นี่คือเรื่องราว 1 ปีแห่งการผจญภัยในมหาสมุทร จากขั้วโลกเหนือสู่ขั้วโลกใต้ บนเรือรณรงค์ของกรีนพีซ ช่วงเมษายน 2562 ถึงเมษายน 2563 ภารกิจครั้งประวัติศาสตร์นี้รวมพลนักวิทยาศาสตร์ สื่อมวลชน และนักรณรงค์หลายร้อยชีวิต รวมถึง 13 ช่างภาพชั้นนำระดับโลก ร่วมกันสำรวจและเปิดโปงภัยคุกคามที่มหาสมุทรโลกกำลังเผชิญ

ภารกิจ ‘Pole to Pole Expedition’ เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญกรีนพีซที่เรียกร้องให้ผู้นำทั่วโลกลงนาม ‘สนธิสัญญาทะเลหลวง’ ที่อยู่ระหว่างการเจรจาในเวทีสหประชาชาติ เพื่อสร้างเขตคุ้มครองระบบนิเวศในทะเลทั่วโลก มอบพื้นที่ปลอดภัยให้สิ่งมีชีวิต

ทีมงานที่ร่วมภารกิจนี้ ไม่ได้อยู่กันแบบสบาย ๆ เพราะชีวิตบนเรือแต่ละเที่ยวกินเวลานานหลายสัปดาห์ ต้องทนคลื่นไส้กลางคลื่นลมบ้าระห่ำ เจออากาศแปรปรวน และขั้นตอนการขนย้ายข้าวของสุดหิน ช่างภาพมือรางวัลจะมาแชร์ประสบการณ์ ‘จำไม่ลืม’ จากการเดินทางครั้งนี้ ผ่านภาพถ่ายที่พวกเขาชอบที่สุด

A family of walrus are seen resting atop an ice floe at Dahlbreen glacier in Svalbard.

The Esperanza and Arctic Sunrise are in Svalbard on the first leg of one of Greenpeace's biggest ever expeditions: an almost year-long pole to pole voyage from the Arctic to the Antarctic, to highlight the many threats facing the oceans and to campaign for a Global Ocean Treaty covering all seas outside of national waters. 
The 'Protect the Oceans' expedition will see scientists and campaigners team up to research the threats of climate change, overfishing, plastic pollution, deep sea mining and oil drilling.

เราล่องเรือรอบหมู่เกาะสวาลบาร์ด (Svalbard) ที่นอร์เวย์ นานอยู่ 1 เดือน แต่ที่ผมจำได้ดีคือวันแรก ๆ ของทริป เรือทอดสมออยู่ที่อ่าวฟยอร์ด ใกล้ธารน้ำแข็งยักษ์ ดาฮ์ลเบรเอ่น (Dahlbreen) ผมยืนที่ดาดฟ้าเรืออยู่หลายชั่วโมง ถ่ายรูปกับวิดีโอ เรือก็ลอยตุ๊บป่องไปรอบ ๆ สมอ ตอนนั้นมันดึกแล้วนะ แต่แสงสวยมาก เพราะเป็นฤดูร้อนที่ขั้วโลก มหาสมุทรมันฉาบไปด้วยน้ำแข็ง ราบสุดลูกหูลูกตา งามเหมือนมนต์สะกด ผมนี่รัวชัตเตอร์ไม่ยอมหยุด คิดไปด้วยว่าธรรมชาติช่างดูบอบบาง แต่ก็แอบซ่อนความโหดร้าย

วันต่อมา หิมะตก วิวรอบ ๆ เปลี่ยนไปเยอะ มองไม่เห็นธารน้ำแข็งใหญ่ตรงหน้าแล้ว เรือของเราล่องอยู่กลางน้ำแข็ง ได้อารมณ์อยู่ในหนังของอังเดรย์ ทาร์คอฟสกี้ ผู้กำกับที่ผมชอบน่ะ ตอนที่ผมกำลังงง ๆ ว่าเราอยู่ไหนแล้ว ผมก็เหลือบไปเห็นครอบครัววอลรัสนอนบนแผ่นน้ำแข็ง กลางมหาสมุทรสีขาวบริสุทธิ์ เงียบสงบยามราตรี ผมแทบจะหยุดเวลาไว้ตรงนั้น ภาพนี้ยังอยู่ในหัวผมมาตลอด

Crew on the bridge of the Esperanza.
The Esperanza and Arctic Sunrise are in Svalbard on the first leg of one of Greenpeace's biggest ever expeditions: an almost year-long pole to pole voyage from the Arctic to the Antarctic, to highlight the many threats facing the oceans and to campaign for a Global Ocean Treaty covering all seas outside of national waters. 
The 'Protect the Oceans' expedition will see scientists and campaigners team up to research the threats of climate change, overfishing, plastic pollution, deep sea mining and oil drilling.

