หลังจากที่รัฐบาลประกาศเดินหน้าโครงการท่าเรือน้ำลึกแลนด์บริดจ์ ระนอง – ชุมพร การประกาศดังกล่าวมีเสียงคัดค้านจากประชาชนและการลงชื่อคัดค้านโครงการกว่า 198,170 รายชื่อ อย่างไรก็ตามนอกจากโครงการท่าเรือน้ำลึกแลนด์บริดจ์ที่กำลังเป็นประเด็นเกี่ยวกับความคุ้มค่าและความกังวลว่าโครงการนี้จะทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบนิเวศของ จ.ระนอง และ จ.ชุมพร เป็นวงกว้าง รวมทั้งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว ความมั่นคงทางอาหาร และสิทธิชุมชนชายฝั่งและกลุ่มชาติพันธุ์มอแกน ยังมีอีก 1 ประเด็นที่ชุมชนภาคใต้ห่วงและกังวล ได้แก่ ‘ร่าง พ.ร.บ. SEC’ หรือ ร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้
ร่าง พ.ร.บ. SEC เป็นหนึ่งในแผนระเบียงเศรษฐกิจ 4 ภาค โดยเขตที่เกิดขึ้นแล้วคือ EEC หรือ พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก และพื้นที่ต่อไปที่รัฐบาลมีแผนการจะพัฒนานั่นก็คือภาคใต้ โดยจะนำร่องใน 4 จังหวัด ได้แก่ ระนอง ชุมพร สุราษฏ์ธานีและนครศรีธรรมราช โดยจะพัฒนาพื้นที่ให้เป็นนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ ร่างกฎหมายจะอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาเช่าพื้นที่เพื่อทำโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยมีอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ ศูนย์กลางการเงินและการขนส่งของภูมิภาค และอุตสาหกรรมพลังงาน

หลายคนอาจมองว่านี่คือการพัฒนาให้ประเทศไทยมีตัวเลขทางเศรษฐกิจ เช่น GDP ที่สูงขึ้น จะมีการจ้างงานเกิดขึ้นในพื้นที่มากขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในตัวร่างกฎหมายกลับมีข้อห่วงกังวลหลายข้อ
เราอยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจกับการคัดค้านร่าง พ.ร.บ. SEC ของเครือข่ายภาคประชาชนจากภาคใต้
จุดน่ากังวลของร่าง พ.ร.บ. SEC
อภิศักดิ์ ทัศนี จาก Beach for Life พูดคุยกับเราถึงสิ่งที่น่ากังวลของร่าง พ.ร.บ.นี้มา 3 จุดหลัก ๆ ได้แก่
1.กฎหมายรวบอำนาจไว้ที่คนเพียงกลุ่มเดียว คือ คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งมีอำนาจในการละเว้นกฎหมาย ให้สิทธิพิเศษต่าง ๆ แก่นายทุน
2.ประเด็นการละเว้นทางกฎหมาย เพราะเขาจะยกเว้นกฎหมายบางฉบับเพื่อส่งเสริมเขตเศรษฐกิจภาคใต้
3.การให้สิทธิประโยชน์กับนักลงทุนต่างชาติมากเกินจำเป็น เช่น การเอาที่ดิน สปก. ที่ดินภาคการเกษตรไปใช้ในการทำอุตสาหกรรมได้ ให้สิทธิแรงงานต่างชาติพำนักระยะยาว หรือแม้กระทั่งสามารถใช้สกุลเงินต่างชาติได้โดยที่ไม่ต้องผ่านกฎหมายว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเงินตรา เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ากังวลที่สุดในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้

