
อาหารหนึ่งจาน บอกเล่าเรื่องราวได้มากกว่ารสชาติ
นี่คือเรื่องราวของผู้คนที่ใช้ชีวิตปกป้องท้องทะเล การพึ่งพาและดูแลรักษาทะเลหน้าบ้านที่นำโดยชุมชนทำให้ทะเลยังคงอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพ ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน

งานอนุรักษ์ที่กินได้ คือคำเปรียบเปรยที่เห็นภาพได้อย่างดีว่าชุมชนจะนะ – เทพา ในจ.สงขลา ทำงานอนุรักษ์พร้อมกับใช้ชีวิตอย่างอุดมสมบูรณ์ได้อย่างไร ถึงแม้พวกเขาจะเป็นชาวประมงเรือเล็กที่จับสัตว์น้ำตามฤดูกาลที่หาได้จากทะเลหน้าบ้าน แต่ไม่ใช่เพียงการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรหน้าบ้านเพียงอย่างเดียว พวกเขายังมีงานที่สำคัญพอ ๆ กับการหาเลี้ยงชีพ นั่นคือการปกป้องและอนุรักษ์ทะเลให้ยังคงอุดมสมบูรณ์อยู่เสมอ

แล้วถ้าถามว่าการปกป้องและอนุรักษ์ทะเลของพวกเขาหน้าตาเป็นยังไง ? เราจะยกตัวอย่างง่าย ๆ ด้วย ‘ธนาคารปู’
บังแอ หรือ มะรูดิง ยะสิง ทำอาชีพประมงพื้นบ้าน ใน ต.เทพา อ.เทพา จ.สงขลา แต่นอกจากการทำประมงเรือเล็ก บังเแอยังเป็นประธานธนาคารปูม้า หัวเขื่อนปากน้ำเทพา อีกด้วย แกบอกกับเราว่าที่ชาวประมงพื้นบ้านและชุมชนชายฝั่งต้องทำธนาคารปู ก็เพื่อให้วงจรชีวิตของสัตว์ทะเลยังคงอยู่ต่อไปให้ได้ เพื่อที่ชุมชนจะยังได้ทำอาชีพประมงหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวต่อไป ส่วนคนที่อยู่ไกลทะเลมาหน่อยก็จะยังได้กินปูม้าสด ๆ ตัวใหญ่ ๆ และลูกหลานก็จะยังได้เห็นและได้กินอาหารทะเลเหล่านี้
เข้าใจธนาคารปู
แนวคิดการทำธนาคารปูนั้นง่ายมาก เวลาที่ชาวประมงวางลอบปู (กับดักปูแบบพับได้ที่ใส่เหยื่อล่อ) ถ้าจับได้แม่ปูไข่นอกกระดอง หรือปูตัวเมียที่มีไข่อยู่ใต้ท้องล้นออกมาจากกระดอง ชาวประมงเขาจะเก็บขึ้นฝั่ง ไม่เอาไปรวมกับปูที่จะเอาไปขายหรือเอาไปทำอาหาร แต่เขาจะเอาแม่ปูตัวนั้นไปฝากไว้ที่ธนาคาร
ธนาคารปูก็จะรับฝากแม่ปูไว้จนกว่าไข่จะฟักเป็นตัว แม่ปูหนึ่งตัวฟักไข่ลูกปูออกมาได้หลักแสนถึงหลักล้านตัวต่อครั้งเลยนะ พอฟักแล้วเขาก็จะอนุบาลแล้วเอาลูกปูไปปล่อยกลับสู่ทะเล ส่วนแม่ปูจะคืนให้กับชาวประมงที่นำปูมาฝาก แต่ส่วนใหญ่แล้ว พี่ ๆ ประมงเขาก็ไม่ค่อยเอาปูกลับไปหรอกแต่จะปล่อยแม่ปูไปพร้อมกับลูกปูเลย

นี่คือตัวอย่างของ งานอนุรักษ์กินได้ เป็นภูมิปัญญาที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นที่แม้ว่าชุมชนชายฝั่งจะพึ่งพาและใช้ทรัพยากรจากทะเล แต่พวกเขาก็ไม่ลืมที่จะอนุรักษ์และปกป้องความอุดมสมบูรณ์ ความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อที่พวกเขาและลูกหลานจะได้อยู่กับความอุดมสมบูรณ์แบบนี้ไปอีกนาน ส่วนคนไกลทะเลแบบเราก็ยังได้กินอาหารทะเลที่สด สะอาด อร่อยอีกด้วย

