ค่าหัว 2 ล้านบาท และข้อห่วงใยเรื่องการตั้งทีมจ้างวานมือปืน กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกเปิดเผยโดยเครือข่ายองค์กรสิทธิมนุษยชน หลังนักปกป้องสิทธิในจังหวัดปราจีนบุรีออกมาเปิดโปงเครือข่ายลักลอบทิ้งกากสารเคมีและขยะอุตสาหกรรมในพื้นที่ และนั่นคือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ชุมชนลุกขึ้นมาคัดค้านอย่างหนัก หลังมีสัญญาณว่ารัฐบาลเตรียมผนวกปราจีนบุรีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
แม้ว่านายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะออกมายืนยันว่า “ปราจีนฯ จะไม่อยู่ใน EEC” ทว่าคำยืนยันที่กลุ่มคัดค้านขยาย EEC ซึ่งรวมตัวกันหน้าศูนย์ราชการจังหวัดปราจีนบุรี เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมต้องการมากที่สุด คือ “ปราจีนบุรีต้องไม่กลายเป็นส่วนขยายของ EEC จากนี้และตลอดไป”

ความกังวลนี้เกิดขึ้นจากมติของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ในการประชุมครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ซึ่งขณะนั้นมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานตามที่ได้รับมอบหมาย โดยที่ประชุมเห็นชอบในหลักการเตรียมผนวกจังหวัดปราจีนบุรีเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ EEC ในฐานะจังหวัดที่ 4 ต่อจากชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป (ต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 เพิกถอนการมอบหมายดังกล่าว และนายกรัฐมนตรีกลับมากำกับดูแล EEC และเป็นประธาน กพอ. เอง) คนปราจีนบุรีจึงเรียกร้องเอกสารยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรที่ลงนามโดยนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล
EEC กับอภิสิทธิ์กฎหมายที่ข้ามหัวคนท้องถิ่น
ในมุมมองของรัฐบาล เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ถูกวาดหวังให้เป็น “ยุทธศาสตร์แห่งอนาคต” ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ปั๊มตัวเลขมูลค่าสินค้าและบริการทั้งหมดที่ผลิตขึ้นได้ในประเทศ (GDP) และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ รวมถึงปิโตรเคมีและพลังงานก๊าซฟอสซิลที่ขยายตัวตามโครงสร้างพื้นฐานของ EEC โดยวางพื้นที่ 3 จังหวัดอย่างฉะเชิงเทรา ระยอง และชลบุรี เป็นศูนย์กลางการพัฒนา
สำหรับชุมชนในพื้นที่อย่างปราจีนบุรี EEC กลับเปรียบเสมือนอภิสิทธิ์ชนทางกฎหมายที่เข้ามาทำลายวิถีชีวิตดั้งเดิม เติมมลพิษลงในดิน น้ำ และอากาศ จนพรากอาชีพเกษตรกรรมไปจากชุมชน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะ EEC ถูกวางโครงสร้างให้มี “อำนาจพิเศษ”
สุภาภรณ์ มาลัยลอย จากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ชี้ให้เห็น จุดเริ่มต้นของ EEC มีมาตั้งแต่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 2/2560 ก่อนประกาศใช้เป็น พระราชบัญญัติเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับพิเศษที่สุภาภรณ์กล่าวว่า “พิเศษอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย” กฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ในการกำหนดทิศทางและออกกฏเกณฑ์ใหม่เพื่อเอื้อต่อการสร้างอาณาจักรอุตสาหกรรมภาคตะวันออกอย่างเบ็ดเสร็จ