อภิศักดิ์ อธิบายว่า ถ้าถามว่าแล้วร่าง พ.ร.บ.SEC นี้ให้สิทธิชุมชนมีอะไรบ้าง ก็จะมี มีสิทธิ์รับรู้ และสิทธิ์ที่จะได้รับการเยียวยา หากพิจารณาให้ดี ชุมชนจะไม่มีสิทธิ์ใด ๆ เลยที่จะเข้าไปมีส่วนในการเสนอแนวทางเพื่อพัฒนาพื้นที่เลย เพราะร่างกฎหมายฉบับนี้ถูกออกแบบมาให้สิทธิพิเศษกับนักลงทุน ไม่ได้ให้สิทธิพิเศษกับประชาชน ประชาชนมีสิทธิ์แค่ได้รับการเยียวยาจากผลกระทบของการพัฒนาพื้นที่ ซึ่งประเด็นนี้คือความไม่ยุติธรรมของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้
ด้าน เกตน์สิรี ทศพลไพศาล นักรณรงค์ด้านทะเลและมหาสมุทร กรีนพีซ ประเทศไทย ให้ความเห็นว่าแนวคิดการทำเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้จะกระทบกับสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชนในพื้นที่โดยตรงเพราะเป็นการเอานิคมอุตสาหกรรมมาขยายในพื้นที่ ชุมชนจะได้รับผลกระทบ เช่น
- เสี่ยงสูญเสียบ้าน พื้นที่ที่อยู่อาศัยของชุมชนชายฝั่งอาจได้รับผลกระทบ เพราะอาจมีการไล่รื้อพื้นที่และคนออกจากพื้นที่เพื่อเป็นโครงการอุตสาหกรรม
- เสี่ยงสูญเสียอาชีพและภูมิปัญาดั้งเดิม เมื่อถูกเวนคืนพื้นที่เพื่อทำโครงการนิคมอุตสาหกรรม ชุมชนชายฝั่งอาจไม่สามารถทำประมงได้อีกต่อไป หรือหากสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป ชาวประมงจะต้องออกเรือไปหาสัตว์ทะเลไกลจากฝั่งมากขึ้น นอกจากนี้ โครงการขนาดใหญ่ เช่น แลนด์บริดจ์อาจกระทบต่อชาวมอแกนจนไม่สามารถออกเรือทำประมงได้ เป็นเหตุที่อาจจะทำให้ภูมิปัญญา เช่น การอ่านน้ำ จำลม หายไป เป็นต้น
- เสี่ยงสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ การเกิดขึ้นของโรงงานอุตสาหกรรมเสี่ยงต่อการทำลายระบบนิเวศบริเวณนั้น ๆ อยู่แล้ว เพราะต้องมีของเสียที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตปล่อยออกมา ทั้งขยะอุตสาหกรรม น้ำเสีย และควันพิษ ที่น่ากังวลคือระบบนิเวศปากแม่น้ำทั้งในระนองและชุมพร ซึ่งเป็นที่ที่น้ำจืดกับน้ำเค็มมาบรรจบกันทำให้เกิดเป็นเขตน้ำกร่อย มีความอุดมสมบูรณ์สูง เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ อาจถูกทำลายจากนโยบายการขยายพื้นที่อุตสาหกรรม

ระนอง – ชุมพร พื้นที่เป้าหมายโครงการท่าเรือน้ำลึกแลนด์บริดจ์และร่าง พ.ร.บ.SEC
รสิตา ซุ่ยยัง เครือข่ายรักษ์ระนอง จ.ระนอง กล่าวถึงเหตุผลที่เธอร่วมคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์และร่าง พ.ร.บ. SEC
“เราค้านร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เพราะ เรากังวลว่าร่าง พ.ร.บ. SEC จะเปิดทางให้กับโครงการท่าเรือน้ำลึกแลนด์บริดจ์ ระนอง – ชุมพร ทะเลจะถูกถมทั้งหมด 7,000 ไร่ จะมีมอเตอร์เวย์ ทางรถไฟ และนิคมอุตสาหกรรม ตอนนี้ยังมีแผนการทำอ่างเก็บน้ำในระนอง 9 อ่าง ซึ่งจะสร้างหายนะให้กับพื้นที่มาก ๆ