ผมกลับมาอีกแล้ว หลังจากได้รับคำชวนแบบฉุกละหุกให้ร่วมคณะเดินทาง Pole to Pole Expedition กับกรีนพีซ ทั้งที่ยังเหนื่อยจากภารกิจอื่นที่เพิ่งจบไป อยากจะพักสักหน่อย แต่ผมก็เซย์เยส จริง ๆ แล้วผมได้ไปเยือนมหาสมุทรอาร์กติกในหน้าร้อนทุก ๆ ปี ตั้งแต่ปี 2552 อยู่แล้ว ไปถ่ายภาพสำรวจผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ยังไม่เคยขึ้นเหนือไปไกลจนถึงทะเลน้ำแข็ง ผมตื่นเต้นแทบรอไม่ไหว

ย้อนกลับไป 2 วันก่อน ผมยังนั่งดูคอนเสิร์ตชิลล์ๆกับครอบครัวที่โรงละคร London Palladium ตอนนี้มายืนแข็งอยู่กลางลมหนาวติดลบ 48 องศา กลางมหาสมุทรอาร์กติก แต่สิ่งที่อยู่ในใจผมมากกว่า คือความรู้สึกหดหู่ สิ้นหวัง เราได้เฝ้าสังเกตมานานว่าเมื่อไรจะเห็นสัตว์ต่าง ๆ ที่นี่ เมื่อก่อนเราจะเห็นวาฬทางใต้ เห็นหมีขั้วโลกแถว ๆ หมู่เกาะสวาลบาร์ด (Svalbard) แต่ตอนนี้กลับว่างเปล่า มีแต่นกฟูลมาร์เท่านั้นที่ยังเหลือให้เห็น มันรู้สึกจุกนะ ไม่รู้ว่าเรากำลังเห็นจุดจบของมหาสมุทรอาร์กติกอยู่หรือเปล่า

ภาพที่ผมเลือกมาให้ดู คือทีมเจ้าหน้าที่ประจำเรือ ที่เป็นหูเป็นตาของเรือลำนี้ แม้พวกเขาจะเศร้ากับความเปลี่ยนแปลงที่เห็น แต่ก็ยังมีความรู้สึกดี ๆ ทุกคนคงรู้สึกไม่ต่างกัน ว่านี่เป็นประสบการณ์พิเศษที่ได้อยู่บนเรือเอสเพอรันซา มองวิวที่เปลี่ยนไป ฝ่าทะเลน้ำแข็ง อาบแสงพระอาทิตย์เที่ยงคืน สิ่งที่คุณอาจไม่เห็นในภาพคือเสียงหัวเราะ เสียงเพลง ขณะที่เรือเด้งขึ้นลงผ่านน้ำแข็ง สถานที่ทำงานสุดประหลาดนี้เปี่ยมไปด้วยมิตรภาพ ความผูกพัน ถ้าให้นับวันที่ผมทำงานบนเรือเอสเพอรันซาตั้งแต่ปี 2552 ผมก็ใช้ชีวิตบนเรือนี้มากว่าหนึ่งปีแล้วครับ รู้สึกเหมือนได้กลับบ้านทุกครั้งที่ขึ้นเรือ

Greenpeace ship Esperanza is investigating the overfishing of sharks in the North Atlantic ocean on transit to the Azores.

ตอนเช้าของวันสุดท้ายบนเรือ เราพบเรือประมงสัญชาติสเปน กำลังดึงฉลามขึ้นจากน้ำ มันสะเทือนใจมากที่เห็นสัตว์สำคัญของระบบนิเวศทะเลต้องถูกลากขึ้นมาแบบนี้ ฉลามถูกเกี่ยวด้วยเบ็ดขนาดใหญ่ ไม่มีทางสลัดหนีได้ ในฐานะช่างภาพ ฉันเคยเห็นอะไรมาเยอะ แต่ตอนนั้นฉันถึงกับน้ำตาไหลอาบแก้มขณะถ่ายรูป