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การรวบอำนาจจัดทำผังเมือง
“เขาว่ากันว่า ผังเมืองคือประตูแรกที่กำหนดว่าพื้นที่ใดสามารถพัฒนาเป็นแบบใดได้บ้าง […] จุดประสงค์ของผังเมืองคือ ให้คนมีชีวิตอยู่อย่างปรกติสุข โดยมีข้อกำหนดว่าควรอยู่อาศัยที่ไหนและจัดสรรที่ดินอย่างไร” สุภาภรณ์กล่าว
จากเดิมที่ผังเมืองเป็นเครื่องมือจัดสรรที่ดินเพื่อคุณภาพชีวิตของชุมชน และต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน แต่กฎหมาย EEC กลับยกเลิกผังเมืองเดิมทั้งหมดใน 3 จังหวัด แล้วใช้ ‘ผังเมือง EEC’ เข้ามาแทนที่
นอกจากนี้ กฎหมาย EEC ยังปลดล็อกข้อจำกัดด้านที่ดิน พื้นที่ส.ป.ก. ซึ่งเดิมกำหนดให้เกษตรกรผู้ยากไร้ทำกินโดยห้ามเปลี่ยนมือ รวมถึง ที่ดินราชพัสดุ ถูกยกเว้นทางกฎหมาย เปิดทางให้เปลี่ยนเป็นโรงงานอุตสาหกรรมได้ ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ยังมอบสิทธิประโยชน์ ทั้งการยกเว้นภาษีนิติบุคคล ยกเว้นภาษีนำเข้าวัสดุ และการอนุญาตให้กลุ่มทุนต่างประเทศนำแรงงานของตนเข้ามาทำงานในพื้นที่ EEC อย่างเสรี จนกลายเป็น “ตั๋วทองคำ” (Golden Ticket) ให้ธุรกิจต่างชาติเข้ามาแสวงหาโอกาสและผลประโยชน์จากพื้นที่
สิ่งที่น่ากังวลคือ โครงสร้างของ กพอ. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมด้วยรัฐมนตรีและหน่วยงานด้านการลงทุน ทว่ากลับไม่มีผู้นำท้องถิ่น ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือนายอำเภอ ร่วมแม้แต่คนเดียว เสียงของประชาชนธรรมดาจึงไร้ความหมายใต้กฎหมายนี้ และทำให้การเร่งรัดเติบโตทางเศรษฐกิจกำลังเปลี่ยนภาคตะวันออกให้กลายเป็นพื้นที่ที่คุณภาพชีวิตของคนท้องถิ่นถูกละเลย
ภาคตะวันออกที่ “พัฒนา” แล้ว? บทเรียนราคาแพงจากฉะเชิงเทรา
หากมองภาพอนาคตของปราจีนบุรีที่ต้องถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ EEC บทเรียนจากจังหวัดตั้งต้นคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด เสียงสะท้อนจาก จร เนาวโอภาส ประธานคณะทำงานด้านปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อม อาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา
“หลังมีการประกาศให้ฉะเชิงเทราเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ก็มีการใช้ที่ดินอย่างผิดรูปผิดร่างเข้ามาแทนเกษตรกรรมที่เป็นจุดแข็งหลักที่เป็นอยู่เดิม ความพิเศษที่ว่าไม่ได้พิเศษต่อชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อมเลย แต่พิเศษต่อทุนและผู้มีอำนาจ” จรกล่าว

