือชาวคลองเตยในกรุงเทพฯ ตลอดจนสถานการณ์น้ำท่วมใน จ. สงขลา เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ทางชุมชนได้เปิดครัวเพื่อสนับสนุนหน่วยบรรเทาสาธารณภัยและผู้ประสบภัยพิบัติ

เพื่อปกป้องวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นไม่ให้สูญหายไป ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความหลากหลายทางชีวภาพนั้นมีความเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก นั่นก็เพราะว่าความหลากหลายทางชีวภาพเป็นรากฐานของอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมในหลาย ๆ ชุมชน เป็นสาเหตุว่าทำไมการเคารพและรักษาไว้ซึ่งภูมิปัญญาท้องถิ่นในการบริหารจัดการทรัพยากรจึงถูกระบุไว้ในอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ

สำหรับชุมชนในจะนะและเทพาแล้ว มีจุดเด่นคือวัฒนธรรมอาหารการกินที่เชื่อมโยงกับความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่ งานชุมชนประจำปีอย่าง ‘อะโบ๊ยหมะ’ ปี 2568 จึงใช้ธีม “Gastronomy วัฒนธรรมอาหารวิถีชุมชน” เพื่อเล่าว่าแต่ละพื้นที่ในสงขลามีความหลากหลายทางชีวภาพอย่างไร บอกเล่าประวัติศาสตร์ความเป็นมาของพื้นที่ และภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านวัตถุดิบและเครื่องปรุงรส 

ตัวอย่างเมนูเฉพาะถิ่นในพื้นที่จะนะ-เทพา เช่น “ข้าวดอกราย” เป็นอาหารเฉพาะของชาวสะกอมที่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงชายฝั่ง ชาวบ้านจะนำวัตถุดิบที่หาได้จากในครัวเรือนมาคนละอย่างสองอย่างเพื่อทำและล้อมวงกินด้วยกัน ข้าวดอกรายจึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า “ข้าวราหมัย” ที่แปลว่า “กินด้วยกัน” หมายถึง การพึ่งพาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

เพื่ออุ้มชูเศรษฐกิจท้องถิ่น ทะเลจะนะ-เทพาเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นของเศรษฐกิจของชุมชนชายฝั่งของทั้ง 2 อำเภอ เพราะชุมชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน และอาชีพอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง จากรายงาน “เสียงแห่งจะนะ” พบว่า ห่วงโซ่คุณค่าของการทำประมงทำให้เกิดการจ้างงานรวมกว่า 1,396 คน รายได้เฉลี่ยวันละ 300 บาท โดยใช้เวลาทำ งานวันละ 3-8 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับลักษณะงานที่ทำ ทำให้บางคนสามารถทำงานอื่นได้มากกว่า 1 งานในแต่ละวัน นอกจากนั้น คนที่ไม่มีเรือกว่า 100 คนยังสามารถออกหาปลาริมชายฝั่งทะเลด้วยการทอดแหริมชายหาด หาหอยเสียบ และหาเคย ทั้งเป็นอาชีพเสริมและเป็นอาชีพหลักด้วย โดยครัวเรือนที่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านมีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนประมาณ 34,327.78 บาทต่อเดือน ส่วนรายงาน “ตือโละปาตานี” ระบุว่า รายได้ของชาวประมงพื้นบ้านใน อ.เทพา จ.สงขลา เฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 25,000-30,000 บาท ไม่นับรวมรายได้เสริมจากการปลูกผักและแปรรูปอาหารขาย เช่น การทำ กะปิ กุ้งแห้ง ปลาแห้ง

นอกจากนี้  ปัจจุบัน บางชุมชนยังหันมารวมกลุ่มกันทำ “การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ” เพื่อสร้างแหล่งรายได้ทางเลือกให้ชาวประมงพื้นบ้านและกระจายรายได้สู่ครัวเรือนอื่น ๆ ที่ไม่ได้ประกอบอาชีพประมง เช่น ร้านอาหารท้องถิ่น ร้านค้ารายย่อย คนขับรถรับจ้าง และโฮมสเตย์  นอกจากนี้ ยังเป็นไปเพื่อสานต่อวัฒนธรรมท้องถิ่น

