สรุปรายงาน

เกือบ 20 ปีนับตั้งแต่อาหารเด็กในบรรจุภัณฑ์แบบถุงพลาสติกบีบดูด (plastic pouch) เริ่มวางขายบนชั้นวางในซูเปอร์มาร์เก็ต

นับแต่นั้นมา ผลิตภัณฑ์อาหารเด็กแบบ “บีบและดูด” ที่สะดวกและได้รับความนิยมเหล่านี้ ได้กลายเป็นรูปแบบบรรจุภัณฑ์หลักของอาหารเด็ก และเปลี่ยนวิธีการให้อาหารทารกของผู้คนนับล้านทั่วโลก อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เริ่มปรากฏมากขึ้นกำลังก่อให้เกิดความกังวลว่า บริษัทอาหารรายใหญ่กำลังทำให้เด็ก ๆ ได้รับมลพิษจากพลาสติกโดยไม่รู้ตัว ผ่านการจำหน่ายอาหารเด็กในบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบยืดหยุ่น

ผลการทดสอบที่ศึกษาโดยกรีนพีซสากล(Greenpeace International) ในปี 2025 พบอนุภาคพลาสติกในผลิตภัณฑ์อาหารเด็กของสองบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก ได้แก่ Danone และ Nestlé งานศึกษาชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างชนิดของพลาสติกที่ใช้เคลือบภายในถุงบรรจุภัณฑ์ โพลีเอทิลี (polyethylene) กับไมโครพลาสติกที่ตรวจพบ นอกจากนี้ การทดสอบยังพบสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับพลาสติกหลายชนิด ทั้งในบรรจุภัณฑ์และในอาหารของทั้งสองแบรนด์

ผลการศึกษาดังกล่าวยิ่งตอกย้ำว่า เด็กทารกอาจได้รับสัมผัสอนุภาคพลาสติกขนาดเล็กและสารเคมีหลายชนิดจากบรรจุภัณฑ์อยู่เป็นประจำ ซึ่งทารกถือเป็นกลุ่มเปราะบางต่อสารเคมีอันตราย เนื่องจากร่างกายและอวัยวะยังอยู่ในช่วงพัฒนา

ข้อค้นพบสำคัญ

งานศึกษาชิ้นนี้ ทำการศึกษาโดย SINTEF Ocean เพื่อตรวจสอบอาหารเด็กแบรนด์ Happy Baby Organics ของ Danone และ Gerber ของ Nestlé ซึ่งบรรจุในถุงพลาสติกแบบมีฝาจุก พบว่า:

  • ในอาหารทุก ๆ 1 กรัม โดยเฉลี่ยแล้ว พบไมโครพลาสติกปนเปื้อนสูงสุดถึง 99 อนุภาคในผลิตภัณฑ์ผลไม้บดของ Danone แบรนด์ Happy Baby Organics และสูงสุดถึง 54 อนุภาคในผลิตภัณฑ์โยเกิร์ตของ Nestlé แบรนด์ Gerber 
  • เท่ากับว่า พบไมโครพลาสติกมากกว่า 11,000 อนุภาคในอาหารเด็ก 1 ถุงของ Danone แบรนด์ Happy Baby Organics และมากกว่า 5,000 อนุภาคในอาหารเด็ก 1 ถุงของ Nestlé แบรนด์ Gerber Organics

การทดสอบยังพบข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับ:

  • ความเชื่อมโยงระหว่างพลาสติกโพลีเอทิลีนที่ใช้เคลือบภายในถุง กับไมโครพลาสติกบางส่วนที่พบในอาหารเด็กที่ถูกทดสอบ
  • สารเคมีชนิดหนึ่งที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์ในอาหารและบรรจุภัณฑ์ของ Nestlé Gerber
  • สารเคมีที่เกี่ยวข้องกับพลาสติกจำนวนมาก ทั้งในบรรจุภัณฑ์และในอาหารเด็กของทั้งสองแบรนด์

หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้ว่า มนุษย์มีความเสี่ยงในการสัมผัสสารเหล่านี้อย่างมาก งานศึกษาหลายชิ้นยืนยันว่า ไมโครพลาสติกและแม้แต่นาโนพลาสติกสามารถหลุดออกมาปนเปื้อนในอาหารจากภาชนะพลาสติกได้แม้เป็นการการใช้งานโดยทั่วไป

งานวิจัยล่าสุดชิ้นหนึ่งคำนวณว่า เพียงการนำภาชนะพลาสติกสำหรับอาหารเด็กเข้าไมโครเวฟเป็นเวลา 3 นาที อาจปล่อยไมโครพลาสติกได้สูงสุดถึงประมาณ 4 ล้านอนุภาค ขณะที่ภาชนะอีกประเภทหนึ่งปล่อยนาโนพลาสติกได้สูงถึง 2 พันล้านอนุภาคต่อพื้นที่บรรจุภัณฑ์ 1 ตารางเซนติเมตร

