หลังจากกรีนพีซได้ร่วมกับนักวิจัยจากหลายมหาวิทยาลัยและกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เพื่อทำงานวิจัยเพื่อวิทยาศาสตร์ภาคพลเมืองกับตัวแทนชุมชนประมงจาก จังหวัดชุมพร อ.จะนะและ อ.เทพา จ.สงขลา รวบรวมข้อมูลความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเล ผ่านการสำรวจสัตว์ทะเลหน้าดิน แพลงก์ตอนสัตว์และสัตว์น้ำวัยอ่อนซึ่งเป็นหนึ่งในข้อบ่งชี้สภาพท้องทะเล และเป็นตัวกลางในการเชื่อมร้อยความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ากับภูมิปัญญาเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในทะเลและสร้างสรรค์แนวคิดใหม่ในการทำงานอนุรักษ์ร่วมกับชุมชน

กรีนพีซ ประเทศไทย ทำงานร่วมกับอาสาสมัคร ชุมชน ภาคประชาสังคม องค์กร และหน่วยงานต่าง ๆ ในการทำวิจัยเพื่อผลักดันเขตคุ้มครองระบบนิเวศที่ชุมชนมีส่วนร่วม โดยมีการเก็บตัวอย่างตะกอนและหน้าดิน การทำวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Rainbow Warrior Ship Tour 2024: Ocean Justice

วินัย ปราณสุข นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล หรือ พี่นัย ได้ไปร่วมเก็บตัวอย่างหน้าดินเพื่อสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพกับ เรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์ โดยภารกิจการเก็บตัวอย่างครั้งนี้เกิดขึ้นที่ อ.ปะทิว จ.ชุมพร และ อ.จะนะ จ.สงขลา เราอยากพาทุกคนมาสำรวจตัวตนของเขาและการเป็นนักวิจัยทางทะเลกับเนื้องานที่คนทั่วไปแบบเรา ๆ อาจไม่เคยเห็น

ย้อนกลับไปปีที่แล้ว ในเช้าที่แสงแดดจัดในเดือนสิงหาคม ทีมกรีนพีซ มาถึงห้องปฏิบัติการบริษัท มารีน อีโคเสิร์ช แมเนจเมนท์ จำกัด อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเป็นสถานที่ที่ตัวอย่างหน้าดินที่เก็บจากเรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์ ถูกส่งมาเพื่อหาจำนวนของสัตว์หน้าดิน ค้นหาความหลากหลายทางชีวภาพของ อ.ปะทิว และ อ.จะนะ ที่นี่นอกจากกลุ่มนักวิจัยสิบกว่าคน (พร้อมน้องแมว 4 ตัว และน้องหมา 1 ตัว) เรายังพบปริมาณขวดเก็บตัวอย่างสัตว์หน้าดินอีกปริมาณมหาศาล กลุ่มพี่นักวิจัยกำลังส่องกล้องกันอย่างขะมักเขม้น

หลังจากถ่ายคลิปและเล่นซนด้วยการขอส่องกล้องดูไส้เดือนทะเล พวกเราจึงหาโต๊ะว่างสำหรับเริ่มการพูดคุยครั้งนี้กับพี่นัย 

วินัย ปราณสุข นักวิจัยทางทะเล

ทำไมถึงเลือกเป็นนักวิจัยทางทะเล

จุดเริ่มต้นของอาชีพนี้ พี่นัยบอกว่าก็ต้องมาจากทะเลอยู่แล้ว ซึ่งเริ่มต้นจากสนใจปะการังและการดำน้ำ จึงเข้าไปเรียนรู้ทำงานวิจัยที่เกี่ยวกับการดำน้ำทำแนวปะการัง หรือสัตว์ทะเลที่เห็นได้ด้วยตา ในช่วงหนึ่งงานที่เกี่ยวกับปะการังเริ่มน้อยลงด้วยเรื่องงบประมาณต่าง ๆ ตอนนั้นเราทำงานในมหาวิทยาลัยก็เริ่มสอนการคีย์ข้อมูลปลา พอมีบุคลากรที่ทำงานในด้านนี้ได้แล้วเราก็เริ่มมาจับงานที่เกี่ยวกับสัตว์ทะเลขนาดเล็กบ้าง