เพื่ออนาคตของคนรุ่นถัดไป ชุมชนชายฝั่งจะนะ-เทพาริเริ่มการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนก็เพราะคำนึงถึงอนาคตของลูกหลานในชุมชน ขณะเดียวกันเองก็สร้างความตระหนักรู้ และผลักดันเยาวชนในพื้นที่ก็มีส่วนรวมในการทำงานอนุรักษ์และกิจกรรมอื่น ๆ ของชุมชน เพื่อให้เข้าใจพื้นที่ตนเองและมีส่วนร่วมในการต่อยอดและพัฒนาของดีที่มีอยู่ในบ้านตนเอง และส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนรุ่นใหม่มีความเป็นผู้ประกอบการโดยมีชุมชนเป็นฐาน (Community-based entrepreneurship) รวมถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต

3 เรื่องที่คนเข้าใจผิดเกี่ยวกับพื้นที่คุ้มครองทางทะเล OECMs

1. มี OECMs แล้ว ชุมชนจะทำอะไรกับทะเลไม่ได้เลย

ไม่จริง เพราะชุมชนยังคงใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศได้ตามที่กติกาที่ชุมชนร่วมกันกำหนดไว้ หรือที่เรียกว่า “ธรรมนูญชุมชน” โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพื้นที่เพื่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ โดยคำนึงถึงบริการจากระบบนิเวศ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และคุณค่าอื่น ๆ อย่างมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นโดยรวมอย่างยั่งยืน

นั่นหมายความว่า OECMs ไม่ใช่พื้นที่ที่สงวนไว้โดยไม่อนุญาตให้ใครใช้ประโยชน์อะไรเลย ไม่ใช่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมคือการแยกมนุษย์ออกจากธรรมชาติ แต่มันคือเครื่องมือที่ทำให้มนุษย์กับธรรมชาติจะอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมนั้นอย่างเกื้อกูลกันได้อย่างไร เช่น ชุมชนชายฝั่งจะนะ-เทพาต้องการรักษาธรรมชาติไว้เพราะมันคือแหล่งอาหารและรากของวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ชุมชน

2.จะนะ-เทพา ไม่มีข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพที่เป็นวิทยาศาสตร์รับรอง

ความจริงคือ ชุมชนชายฝั่งจะนะ-เทพา จัดทำฐานข้อมูลชุมชนอย่างต่อเนื่อง และร่วมมือกับสถาบันการศึกษาจัดเก็บข้อมูลทรัพยากรของชุมชน รวมทั้งมิติด้านเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดจากระบบนิเวศอย่างเป็นระบบ 

จากการสำรวจทะเลและชายฝั่งอำเภอจะนะ-เทพา พบพันธุ์ปลาอย่างน้อย 448 ชนิด และสัตว์น้ำเศรษฐกิจอื่น ๆ พวก กุ้ง ปู หอย อย่างน้อย 90 ชนิด มีสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่นำมาบริโภคและขายเกือบ 200 ชนิด เช่น อินทรี จะละเม็ด กุเลา กะพงขาว  กุ้งแชบ๊วย และปูม้า 

นอกจากนี้ ในปี 2567 กรีนพีซ ประเทศไทย ร่วมกับชุมชนชายฝั่งจะนะ-เทพา และนักวิทยาศาสตร์ทางทะเล เก็บข้อมูลสัตว์ทะเลหน้าดิน พบสัตว์หน้าดินพื้นทะเล 9 ไฟลัม 338 ชนิด มีความหนาแน่นเฉลี่ยประมาณ 944 ตัวต่อตารางเมตร  สัตว์ทะเลหน้าดินชนิดเด่น ได้แก่ หนอนปล้อง และในบางจุดสำรวจพบกุ้งเต้น หรือแอมฟิพอด และมอลลัส (หอยสองฝา) เป็นสัตว์ทะเลหน้าดินชนิดเด่นด้วย 

3. OECMs จะจำกัดสิทธิชุมชน

ไม่จริง  การทำพื้นที่ OECMs นอกจากไม่ได้จำกัดสิทธิชุมชนแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมสิทธิชุมชน และทำให้สิทธิต่าง ๆ ที่ระบุไว้รัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น ๆ แล้วถูกนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนชายฝั่งในการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ระบุไว้ใน มาตรา 16 ของ พ.ร.บ. ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. 2558

นอกจากสิทธิในการบริหารจัดการทรัพยากรแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมสิทธิในการพัฒนา การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงนโยบาย และสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีอีกด้วย