“ร่าง SEC ยังระบุว่าจะสามารถนำเข้าแรงงานต่างชาติได้ เพราะฉะนั้นคนระนองจะไม่ได้อะไรจากสิ่งนี้เลย”
ด้าน เบญจวรรณ ทับทิมทอง เครือข่ายรักษ์พะโต๊ะ จ.ชุมพร ให้ความเห็นไปในทางเดียวกันว่า “คนในชุมพรจะได้รับผลกระทบเต็ม ๆ จากโครงการแลนด์บริดจ์และร่าง พ.ร.บ. SEC สนข.พูดไว้อย่างชัดเจนว่าโครงการแลนด์บริดจ์จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มี พ.ร.บ.SEC จุดสำคัญของร่าง พ.ร.บ.นี้คือการเวนคืนที่ดินจากประชาชนไปให้นักลงทุนต่างชาติเช่า และสามารถต่อสัญญาได้คราวละ 59 ปี แสดงว่าโอกาสที่เราจะได้พื้นที่ของเรากลับคืนมายากมาก คนในพื้นที่จึงต้องเฝ้าระวัง จะให้ร่าง พ.ร.บ.ตัวนี้ผ่านไม่ได้

“ร่าง พ.ร.บ.นี้เอื้อให้นายทุนทุกอย่างแต่ไม่ได้เอื้อให้เกษตรกร ให้ประชาชนในพื้นที่ ไม่ได้เอื้อให้กับใครเลยที่เป็นรากหญ้า เราอยากบอกกับคนชุมพรว่าลุกขึ้นมาสู้เถอะ ช่วยกันดูแลทรัพยากรของเราให้ยังคงเป็นของคนไทยไม่ใช่ของนายทุน”
นอกจากนี้ รสิตา ยังย้ำถึงผลกระทบที่อาจเกดิขึ้นหากโครงการแลนด์บริดจ์เกิดขึ้นจริงว่า
“ถ้ามีโครงการแลนด์บริดจ์ แน่นอนว่าอาหารทะเลจะหายไปจากระนอง เพราะการถมทะเล 7,000 ไร่ จะกระทบกับพื้นที่ที่พี่น้องทำมาหากินพอดี ส่วนฝั่ง จ.ชุมพร พี่น้องที่พะโต๊ะจะสูญเสียพื้นที่ทำการเกษตร เพราะตัวโครงการจะไปกระทบกับพื้นที่ทำสวนทุเรียน นอกจากนี้ยังจะกระทบกับการท่องเที่ยวและเราอาจสูญเสียอาชีพจากการท่องเที่ยวไปอีก มันไม่สมเหตุสมผลที่จะสามารถนำแรงงานต่างชาติเข้ามาได้ร้อยเปอร์เซ็น แล้วพี่น้องอาจจะสูญเสียอาชีพ ที่อยู่อาศัย และพื้นที่ที่ทำกินในอนาคต”