“พองานวิจัยพวกปลาขนาดใหญ่มีคนทำเยอะแล้ว เรามาลองทำงานเกี่ยวกับสัตว์ทะเลขนาดเล็กที่ยังมีคนทำไม่เยอะอยู่บ้างดีกว่า ซึ่งเป็นงานที่เราไม่เคยทำมาก่อน ก็ต้องเริ่มด้วยการคีย์ข้อมูลลูกปลาเพราะเรามีพื้นฐานจากปลาขนาดใหญ่มาก่อน”

“เอาจริง ๆ ยากกว่าเดิมอีก (หัวเราะ) เพราะไม่ได้ใช้คู่มือจำแนกแบบไดโคโตมัส (dichotomous key: เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจสอบชนิดหรือกลุ่มของสิ่งมีชีวิต) อธิบายง่าย ๆ คือ ให้ดูจาก 1 ไป 2 ถ้าดูแล้ว 1 ไม่ใช่ก็ให้ไปดูที่ข้อ 2 สมมติมีหัวมีหนาม ไปที่ข้อ 2 มีหัวไม่มีหนาม ไปที่ข้อ 3 พวกลูกปลาเราต้องมานั่งนับกล้ามเนื้อเองอะไรเอง”

แม้จะดูเป็นเรื่องท้าทายแต่พี่นัยบอกว่า เรื่องยาก ๆ พวกนี้พอเราทำได้ก็ทำให้เรารู้สึกภูมิใจในตัวเอง และเราเชื่อว่า ถ้ามีคนอยากให้เราลองทำเรื่องใหม่ ๆ แสดงว่าเขาเห็นศักยภาพในตัวเรา แต่ละคนมีความพิเศษอะไรอยู่ในตัว 

“ถ้าเราได้รับโอกาสแล้วก็ต้องคว้าเอาไว้ ถ้าไม่ไหวค่อยว่ากันอีกที”

เรื่องเล่าจากนักวิจัยทางทะเล : วิธีการเก็บตัวอย่างหน้าดินจากก้นทะเล

พี่นัยเล่าว่า การเก็บตัวอย่างหน้าดินโดยปกติจะใช้เครื่องมือตักหน้าดิน ชื่อ Van Veen grab sampler และการใช้นักดำน้ำลงไปตักหน้าดินขึ้นมา อย่างไรก็ตามเนื่องจากเครื่องมือชนิดนี้จำเป็นจะต้องมีอุปกรณ์ในการสนับสนุนการทำงาน จึงมีการเก็บตัวอย่างในรูปแบบของนักดำน้ำที่ดำลงไปตักหน้าดินด้วย ซึ่งการเก็บตัวอย่างทั้งที่ อ.ปะทิว และ อ.จะนะ ก็ใช้การเก็บตัวอย่างในรูปแบบทั้ง 2 แบบนี้ 

Greenpeace Thailand volunteers, coastal communities, government agencies, and partner organizations conduct a research sampling to improve its knowledge of the community-led marine protected areas (MPAs) development . 

Sediment sampling includes (Macro and MeioBenthos), Zooplankton and juvenile fish, and evidence of overfishing. The findings will be utilized for further community engagement and the establishment of a collaborative networks involving communities, academics, and the government to create effective community- led MPAs.

The research is part of a month-long Rainbow Warrior ship tour under its Ocean Justice campaign, calling for the protection of marine biodiversity  and ocean justice.