นักวิจัยยังตรวจพบสารเคมีหลายสิบชนิดที่สามารถหลุดออกมาจากบรรจุภัณฑ์อาหารเด็ก โดยหลายชนิดเป็นสารพิษที่ไม่ได้ตั้งใจเติม (non-intentionally added substances) แม้ได้รับในปริมาณต่ำ หากได้รับสารรบกวนระบบฮอร์โมน (endocrine disrupting chemicals) ในช่วงพัฒนาการสำคัญอย่างในช่วงวัยทารก ก็อาจส่งผลอย่างมากต่อระบบสืบพันธุ์ การเจริญเติบโต ระบบเผาผลาญ และสุขภาพระยะยาวของเด็ก

ปัจจุบัน ทั่วโลกมีสัดส่วนของบรรจุภัณฑ์อาหารเด็กแบบถุงพลาสติกมีฝาจุก มากกว่าบรรจุภัณฑ์ประเภทอื่น และยังเป็นรูปแบบที่เติบโตเร็วที่สุดด้วย โดยคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 8.18 ต่อปีไปจนถึงปี 2031 และคิดเป็นร้อยละ 37.15 ของตลาดโลกในปี 2025 ตามปริมาณการใช้งาน

ขณะเดียวกัน ตลาดบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบยืดหยุ่นหลายชั้น (multilayer flexible plastic packaging) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรูปแบบบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่สร้างปัญหามลพิษและรีไซเคิลได้ยากที่สุด ถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 5.3 ต่อปีจนถึงปี 2035

สัญญาณใดก็ตามที่บ่งชี้ว่าไมโครพลาสติกและสารเคมีจากพลาสติกอาจปนเปื้อนอยู่ในอาหารเด็ก ถือเป็น “สัญญาณอันตราย” ที่ต้องได้รับการจัดการอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กทารกสัมผัสสารที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

Nestlé และ Danone รวมถึงทุกแบรนด์ที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์สัมผัสอาหารที่ทำจากพลาสติก ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ของซูเปอร์มาร์เก็ตหรือผู้ผลิตรายเล็กและรายกลาง จำเป็นต้องตรวจสอบเพิ่มเติมและพิสูจน์ว่า ผลิตภัณฑ์ของตนไม่ได้ทำให้ผู้บริโภครับไมโครพลาสติกและสารเคมีจากพลาสติกที่อาจส่งผลต่อสุขภาพ

อาหารเด็กในถุงพลาสติกเป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิกฤตบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใหญ่กว่านั้น ซึ่งนับว่าเป็นประมาณร้อยละ 40 ของการผลิตและมลพิษพลาสติกทั่วโลก

รัฐบาลยังดำเนินการไม่ทันต่อความเสี่ยง

รัฐบาลทั่วโลกยังไม่ได้ดำเนินการตาม “หลักการป้องกันไว้ก่อน” (precautionary principle) อย่างเพียงพอ ทั้งที่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันเกี่ยวกับไมโครพลาสติกและสารเคมีจากพลาสติก มีมากพอที่จะสนับสนุนให้เกิดมาตรการเชิงป้องกันทั้งในระดับประเทศและระดับโลก เพื่อลดและยุติการรับสารปนเปื้อนจากพลาสติกของเด็กทารก

แม้งานวิจัยเกี่ยวกับไมโครพลาสติกจะยังอยู่ระหว่างการพัฒนา แต่ “ความไม่แน่ชัด” ไม่ได้แปลว่า “ปลอดภัย”

อย่างไรก็ตาม กฎหมายและข้อบังคับที่ยังล้าหลัง ก็ไม่สามารถคุ้มครองสุขภาพของผู้คนจากไมโครพลาสติกและสารเคมีอันตรายในบรรจุภัณฑ์อาหารได้ โดยเฉพาะผลกระทบที่อาจเกิดกับทารก

ในขณะเดียวกัน หลายบริษัทยังคงขยายตลาดอาหารเด็กในบรรจุภัณฑ์พลาสติกอย่างมหาศาล โดยไม่มีความโปร่งใสเกี่ยวกับการทดสอบและความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์

ท่ามกลางการเจรจาเพื่อจัดทำสนธิสัญญาพลาสติกโลก (United Nations Global Plastics Treaty negotiations) ในขณะนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่รัฐบาลทั่วโลกจะร่วมกันใช้แนวทางเชิงป้องกัน เพื่อคุ้มครองสุขภาพของประชาชน ผ่านการยกเลิกการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งและสารเคมีที่เป็นอันตราย รวมถึงลดการผลิตพลาสติกที่ไม่จำเป็นทั่วโลก