“คนไทยจะสูญเสียอาหารทะเลที่สดสะอาด ไม่มีสารพิษ จากระนอง นอกจากนี้ต่างประเทศอย่างญี่ปุ่น มาเลเซีย เวียดนาม จีน ก็จะไม่ได้รับอาหารทะเลจากเราอีก นอกจากอาหารทะเลฝั่งระนอง เราจะเสียพื้นที่ที่ปลูกทุเรียนที่อร่อยที่สุดอย่างทุเรียนพะโต๊ะ และราชินีผลไม้อย่างมังคุด ในฝั่งชุมพรเช่นกัน”
เมื่อแนวคิดการพัฒนาของรัฐไม่ตรงกับชุมชน รัฐควรฟังเสียงคนในพื้นที่ว่าการพัฒนาที่เขาอยากได้ คืออะไร
สำหรับคนที่เติบโตมาใน จ.สงขลา อภิศักดิ์ให้ความเห็นว่า “เราเติบโตมากับเกษตรกรรมและการท่องเที่ยว เราอยากเห็นภาคใต้ยังคงเป็นพื้นที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ มีผลไม้ มีแหล่งน้ำสะอาด เป็นพื้นที่ที่เราไปดำน้ำแล้วเห็นปะการัง นี่คือภาคใต้ที่พวกเราฝันถึง แต่เราไม่ได้ปฏิเสธว่าภาคใต้ไม่ควรจะได้รับการพัฒนา การพัฒนาอุตสาหกรรมเป็นไปได้แต่ควรเป็นอุตสาหกรรมที่ต่อยอดภาคการเกษตร การท่องเที่ยวหรือประมง ซึ่งเราคิดว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่คนใต้ใฝ่ฝัน
“เราอุดมไปด้วยฐานทรัพยากร อุดมไปด้วยปลา ทำไมเราไม่มีโรงงานที่จะเกี่ยวข้องกับปลา ไม่มีโรงงานที่เกี่ยวข้องกับยางพาราหรือปาล์มน้ำมัน คนใต้ไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนานะ แต่เขาต้องการการพัฒนาที่สอดคล้องกับชีวิตของเขาและเก็บรักษาทรัพยากรที่เขารักษาหรือใช้ประโยชน์อยู่”

ส่วนภาคใต้ในฝันของ เบญจวรรณ เธอหวังว่าภาคใต้จะมีการพัฒนาด้านคมนาคมที่สะดวกขึ้นเพื่อตอบภาคการท่องเที่ยวและเกษตรกรรม เนื่องจากชุมพรมีทั้งทุเรียน และมังคุดเนื้อดีขึ้นชื่อ
“ภาคใต้ในฝันของเรา เราต้องการการคมนาคมที่สะดวก การดูแลทะเลทั้ง 2 ฝั่งเพื่อการท่องเที่ยวและประมง เป็นครัวโลก ต้องการการพัฒนาการเกษตรกรรมบนบกเพื่อตอบโจทย์ผลผลิตทางการเกษตร
“ถ้ามีรถไฟความเร็วสูงก็ยิ่งดีเพราะจะส่งเสริมการท่องเที่ยวในบ้านเรา เราสามารถสร้างมูลค่าได้มากมายถ้ารัฐบาลบริหารเป็น แต่ตอนนี้เรากลับมองแค่เรื่องอุตสาหกรรม จะเอามลพิษมาให้ภาคใต้ จะทำลายทะเลทั้ง 2 ฝั่งซึ่งเป็นที่ท่องเที่ยวระดับโลกเป็นแหล่งอาหารอุดมสมบูรณ์ มันควรจะทำลายเหรอ? ”

วาทกรรม ‘ขัดขวางความเจริญ’
อภิศักดิ์ อธิบายว่า ประชาชนไม่เคยขัดขวางความเจริญ แต่ความเจริญที่ประชาชนต้องการไม่ตรงกับที่รัฐต้องการ และสิ่งสำคัญที่สุดคือรัฐต้องฟังเสียงประชาชน เพื่อการพัฒนาที่เหมาะสมกับพื้นที่
“เราไม่เคยขัดขวางความเจริญนะ แต่แผนการพัฒนาตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีเรา (ประชาชน) ในการพัฒนาเลย ตั้งแต่การรับรู้ข้อมูลข้อเท็จจริงที่จริง ๆ แล้วประชาชนไม่เคยรู้เลย เราไม่เคยได้รับการมีส่วนร่วมที่จะเข้าไปบอกว่าเราต้องการการพัฒนาแบบไหนเลย
“ในยุคหนึ่ง ภาคตะวันออกเคยเจอ EEC วันนี้ GDP โตก็จริงแต่คนภาคตะวันออกต้องเผชิญกับมลพิษ เจอควันพิษ คำถามคือพวกเขาจะอยู่กันยังไง
“เราไม่ได้ขัดขวางการพัฒนา แต่เราคิดว่าการพัฒนาควรจะต้องถูกต่อยอดจากสิ่งที่เรามี และสิ่งที่เราเป็นมากกว่าที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิต เปลี่ยนชีวิตเราให้เป็นอื่น การพัฒนาในวันนี้ทำให้วิถีชีวิตเราเปลี่ยนไปเป็นแบบอื่น และสิ่งที่เราคิดว่ามันไม่แฟร์มาก ๆ คือแผนการพัฒนามักบอกความจริงไม่หมด แม้กระทั่งโครงการแลนด์บริดจ์ยังไม่บอกเลยว่าสัตว์หน้าดินในพื้นที่ของเราอุดมสมบูรณ์แค่ไหน แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าโครงการนี้จะทำลายพื้นที่ที่มีสัตว์หน้าดิน ซึ่งเป็นฐานสำคัญของห่วงโซ่อาหารของชุมชนละแวกอ่าวระนองทั้งหมดได้ยังไง”