จากสายตาของเราในภาพรวมที่เห็นตัวอย่างหน้าดินคร่าว ๆ ก็จะเห็นว่าทั้งสองพื้นที่ว่ามีความหลากหลายทางชีวภาพตามที่พื้นที่ทะเลชายฝั่งเป็น อธิบายเพิ่มคืออาจจะไม่ได้มีความว้าวเหมือนพื้นที่อย่างป่าโกงกาง หรือพื้นที่ที่น้ำทะเลมาบรรจบกับน้ำจืด แต่ก็เรียกได้ว่าอุดมสมบูรณ์เป็นปกติ

หลังจากนั้นก็จะเอาดินที่ตักได้มาผ่านตะแกรงร่อนและเริ่มการคัดแยกสัตว์หน้าดินที่เจอออกเป็นกลุ่ม  ๆ หลังจากนั้นก็จะเริ่มแยกชนิด และนับจำนวนสัตว์ที่พบ ซึ่งทุกขั้นตอนจะต้องมีการตรวจสอบซ้ำ หรือการ QC เพื่อเช็คว่าผลที่ได้ถูกต้องไม่มีความผิดพลาด เป็นกระบวนการสำคัญที่ทำให้ข้อมูลน่าเชื่อถือ 

Greenpeace Thailand volunteers, coastal communities, government agencies, and partner organizations conduct a research sampling to improve its knowledge of the community-led marine protected areas (MPAs) development . 

Sediment sampling includes (Macro and MeioBenthos), Zooplankton and juvenile fish, and evidence of overfishing. The findings will be utilized for further community engagement and the establishment of a collaborative networks involving communities, academics, and the government to create effective community- led MPAs.

The research is part of a month-long Rainbow Warrior ship tour under its Ocean Justice campaign, calling for the protection of marine biodiversity  and ocean justice.
© Baramee Temboonkiat / Greenpeace

“ขั้นตอนที่ยากที่สุด นานที่สุด น่าจะเป็นการจำแนกชนิด อย่างเช่น ไส้เดือนทะเล (Polycheata) เพราะว่าเป็นสัตว์ที่มีหลายกลุ่ม ตัวเล็ก และกระบวนการคอนเฟิร์มข้อมูลใช้เวลาค่อนข้างเยอะเพราะเรามีเครื่องมือจำกัด นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอีกหลายอย่าง เช่น ไส้เดือนทะเลที่เก็บได้จากฝั่งอ่าวไทยจะมีหน้าตาเหมือน ๆ กัน แต่ไส้เดือนทะเลจากฝั่งอันดามันมีความหลากหลายมาก การทำงานในพื้นที่หลากหลาย เก็บประสบการณ์เยอะ ๆ จะช่วยร่นระยะเวลาเหล่านี้ได้”

ประสบการณ์ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างพร้อมกลุ่มชุมชนในพื้นที่

พี่นัยเล่าว่าเนื่องจากต้นทุนและค่าใช้จ่ายทำให้โดยปกติเราจะไม่ได้ชวนชุมชนมาลงพื้นที่ด้วยกัน แต่ว่าโดยปกติแล้วเวลาเราออกภาคสนามเราจะพยายามติดต่อพูดคุยกับชาวบ้านในพื้นที่เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของชุมชน 

“เพราะชาวบ้านเขารู้จักพื้นที่ของเขาดีที่สุด บ่อยครั้งพอเราไปทำงานที่หน้างานจริงเราจะขออาศัยความรู้ ประสบการณ์จากคนในพื้นที่เพื่อชี้จุดพื้นที่ให้ตรงกับเป้าหมายงานที่เรากำหนดไว้มากที่สุด อย่างงานของกรีนพีซ ที่มีหัวข้อว่าจะไปสำรวจพื้นที่ใน อ.ปะทิว จ.ชุมพร และ อ.จะนะ จ.สงขลา แต่เป้าหมายคืออะไร สมมติว่าไปสำรวจพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษ เราทำได้แค่ปักหมุดในแผนที่ แต่ชาวบ้านเขาจะชี้ได้ว่าตรงไหนมีน้ำเสีย”

งานวิจัยครั้งนี้ถือเป็นครั้งพิเศษที่มีตัวแทนชุมชนจำนวนมากที่เป็นเจ้าของพื้นที่มาร่วมเก็บตัวอย่างวิจัย อย่างไรก็ตามก็มีความท้าทายหลายด้าน อย่างเช่น ความจริงการเก็บข้อมูลแบบนี้เราจะไม่เปลี่ยนมือบ่อย หมายถึงหากมีคนยิ่งจำนวนมากเข้าถึงตัวอย่างข้อมูลก็อาจเกิดข้อผิดพลาดทางข้อมูล (Error) ได้มาก โดยเฉพาะกระบวนการตักหน้าดินเก็บข้อมูล แต่ในการล้างหน้าดิน การคีบสัตว์ที่ตาเห็น ก็มีนักเรียนและชุมชนมาเป็นอาสาสมัครบ่อย ๆ เหมือนกัน