นอกจากการทำทำธนาคารปู ยังมีงานอนุรักษ์อีกหลากหลายรูปแบบ เช่น ทำซั้งกอเพื่อเป็นบ้านปลา และคนในชุมชนยังต้องอนุรักษ์ปลูกป่าชายเลน ปลูกป่าโกงกางเพื่อลดการกัดเซาะชายฝั่ง และเพื่อให้วงจรชีวิตของสัตว์ทะเลยังคงอยู่ต่อไปให้ได้
เลชุมชน
“เลชุมชน จะนะ–เทพา” เป็นข้อเสนอพื้นที่ OECMs แห่งแรกของประเทศไทยที่ริเริ่มและยื่นเสนอโดยภาคประชาชน ครอบคลุมพื้นที่ทะเลและชายฝั่งกว่า 404,531 ไร่ มีเป้าหมายเพื่อให้รัฐรับรองบทบาทของชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย 30×30 หรือข้อตกลงระดับโลกในการปกป้องพื้นที่ความหลากหลายทางชีวภาพทั้งบนบกและในทะเลให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี พ.ศ. 2573

ที่เรียกว่า เลชุมชน ก็เป็นการตกลงกันของชุมชนในจะนะ-เทพาที่ต้องการเรียกเครื่องมือนี้ให้เหมาะสมกับบริบทของพวกเขา และหากที่นี่ได้เป็น เลชุมชน อย่างเป็นทางการ ก็จะเป็นพื้นที่ OECMs แห่งแรกของประเทศไทยที่ดูแลจัดการโดยชุมชนเป็นผู้นำ และมีการบริหารจัดการร่วมกับภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เป็นการคืนสิทธิ์ให้ชุมชนชายฝั่งที่นี่ได้กำหนดทิศทางบ้านเกิดตัวเอง
ปัจจุบัน ข้อเสนอนี้ถูกยื่นต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 ซึ่งขณะนี้ อยู่ในสถานะ OECMs candidate หรือมีคุณสมบัติครบถ้วนตามเกณฑ์ OECMs แล้ว และรอให้คณะกรรมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ (กอช.) พิจารณารับรองต่อไป

ในช่วงเวลาที่วิกฤตสภาพภูมิอากาศกำลังคุกคามชีวิตผู้คนมากขึ้นเรื่อย ๆ ชุมชนชายฝั่งเองก็ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ยังไม่พอ พวกเขากำลังถูกซ้ำเติมผลกระทบจากการวางนโยบายแบบบนลงล่าง (Top-Down Policy) จากภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นแผนโครงการนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึกซึ่งมีแผนเข้ามาตั้งในชุมชนจะนะ – เทพา แต่ภาครัฐไม่เคยฟังเสียงของชุมชนอย่างแท้จริงว่าพวกเขาต้องการ ‘ความเจริญ’ ในรูปแบบไหนกันแน่ และมีทรัพยากรอะไรบ้างที่ชุมชนอยากต่อยอดเพื่อพัฒนาให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดี มีแหล่งอาหารทะเลที่ยังอุดมสมบูรณ์ สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้โดยที่ลูกหลานไม่จำเป็นต้องออกจากบ้านเกิดเพื่อไปทำงานในเมืองใหญ่

นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมงานอนุรักษ์ปกป้องทะเลโดยชุมชนในจะนะ – เทพา จะต้องได้รับการยกระดับเป็น ‘เลชุมชน’ (OECMs) และภาครัฐเองก็เป็นส่วนสำคัญที่จะยกระดับให้ที่นี่เป็นพื้นที่อนุรักษ์ที่กินได้ โดยชุมชนชายฝั่งอย่างสมบูรณ์
เพราะอาหารแต่ละจานคือผลลัพธ์ของการดูแลทรัพยากรทางทะเลด้วยภูมิปัญญาที่ส่งต่อกันมาหลายชั่วอายุคน และเป็นเครื่องยืนยันว่า การปกป้องทะเล ไม่ได้หมายถึงการรักษาธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการรักษาวิถีชีวิต วัฒนธรรม และความมั่นคงทางอาหารของชุมชนชายฝั่งอีกด้วย

เพราะทะเลจะนะ–เทพาไม่ได้มีแค่อาหารอร่อย แต่คือบ้านของฉลามวาฬ เต่าตนุ โลมาหลังโหนก ปลาชายฝั่งกว่า 448 ชนิด และหอยอีกกว่า 500 ชนิด ชุมชนเองก็หวังว่าพวกเขาจะได้ส่งต่อความอุดมสมบูรณ์แบบนี้ให้กับลูกหลาน
ร่วมสนับสนุนการสร้าง ‘เลชุมชน’ ของพี่ ๆ จะนะ – เทพา


