กรุงเทพฯ, 2 ตุลาคม 2569 – จากสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดปราจีนบุรี และการพบคราบสีรุ้งคล้ายน้ำมันบนผิวน้ำบริเวณตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ ใกล้พื้นที่จัดการกากอุตสาหกรรม กรีนพีซ ประเทศไทย เรียกร้องให้หน่วยงานรัฐเร่งตรวจสอบและเปิดเผยผลการตรวจคุณภาพน้ำต่อสาธารณะ พร้อมยกระดับมาตรการป้องกันความเสี่ยงจากการแพร่กระจายของมลพิษในช่วงเกิดภัยพิบัติ และยืนยันว่าหากพบมลพิษจากกิจกรรมอุตสาหกรรม ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายในการควบคุม ฟื้นฟู และเยียวยาความเสียหายตามหลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” (Polluter Pays Principle)
ก่อนเกิดน้ำท่วม ชุมชนในบางพื้นที่ของจังหวัดปราจีนบุรี โดยเฉพาะอำเภอศรีมหาโพธิ ได้ติดตามปัญหามลพิษจากภาคอุตสาหกรรมมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งปัญหากากอุตสาหกรรม การปล่อยน้ำเสีย และการจัดการของเสียจากโรงงานกำจัดและรีไซเคิลขยะ โดยชุมชนได้ติดตาม ตรวจสอบ และเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐเข้ามาจัดการปัญหาเหล่านี้มาเป็นเวลาหลายปี
หนึ่งในพื้นที่ที่ชุมชนติดตามคือบริเวณตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ ซึ่งมีสถานประกอบการด้านการจัดการกากอุตสาหกรรมตั้งอยู่ ขณะที่พื้นที่โดยรอบเป็นพื้นที่ลุ่มรับน้ำและเกิดน้ำท่วมเป็นประจำ ชุมชนให้ข้อมูลว่าได้แสดงข้อกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงจากน้ำท่วมต่อพื้นที่จัดการกากอุตสาหกรรมมาตั้งแต่ปี 2563 และติดตามสถานการณ์มาอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ระดับน้ำเพิ่มสูงจนพื้นที่บางส่วนถูกน้ำล้อมรอบ
สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลถึงความเสี่ยงที่น้ำท่วมอาจพาสารปนเปื้อนจากพื้นที่อุตสาหกรรมแพร่กระจายไปตามเส้นทางน้ำสู่ชุมชน แหล่งน้ำสาธารณะ และพื้นที่เกษตรที่อยู่ปลายน้ำ ซึ่งขณะนี้ยังต้องรอผลการตรวจวิเคราะห์เพื่อยืนยันว่าคราบที่พบเป็นสารชนิดใด มีการปนเปื้อนหรือไม่ และมีแหล่งกำเนิดจากที่ใด
สุนทร คมคาย เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง กล่าวว่า “สิ่งที่ชุมชนกังวลตอนนี้คือ ระหว่างที่เรายังไม่รู้ว่าคราบที่พบคืออะไรและมีอันตรายหรือไม่ ประชาชนควรปฏิบัติตัวอย่างไร แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาเก็บตัวอย่างน้ำไปตรวจแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ชุมชนยังไม่ได้รับแจ้งผลหรือคำแนะนำด้านความปลอดภัยที่ชัดเจน ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้กากหรือสารปนเปื้อนออกสู่พื้นที่โดยรอบเมื่อเกิดน้ำท่วม และหากผลตรวจพบว่ามลพิษมาจากโรงงาน โรงงานก็ต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น ประชาชนไม่ควรเป็นฝ่ายที่ต้องรับความเสี่ยงและแบกรับความเสียหายเพียงลำพัง”
นอกจากนี้ เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ยังเรียกร้องให้อุตสาหกรรมจังหวัดปราจีนบุรีบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ไม่มีข้อยกเว้นอย่างเร่งด่วน พร้อมสั่งปิดบริษัทที่ดำเนินการหลุมฝังกลบขยะอุตสาหกรรมและโรงหลอมในทันที เนื่องจากที่ตั้งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำสำคัญ และติดกับพื้นที่อนุรักษ์เกษตรกรรมตามประกาศผังเมือง
เหตุการณ์ที่ศรีมหาโพธิสะท้อนให้เห็นว่า การรับมือภัยพิบัติในพื้นที่อุตสาหกรรมไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการบริหารจัดการน้ำท่วมหรือการเยียวยาหลังเกิดเหตุ แต่ต้องครอบคลุมถึงการป้องกันความเสี่ยงจากสารเคมี น้ำเสีย และกากอุตสาหกรรมที่อาจแพร่กระจายออกสู่สิ่งแวดล้อมเมื่อเกิดน้ำท่วม รวมถึงระบบเฝ้าระวัง การแจ้งเตือน และการให้ข้อมูลแก่ประชาชนอย่างทันท่วงที
ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศ การเตรียมพร้อมรับมือกับฝนตกหนัก น้ำท่วม และเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วจึงต้องเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนพัฒนาอุตสาหกรรม ตั้งแต่การเลือกพื้นที่ การอนุญาตประกอบกิจการ การจัดเก็บสารเคมีและกากอุตสาหกรรม ไปจนถึงแผนฉุกเฉินเมื่อเกิดภัยพิบัติ
มนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงาน กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า “น้ำท่วมครั้งนี้สะท้อนว่า การจัดการภัยพิบัติและการวางแผนพัฒนาอุตสาหกรรมไม่สามารถแยกออกจากกันได้ โดยเฉพาะเมื่อมีการพิจารณาขยายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มายังจังหวัดปราจีนบุรี ก่อนเพิ่มพื้นที่อุตสาหกรรมใหม่ รัฐบาลต้องจัดการปัญหามลพิษที่มีอยู่เดิม และนำความเสี่ยงจากน้ำท่วมและวิกฤตสภาพภูมิอากาศมาเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนอุตสาหกรรมและพลังงาน การพัฒนาใหม่ต้องคำนึงถึงขีดความสามารถของพื้นที่ในการรองรับภัยพิบัติและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อไม่ให้ชุมชนต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นทั้งจากมลพิษและวิกฤตสภาพภูมิอากาศ”
ขณะเดียวกัน การเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงต้องดำเนินควบคู่ไปกับการกำหนดความรับผิดชอบเมื่อเกิดมลพิษ โดยเฉพาะในสถานการณ์น้ำท่วมที่สารปนเปื้อนอาจเคลื่อนออกจากพื้นที่ต้นทางและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง การตรวจสอบจึงต้องไม่หยุดอยู่เพียงการระบุชนิดของสาร แต่ต้องสามารถติดตามแหล่งกำเนิด ประเมินขอบเขตผลกระทบ และนำไปสู่การกำหนดผู้รับผิดชอบต่อการควบคุมและฟื้นฟูความเสียหายอย่างชัดเจน
พิชามญชุ์ รักรอด นักรณรงค์ยุติมลพิษพลาสติก กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า “การเก็บตัวอย่างน้ำเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งสำคัญคือประชาชนต้องได้รับคำตอบอย่างโปร่งใสว่าสิ่งที่พบคืออะไร มาจากไหน แพร่กระจายไปถึงไหน และมีความเสี่ยงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างไร หากผลตรวจยืนยันว่ามีการปนเปื้อน ต้องมีการตรวจสอบแหล่งกำเนิดและผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจน และผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการควบคุมมลพิษ ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบตามหลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนต้องรับทั้งความเสี่ยงจากมลพิษและภาระในการฟื้นฟูความเสียหาย เพราะน้ำท่วมอาจพามลพิษออกไปไกลจากแหล่งกำเนิด แต่ไม่ควรพาความรับผิดชอบของผู้ก่อมลพิษหายไปด้วย”
กรีนพีซ ประเทศไทย เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเปิดเผยผลการตรวจคุณภาพน้ำต่อสาธารณะ พร้อมให้ข้อมูลและคำแนะนำด้านความปลอดภัยแก่ประชาชนระหว่างรอผลตรวจ หากพบการปนเปื้อน ต้องเร่งตรวจสอบแหล่งกำเนิด ขอบเขตการแพร่กระจายและผลกระทบ พร้อมบังคับใช้หลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” เพื่อให้ผู้ก่อมลพิษรับผิดชอบต่อการควบคุม ฟื้นฟู และเยียวยาความเสียหาย แทนการผลักภาระให้ประชาชนและภาครัฐ
ในระยะยาว รัฐบาลต้องนำบทเรียนจากเหตุการณ์นี้ไปยกระดับการจัดการความเสี่ยงในพื้นที่อุตสาหกรรม โดยประเมินผลกระทบจากน้ำท่วมและวิกฤตสภาพภูมิอากาศในขั้นตอนของการวางแผนอุตสาหกรรมและพลังงาน ตั้งแต่การเลือกพื้นที่ การอนุญาตประกอบกิจการ การจัดการกากอุตสาหกรรม ไปจนถึงระบบเฝ้าระวังและแผนฉุกเฉิน และก่อนเดินหน้าขยาย EEC มายังจังหวัดปราจีนบุรี รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่าสามารถจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่เดิม และสร้างหลักประกันว่าการพัฒนาใหม่จะไม่เพิ่มความเสี่ยงและภาระด้านสิ่งแวดล้อมให้กับชุมชน
หมายเหตุ
[1] เราจะใช้ ‘หลักการผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย’ อย่างไร ไม่ให้กลายเป็นเครื่องมือการฟอกเขียว
ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
ณัฏฐณิชา ภู่คล้าย นักสื่อสารงานรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และพลังงาน กรีนพีซ ประเทศไทย. โทร. 061 232 4596 อีเมล [email protected].