“เรามองว่ามันดีมาก ๆ เป็นการเปิดโลกอีกมุมให้กับชุมชน เพราะอย่างชาวบ้านทั้งใน อ.ปะทิว และ อ.จะนะ เขาจะมีคำถามในหัวแล้วว่า สัตว์น้ำหน้าบ้านของพวกเขาหายไปไหนหมด เป็นเพราะอวนลากหรือเปล่าที่ทำให้เกิดผลกระทบ หรือมีชาวบ้านเคยเสนอว่าเอาอวนลากมาช่วยพลิกหน้าดินไหมเพราะเขารู้ว่าในดินมีอะไรอยู่บ้าง”

“มีข้อถกเถียงที่น่าสนใจอย่าง ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งบอกว่าเมื่อมีอวนลากเข้ามาพวกเขาสามารถจับกุ้งจับสัตว์ได้เยอะขึ้น แต่อีกกลุ่มก็บอกว่าพออวนลากเข้ามาแล้วตะกอนฟุ้งทำให้ดินเสีย พอเขาได้มาลองสำรวจตัวอย่างที่เราเก็บขึ้นมาเขาก็จะเห็นว่ามันมีอะไรอยู่บ้าง เพราะมันมีหนอน มีหอยตัวเล็ก ๆ ที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่าอยู่ในดินอีกที เขาก็จะรู้แล้วว่าดินที่ดูเหมือนไม่มีอะไรจริง ๆ แล้วมันมีความหลากหลายทางชีวภาพอยู่ ก็จะเกิดความหวงแหนและนำข้อมูลไปพัฒนาต่อยอดได้ เขาจะเอาไปอธิบายได้เลยว่าที่นี่ดินดีเพราะมีสัตว์เหล่านี้อยู่ ไม่ใช่แค่ยอมให้อวนลากเข้ามาในพื้นที่”

อยากให้งานนักวิจัยทางทะเล น่าสนใจในหมู่เด็กรุ่นใหม่

พี่นัยเสริมถึงพื้นที่ อ.จะนะ จ.สงขลา ว่ารู้สึกดีใจที่ที่นี่มีน้อง ๆ คนรุ่นใหม่มาร่วมในการเก็บตัวอย่างครั้งนี้ น้อง ๆ จากชุมชนที่มีมีความกระตือรือร้น active มาก อย่างน้องคนนึงมาช่วยเราล้างดินตัวอย่าง มานั่งคีบสัตว์หน้าดินทุกวันเลย เขาอยู่ม.2 เอง แล้วก็ชอบมาก

“เนื่องจากเราเป็นทีมวิจัยเนาะ หลายครั้งเราต้องทำงานแข่งกับเวลา แต่งานครั้งนี้ที่เรามากับเรือ เราวางแผนมาเลยว่าวันนี้เราจะไปเก็บกี่จุด เราก็เลยมีเวลาเยอะพอ แล้วเราได้เห็นคนที่ active อยากรู้อยากถาม เราก็อยากให้เขามาช่วยทำเพราะเราเห็นเขาทำแล้วเรามีความสุข บางครั้งทำงานอยู่แต่ในบรรยากาศเดิม ๆ เจอสัตว์หน้าตาเดิม ๆ มันก็เบื่อ แต่ช่วงเวลาที่เราได้ลงพื้นที่แล้วเจอผู้คนเจอชุมชน เจอคนสนใจที่จะศึกษาสิ่งที่เก็บมาได้ มันเหมือนการเติมไฟในการทำงานให้เราด้วย”