ปัญหาสำคัญที่ตามมาคือมลพิษสะสม อันเกิดจากการกำกับดูแลและตรวจสอบผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างหละหลวม ภาครัฐขาดมาตรการเด็ดขาดและบทลงโทษที่จริงจังต่อโรงงานผู้ปล่อยมลพิษ ทำให้น้ำ ดิน และอากาศปนเปื้อนสารตกค้าง เมื่อปัจจัยพื้นฐานการทำเกษตรเสียหาย เกษตรกรจึงต้องเผชิญกับผลผลิตที่ตกต่ำลง เช่น มะม่วงเกิดอาการช่อไหม้และไม่ติดผล รายได้ที่ลดลงอย่างต่อเนื่องได้บีบบังคับให้คนท้องถิ่นต้องจำใจละทิ้งอาชีพทำกินของบรรพบุรุษในที่สุด
นอกจากมลพิษและการถูกแย่งชิงที่ดินทำกินแล้ว อีกหนึ่งวิกฤตที่ซ้ำเติมคนฉะเชิงเทรา คือ “การแย่งชิงทรัพยากรน้ำ” ในพื้นที่ที่มีปัญหาน้ำแล้งเรื้ออรังและเกษตรกรเข้าถึงแหล่งน้ำได้ยากอยู่แล้ว เป็นทุนเดิม รัฐบาลทั้งส่วนกลางและท้องถิ่นกลับประกาศขอความร่วมมือให้ภาคเกษตรลดการใช้น้ำ แล้วเปิดทางให้อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีความต้องการใช้น้ำมหาศาลและเสี่ยงก่อมลพิษเข้ามาตั้งในพื้นที่ ซึ่งสะท้อนถึงนโยบายการพัฒนาที่ย้อนแย้งกับความเป็นจริงของชุมชนอย่างยิ่ง
เช็คชีพจรปราจีนบุรี หลังบ้าน EEC ยังสบายดีไหม
แม้ที่ผ่านมาปราจีนบุรีจะไม่ได้ถูกนับรวมในจังหวัดเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกอย่างเป็นทางการ แต่ด้วยทำเลที่ตั้งที่อยู่ติดกัน จึงถูกผลักดันให้ทำหน้าที่เป็น ‘หลังบ้าน EEC’ มาโดยตลอด ธันยาภัทร์ ดอกผล จากกลุ่มคนรักกรอกสมบูรณ์ เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ได้สะท้อนภาพความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ว่า ปราจีนบุรีเป็นจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งยังมีพื้นที่เชื่อมต่อกับอุทยานแห่งชาติทับลานและอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จึงมีความเหมาะสมกับการทำเกษตรกรรม อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกลับใช้ประโยชน์พื้นที่แห่งนี้ในฐานะ ‘พื้นที่รองรับอุตสาหกรรม’ เพื่อเร่งสร้างตัวเลขทางการเติบโตทางเศรษฐกิจ
“จากที่ดูน่าจะเป็นเพราะว่า ภาครัฐอยากได้ตัวเลข GDP ของประเทศ ซึ่งปราจีนมี GDP per capita สูงมาก” ธันยาภัทร์กล่าว ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 ระบุว่าปราจีนบุรีมี GDP สูงเป็นอันดับที่ 12 ของประเทศ ด้วยมูลค่าสูงถึง 258,258.74 ล้านบาท และมี GDP per capita อยู่ที่ 388,560 บาทต่อหัว แต่ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ดูสวยหรูนี้ กลับไม่ได้สะท้อนถึงคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ และไม่ได้ตกถึงมือชาวบ้านอย่างแท้จริง

เมื่อย้อนดูภาพในจังหวัดปราจีนบุรีช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จะพบความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทั้งในแง่ของ ประเภทอุตสาหกรรม และสัญชาติของผู้ถือครองใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน
ธันยาภัทร์ชี้ว่า ในยุคเริ่มต้น โรงงานอุตสาหกรรมในปราจีนมักจะมีความเกี่ยวพันกับเกษตรกรรมอันเป็นอาชีพดั้งเดิม อาทิ โรงงานแปรรูปหัวมัน ทำมันเส้น โรงปั่นข้าว ทว่าปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไป โรงงานแปรรูปผลผลิตเกษตรกรรมลดลง ทว่าเธอชี้ต่ออีกว่า ใบอนุญาตฯ ที่ประกอบการอยู่ในปัจจุบัน 1,104 แห่ง ซึ่งประมวลผลจากข้อมูลใบอนุญาตโรงงาน ประเภทโรงงานที่มีมากที่สุดคือ โรงงาน 105 หรือโรงงานคัด แยก และฝังกลบขยะ ตามมาด้วยโรงงาน 106 หรือโรงงานที่เกี่ยวข้องกับการรีไซเคิลขยะ