ด้าน เกตน์สิรี เสริมว่า สำหรับกรีนพีซ ประเทศไทย ที่ได้เข้าไปทำงานกับคนในพื้นที่ โดยรวมมีความเห็นว่ารัฐต้องฟังเสียงชุมชน ต้องนำเอาความต้องการของชุมชนเป็นศูนย์กลางด้วยการดูว่าชุมชนเขามีต้นทุนทางทรัพยากรอะไรบ้างแล้วเริ่มพัฒนาจากจุดนั้น
“เราเคยไปคุยกับชุมชนตอนไปร่วมกันสำรวจสัตว์ทะเลหน้าดิน เราก็พบว่ามีคนในระนองมองว่า จังหวัดของเขาเป็นเมืองสุขภาพดี อากาศสะอาด มีบ่อน้ำร้อน ซึ่งสิ่งแวดล้อมที่ดีแบบนี้ทำให้เขาพัฒนาเป็นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพได้
“ระนองเป็นจังหวัดที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก มีป่าชายเลนผืนใหญ่ที่สมบูรณ์มาก ๆ หาได้ยาก และเขาสามารถนำไปเป็นกรณีศึกษา โดยการพานักเรียนนักศึกษาความสมบูรณ์ของป่าชายเลนที่นี่ ว่ามันอุดมสมบูรณ์ยังไงและสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศนี้พึ่งพากันยังไง”
สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสนใจกับผลกำไรจากโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เป็นอันดับแรก และละเลยการสนับสนุนงานอนุรักษ์โดยชุมชน ส่งผลให้รัฐอาจล้มเหลวในการปฏิบัติตามพันธกิจระหว่างประเทศ ที่ให้คำมั่นบนเวทีนานาชาติว่าจะปกป้องมหาสมุทร แต่ในประเทศกลับเดินหน้าโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศชายฝั่งและสิทธิของชุมชนท้องถิ่น

“อยากให้ทุกคนช่วยกันแชร์ช่วยกันโพสต์ข้อมูล วันละ 1 แชร์ 1 โพสต์ เพื่อให้รัฐบาลได้รับรู้ว่า คนในจังหวัดระนองไม่เห็นด้วยกับโครงการแลนด์บริดจ์ และร่าง พ.ร.บ.SEC ที่จะมาทำลายผืนแผ่นดินของเรา” – รสิตา ซุ่ยยัง เครือข่ายรักษ์ระนอง
“ร่าง พ.ร.บ.นี้เอื้อให้นายทุนทุกอย่างแต่ไม่ได้เอื้อให้เกษตรกร ให้ประชาชนในพื้นที่ ไม่ได้เอื้อให้กับใครเลยที่เป็นรากหญ้า เราอยากบอกกับคนชุมพรว่าลุกขึ้นมาสู้เถอะ ช่วยกันดูแลทรัพยากรของเราให้ยังคงเป็นของคนไทยไม่ใช่ของนายทุน” – เบญจวรรณ ทับทิมทอง เครือข่ายรักษ์พะโต๊ะ