การเปิดพื้นที่ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมแบบนี้สำคัญมาก เพราะอาจมีเด็ก ๆ ที่สนใจและศึกษาข้อมูลเหล่านี้ในเชิงทฤษฎีมาบ้างแล้ว กิจกรรมแบบนี้จะเป็นเวทีที่ให้เขาได้มาเห็นของจริงและเขาจะได้เรียนรู้อะไรอีกหลายอย่างและนำไปพัฒนาต่อยอดได้ โดยเฉพาะคนที่มีถิ่นฐานบ้านเกิดอยู่กับทะเล ซึ่งหลายคนก็ปัจจุบันก็กลายเป็นนักวิจัยทางทะเล

Greenpeace Thailand, volunteers, coastal communities, government agencies, and partner organizations conducted research to improve knowledge of the community-led MPA development . This includes sediment sampling (Macro and MeioBenthos), Zooplankton and juvenile fish, and evidence of overfishing. These findings will be utilized for further community engagement and the establishment of collaborative networks involving communities, academics, and the government to create effective community led MPAs.

This research is part of the Rainbow Warrior Ship Tour 2024. In a month-long activity, the Rainbow Warrior sailed to Thailand under the campaign Ocean Justice to call for the protection of marine biodiversity and ocean justice.
© Baramee Temboonkiat / Greenpeace

“ตัวพี่เองก็เหมือนกัน เราชอบทะเล อะไรก็ได้ขอให้เป็นทะเลเราลุยหมด”

งานที่เราทำ ข้อมูลที่เราหามาได้จะช่วยชุมชนชายฝั่งยังไงบ้าง

พี่นัยยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่าอย่างน้อยข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ชุมชนชายฝั่งรู้และบอกได้ว่าหน้าบ้านของพวกเขามีอะไร

“ชาวบ้านจะรู้ว่าทะเลหน้าบ้านของพวกเขามีอะไร อุดมสมบูรณ์มากน้อยแค่ไหนและเราจะปกป้องพื้นที่หน้าบ้านของพวกเราได้ยังไง ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้จากข้อมูลที่เราสำรวจมาและคืนผลวิจัยให้กับชาวบ้าน ข้อมูลเหล่านี้จะมีรูปภาพสัตว์หน้าดินระบุชนิด และบอกว่าสัตว์เหล่านี้มีความสำคัญยังไงบ้าง 

Greenpeace Thailand, volunteers, coastal communities, government agencies, and partner organizations conducted research to improve knowledge of the community-led MPA development . This includes sediment sampling (Macro and MeioBenthos), Zooplankton and juvenile fish, and evidence of overfishing. These findings will be utilized for further community engagement and the establishment of collaborative networks involving communities, academics, and the government to create effective community led MPAs.

This research is part of the Rainbow Warrior Ship Tour 2024. In a month-long activity, the Rainbow Warrior sailed to Thailand under the campaign Ocean Justice to call for the protection of marine biodiversity and ocean justice.
© Baramee Temboonkiat / Greenpeace

“อย่างไส้เดือนทะเลบางกลุ่มก็จะเป็นอาหารให้กับสัตว์ในห่วงโซ่ความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ถ้าเราเจอกลุ่มที่ไม่ดี ก็สามารถเอาข้อมูลไปคุยกันต่อในชุมชนถึงแนวทางจัดการแก้ปัญหาก็ได้ เช่น เราเจอกลุ่มไส้เดือนทะเลที่โตได้ดีในน้ำที่มีออกซิเจนต่ำ เพราะได้รับผลกระทบจากการปล่อยน้ำของบ่อกุ้งในชุมชน แบบนี้ชุมชนก็จะมีข้อมูลหนักแน่นพอที่จะไปเจรจาแก้ปัญหาได้”

ส่วนในฐานะนักวิจัย เราก็ต้องให้ข้อมูลอย่างถูกต้อง อะไรดีก็ต้องบอกดี อะไรไม่ดีก็ต้องบอกว่าไม่ดีตามความจริง

ของอร่อยใน อ.ปะทิว และ อ.จะนะ

เมื่อถามถึงการลงพื้นที่ของเหล่านักวิจัย สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ ‘อาหาร’ เพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้อง ดังนั้น ของอร่อยจากชุมชนท้องถิ่นเปรียบเสมือน Hidden Gem หายาก น้อยครั้งจะได้กิน