อีกความเปลี่ยนแปลงคือ ‘ทุนจีน’ ที่เข้ามาครอบครองการประกอบกิจการโรงงานในพื้นที่มากขึ้น ในขณะที่คนไทยมีสัดส่วนการครอบครองใบอนุญาตลดลง ธันยาภรณ์นำเสนอข้อมูลการออกใบอนุญาฯ ตมาเช็คกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ที่จัดเก็บตั้งแต่ปี 2563 จนถึงวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 พบว่า สัดส่วนใบอนุญาตไทยอยู่ที่ 38.24% ในขณะที่จีนมีสัดส่วน 29.41% และนี่เป็นเพียงตัวเลขผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งยังไม่นับการใช้นอมินีเป็นตัวแทนผู้ถือครองเครื่องมือ ซึ่งชาวบ้านคนปราจีนฯ สะท้อนว่าเป็นวิธีที่พบได้มากทีเดียว
โรงงานต่างชาติอาจฟังดูหรู ดูโก้ แต่ความจริงอาจสร้างอันตรายได้มาก อาทิ ปัญหาการกดขี่แรงงาน โดยเฉพาะแรงงานต่างชาติที่ไม่มีใบอนุญาต ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางและเข้าถึงสิทธิได้จำกัด, ด้านแรงงานไทยก็โดนกีดกัน เนื่องจากค่าแรงสูงกว่า และอาจมีสิทธิมีเสียงมากกว่าเพราะเป็นคนในพื้นที่, มีอุบัติเหตุระหว่างการทำงานที่อาจเกิดจากระบบความปลอดภัยไม่รัดกุม, เหตุระเบิด รั่วไหล ไฟไหม้ในพื้นที่โรงงานที่กระทบทั้งชีวิต และสภาพแวดล้อม, และที่ธันยาภัทร์กล่าวว่า กระทบกับคนท้องถิ่นมาก คือการปล่อยน้ำเสีย การลักลอบทิ้งหรือฝังกลบขยะ ที่ดูต้องใช้ความกล้ามากในการทำมากคือ การ “ให้ดินแจกฟรี” ชาวบ้าน แต่เป็นดินที่ผสมเศษขยะอุตสาหกรรม

ภาพพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีในปัจจุบัน นาข้าวหลายพื้นที่กลายเป็นสีดำ สีแดง น้ำมีเป็นคราบมันเกอระกัง ป่าสงวนในกรอกสมบูรณ์และศรีมหาโพธิกลายเป็นพื้นที่ทิ้งขยะ นี่เป็นภาพที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ปราจีนบุรีมีความชอกช้ำมากอยู่แล้ว และทำให้ชาวบ้านตั้งคำถามต่อมาตรการบังคับใช้กฎหมายในระดับพื้นที่
หมารักตาย การเฝ้ามอง และค่าหัว
เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ร่วมกับเครือข่ายองค์กรสิทธิมนุษยชนรายงานสถานการณ์การคุกคามถึงชีวิตต่อนักปกป้องสิทธิ นายสุเมธ เหรียญพงศ์นาม และ สุนทร คมคาย จากกลุ่มปราจีนเข้มแข็งผู้เก็บข้อมูลเรื่องการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม คณะกรรมการฯ พบหลักฐานว่ามีการ ‘ลงขันจ้างวานมือปืน’ เพื่อสังหารนักปกป้องสิทธิทั้งสองคน
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สุเมธถูกข่มขู่ เมื่อปี 2563 สุเมธเคยถูกฟ้องโดยโรงงานเอกชนแห่งหนึ่ง ด้วยข้อหาหมิ่นประมาทเป็นมูลค่า 50 ล้านบาท คุณแม่สนอง สืบไทย คุณแม่ของนายสุเมธได้ขึ้นเวทีเสวนา เล่าประสบการณ์การข่มขู่คุกคาม ทั้งต่อลูกชายและต่อตัวเธอเอง