“ของอร่อยที่ไม่เคยกินใน อ.ปะทิว คือแกงส้มทุเรียนที่บ้านลุงเช็ค เราอยู่ทางใต้นี่กินทุเรียนสุกกันหมด การเอาทุเรียนมาแกงเป็นเมนูที่แปลกใหม่เลย และเราประทับใจลุงเช็ค ลุงเช็คเป็นคนในชุมชนปะทิวทำธนาคารปู ตอนแรกเราคิดว่าธนาคารปูของแกคงจะใหญ่มากมีสปอนเซอร์ให้เงินมาทำ แต่พอได้เห็นจริง ๆ ธนาคารของแกไม่ได้ใหญ่มาก สิ่งที่ใหญ่คือพลังในตัวแกเพราะลุงเช็คสามารถรวมเอาชุมชนให้หันมาสนใจที่จะปกป้องทะเลหน้าบ้านได้ ส่วนจะนะเนี่ยสำหรับเราก็อร่อยทุกอย่างเพราะชินแล้ว จะนะอยู่ใกล้บ้านเรากินบ่อย (หัวเราะ)”

ลุงเช็ค ผู้พัฒนา ‘ธนาคารปู’ ใน จ.ชุมพร

พอมาถึงประเด็นของกินห้องวิจัยก็ครึกครื้นกันทันที และมีประเด็นที่น่าสนใจหนึ่งนั้นก็คือปูแต่ละพื้นที่รสชาติไม่เหมือนกัน ทริปของเรือเรนโบว์ วอร์ริเออร์ที่ต้องไปทั้งชุมพรและจะนะ สงขลา ทำให้ทีมงานได้ลองกินปูทั้งสองพื้นที่ และตั้งข้อสังเกตว่า ปูทั้งสองพื้นที่รสชาติไม่เหมือนกัน (รู้สึกว่าปูที่จะนะหวานกว่าปูที่ชุมพร แต่ไม่ได้หมายความว่าที่ไหนอร่อยกว่าที่ไหน) พี่นัยช่วยไขข้อสงสัยข้อนี้ว่า

“เคยได้ยินเรื่อง ปลาสามน้ำ ไหม ปลาตัวเดียวสามารถปรับตัวให้อยู่ได้ในทั้งน้ำจืด น้ำเค็ม น้ำกร่อย พวกปลาที่อยู่ในทะเลสาบมักจะเป็นปลาสามน้ำ ส่วนปลาที่อยู่ทะเลข้างนอกที่น้ำเค็มอย่างเดียวเนื้อจะแข็ง ปลาทะเลยิ่งอยู่ใกล้ฝั่งอยู่ใกล้ปากแม่น้ำจะได้รับน้ำจืดบ้าง เนื้อจะนุ่มมากกว่าปลาทะเลข้างนอก ปูก็เหมือนกัน แต่ว่าปูที่อยู่ใกล้ฝั่งขนาดตัวของมันจะไม่ใหญ่มาก ถ้าสังเกตดูไซส์ปูที่ชุมพรกับจะนะจะไม่เหมือนกัน และปูที่นี่ (สงขลา) จะได้รับอิทธิพลจากน้ำจืดด้วยเลยทำให้เนื้อปูมีความมันความหวาน”

จริงไหมที่ปลาตาเดียวเกิดจากตาสองข้างไหลมาอยู่ข้างเดียวกัน

ก่อนหน้าที่เราจะไปเยี่ยมเยียนพี่นัยที่ห้องปฏิบัติการ พวกเรามีโอกาสไปเที่ยวทัวร์ลาต๊ะ one day trip ที่จัดโดยกลุ่มนักรบผ้าถุง กลุ่มชุมชนชายฝั่งที่ขับเคลื่อนงานรณรงค์ปกป้องทะเลหน้าบ้านใน ต.สะกอม อ.จะนะ จ.สงขลา ระหว่างทางเราไปสำรวจแพปลาแล้วก็เจอกับเจ้าปลาตาเดียว ที่วิถีชีวิตของมันจะนอนราบกับพื้นทะเลและฝั่งที่มันใช้นอนราบกับทะเลก็ไม่มีตา พี่นัยอธิบายว่ามันเป็นวิวัฒนาการของปลาชนิดนี้ แกเรียกมันว่า ‘ปลาซีกเดียว’

“ปลาซีกเดียวเนี่ย ระยะที่มันยังเป็นลูกปลาอยู่ตามันยังอยู่สองข้างซ้ายขวานะ แต่เมื่อมันโตขึ้นจนถึงวัยที่ต้องลงหน้าดินแล้ว ตามันก็จะไหล แบบเหล่ไปเรื่อย ๆ ไปกองอยู่ฝั่งเดียวกันจนชิดกัน เวลาเอาตัวแนบหน้าดินตาทั้งคู่ก็อยู่ด้านบน ด้านที่แนบกับหน้าดินจะเป็นตัวของมันจะเป็นสีขาว มองผืนน้ำทะเลด้านบนทั้งหมดเพื่อคอยสังเกตผู้ล่าหรือมองหาอาหารจากด้านบน เวลาว่ายน้ำก็จะขยับตัวเหมือนปลิวไปเรื่อย ๆ อาหารของมันคือปลาตัวเล็ก ๆ และสัตว์หน้าดิน”

พี่นัยชอบสัตว์ทะเลชนิดไหน และอยากเป็นสัตว์ทะเลตัวไหนมากที่สุด

‘เต่ามะเฟือง’ คือคำตอบของพี่นัย นั่นเป็นเพราะเต่าเป็นสัตว์กลุ่มที่มีวิวัฒนาการมานานแล้ว เต่าทะเลทั่วโลกมีอยู่แค่ 6-7 ชนิดเอง 

Located in the Native American village of Awala Yalimapo, Hattes beach is one of the world's main spots for leatherback turtle nesting.
© Pierre Gleizes / Greenpeace

“เต่ามะเฟืองเป็นเต่าที่ไม่เหมือนชาวบ้าน เต่าชนิดอื่น ๆ เขาจะมีเกล็ดซ้อน ๆ กันแต่เต่ามะเฟืองเป็นเต่าที่มีกระดองเดียวใหญ่ ๆ มันจะมีเส้นบนกระดอง 5 เส้นเหมือนมะเฟืองนะและยังเป็นเต่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ซึ่งประชากรของมันทั่วโลกไม่ได้มีเยอะ ทำให้โอกาสที่จะเจอพวกมันขึ้นมาวางไข่ค่อนข้างน้อย พี่ก็ยังไม่เคยเจอเต่ามะเฟืองตัวจริงเหมือนกัน”

“ถ้าถามว่าอยากเป็นสัตว์ชนิดไหนก็ยังอยากเป็นเต่ามะเฟืองอยู่นะ เพราะถ้าเราศึกษาเส้นทางการหากินของเต่ามะเฟืองเราจะพบว่ามันเดินทางไปทั่วโลกเลยนะ แต่เต่ามะเฟืองเกิดที่ไหนมันจะกลับมาวางไข่ที่นั่น เราเองก็เป็นคนที่ชอบการผจญภัยไปที่โน่นที่นี่ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ และสุดท้ายเมื่อเราเติบโตในระดับหนึ่งเราก็กลับมาที่บ้านเกิดที่เดิม ถ้าเรายังผูกพันกับบ้านเราก็หนีจากบ้านเกิดของตัวเองไม่ได้หรอก”

หลังจากการพูดคุยครั้งนี้ พวกเราหวังว่าพี่นัยจะได้เจอเต่ามะเฟืองตัวจริงเร็ว ๆ นี้นะคะ


ร่วมสนับสนุนการทำงานของกรีนพีซ

เราส่งต่อเรื่องราวดี ๆ ที่จะช่วยให้การปกป้องสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชนเป็นเรื่องน่ารู้ เข้าถึงง่ายและสามารถนำไปปรับใช้ต่อไปได้