“เขาเอารถเครื่องเสียงไปประกาศว่า ‘ชาวบ้าน ชาวบ้าน มีขยะมาเกิดตรงนี้’ แม่ก็กลัวเขาจะยิงหัวเอง ไปยืนประกบลูกไว้ เผื่อเขาจะยิงมาโดนหัวแม่” คุณแม่สนองเล่าถึงเหตุการณ์การต่อสู้เมื่อปี 2563

ต่อมาเมื่อปี 2568 ขณะที่เขาตรวจสอบกระบวนการขออนุญาตประกอบกิจการโรงงานรีไซเคิลในตำบลกรอกสมบูรณ์ และเรียกร้องให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เขาถูกบริษัทเอกชนดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาท และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
ล่าสุดราวเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา สุเมธได้รับคำเตือนให้เลี่ยงการพักอาศัยในพื้นที่เดิม เพราะมีรายงานว่า มีการจ้างมือปืนจากต่างถิ่นเพื่อสังหารเขา พร้อมกันนั้นก็มีเหตุการณ์แปลกประหลาดเกิดขึ้นในพื้นที่รอบบ้านของสุเมธ
แม่สนองเล่าว่า การที่ลูกถูกฟ้องร้อง และถูกติดตามทำให้เธอมีความกังวลมาก บางคืนมีเสียงสุนัขเห่าดังระงม เธอนอนไม่หลับด้วยความกังวล ต้องนอนสวดมนต์ให้เวลาล่วงผ่านไป เช้าวันหนึ่งคุณแม่สนองเองพบขวดน้ำดื่มและขวดเครื่องดื่มชูกำลังถูกทิ้งไว้ที่หน้าบ้านของเธอ ขณะที่คุณสุเมธไม่อยู่บ้าน

“เขามาเฝ้าตอนสุเมธไม่อยู่พอดี ถ้าสุเมธกลับมาวันนั้นพอดีก็คงเจอกัน” คุณแม่สนองกล่าว
ด้านคุณสุนทรเองได้รับการแจ้งว่า มีความพยายามคุกคามชีวิต “แหลม” ซึ่งเป็นชื่อเล่นของเขา ที่ผ่านมาก็มีการข่มขู่ทางโทรศัพท์ ฝากข้อความผ่านบุคคลใกล้ชิด และถูกติดตามความเคลื่อนไหว ต่อมาเขาได้รับแจ้งว่าเขาและสุเมธถูกตั้งค่าหัวจากผู้ประกอบการโรงงานบางส่วนกว่า 2 ล้านบาท
อ้างอิงจากแถลงการณ์ของกป.อพช. การเข้ามาของ EEC และเขตอุตสาหกรรมทำให้ภาคตะวันออกถูกคุกคามสิทธิมนุษยชนเป็นวงกว้าง ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา มีนักปกป้องสิทธิถูกคุกคามสะสมกว่า 60 คน มีลักษณะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และกรณีของนายสุเมธและสุนทร มีความคล้ายคลึงกับกรณีของ ประจบ เนาวโอภาส น้องชายของคุณจรที่เราได้พูดคุยด้วยก่อนหน้า ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2556 หลังเป็นแกนนำต้านบ่อขยะพิษหนองแหน ในจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีข้าราชการและผู้บริหารโรงงานเป็นจำเลยในข้อหาจ้างวานฆ่า ก่อนที่ศาลฎีกาจะพิพากษายกฟ้องเมื่อปี 2562 ขณะที่มือปืนสองรายถูกพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต
หากการเติบโตของ GDP ต้องแลกมาด้วยพื้นที่การเกษตรที่กลายเป็นทุ่งขยะ ตัวเลข FDI แลกมาด้วยการริดรอนสิทธิของคนท้องถิ่น การฉกฉวยโอกาสทำกิน และการขู่ฆ่านักต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อม เราจะยังเรียกสิ่งนี้ว่า ‘การพัฒนา’ ได้หรือไม่?
วันนี้คนปราจีนบุรีร่วมแสดงจุดยืนของพวกเขาแล้ว ว่าไม่ต้องการเป็นส่วนขยายของ EEC ในอนาคต ฉะนั้นแล้วบทสรุปของปราจีนบุรีนับจากนี้ คือบททดสอบสำคัญว่า รัฐบาลไทยฟังเสียงของประชาชนผู้เป็นเจ้าของพื้นที่ และจะเดินหน้าการพัฒนาไปพร้อมการดูแลคุณภาพชีวิตประชาชนตามที่ตัวแทนรัฐบาลไทย นายสุชาติ ชมกลิ่นให้คำมั่นไว้หรือไม่