วันนั้นคลื่นลมแรง ผู้ประสานงานของเราประเมินความเสี่ยงมาอย่างดี ก่อนตัดสินใจส่งเรือเล็กแล่นไปใกล้เรือประมง นั่นเป็นโอกาสครั้งเดียวที่จะได้บันทึกภาพการกระทำน่าสะพรึง ในน่านน้ำสากลที่ขาดการดูแล ภาพนี้จะเป็นสักขีพยานต่อคนทั่วโลก ตอนนั้นฉันทั้งเสียใจ อะดรีนาลีนหลั่งไปทั่วร่าง น้ำทะเลก็สาดไม่หยุดระหว่างที่เราเข้าใกล้เรือประมงเพื่อบันทึกเหตุการณ์

เรือลำนี้จับสัตว์น้ำด้วยเบ็ดราว (longline) ปล่อยเบ็ดตะขอหลายร้อยอัน ผูกตามสายที่ลากในทะเล ยาวกว่า 60 กิโลเมตร สิ่งที่เราเห็นถือว่าน้อยนิดถ้าเทียบกับอุตสาหกรรมใหญ่โต การทำประมงแบบทำลายล้างนี้คือตัวอย่างที่บอกว่าระบบจัดการดูแลมหาสมุทรโลกล้มเหลวแค่ไหน สิ่งที่เราต้องการเร่งด่วนคือสนธิสัญญาทะเลหลวง เราต้องสร้างเครือข่ายเขตคุ้มครองระบบนิเวศทางทะเลทั่วโลกเพื่อให้สัตว์ทะเลอย่างเช่น ฉลาม มีโอกาสฟิ้นฟูตัวเอง

A crew member during the Protect the Oceans tour, Lost City leg in Azores, Portugal.

คนนี้เขาชื่อ Han Bum ค่ะ เป็นเพื่อนคนที่สองของฉันบนเรือเอสเพอรันซา เราเจอกันตอนเดินทางจากหมู่เกาะอะโซร์ส (Azores) ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปประเทศจาเมกา (Jamaica) นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ขึ้นเรือเดินสมุทรและพบปะคนทั่วโลก แม้ผู้คนจะหลากหลาย แต่เราก็จูนกันได้เพราะความสนใจที่คล้ายกัน

และ Han Bum ก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ ฉันถ่ายรูปเขาตอนทำงานอยู่หลายวัน เจอทีไรแกก็ยิ้มทุกครั้ง ฉันเลยแซวแกว่า ซีเรียสกับเขาหน่อยไหม คุณเป็นหัวหน้างานนะ แล้วแกก็ทำหน้าแบบที่เห็นในรูป กลายเป็นภาพ portrait ที่ฉันชอบในทริปนี้

การเป็นช่างภาพฟรีแลนซ์ในคณะเดินทางแบบนี้ทำให้ได้ประสบการณ์แปลกใหม่ ได้เห็นทีมงานตรากตรำออกไปเก็บข้อมูลภูเขาใต้ทะเล โดยอยู่บนเรือเป่าลมกลางมหาสมุทร รู้สึกเหมือนอยู่ในหนังเลย พอเขากลับมาพร้อมภาพถ่ายสุดอลัง มันรู้สึกว่า เออ ก็คุ้มกับความเหนื่อย เป็นเวลาแห่งความสุขของทุกคน ตอนนั้นฉันเห็นแล้วว่าภารกิจนี้สำคัญกับปัจจุบันและอนาคตของโลกยังไง แต่ฉันก็ชอบภาพนี้อยู่ดี ภาพผู้คนที่เต็มไปด้วยแพชชันในการปกป้องมหาสมุทร

A flying fish at night in the Sargasso Sea. Greenpeace is on an expedition in the Sargasso Sea, a unique region in the North Atlantic Ocean that is home to a diverse array of marine life, including loggerhead and green sea turtles.
The journey, part of the "Protect the Oceans" year long tour, will see Greenpeace and University of Florida researchers team up to study the impact of plastics and microplastics on marine life and the importance that the Sargasso's drifting Sargassum seaweed habitat has for the development of juvenile sea turtles.

พวกเราดำน้ำลงไปลึกกว่า 30 เมตร ในความมืด กลางมหาสมุทรแอตแลนติกเวิ้งว้าง เราดำน้ำกลางคืน หรือ Blackwater dives เพื่อรูปที่มีฉากมืดมิดสุดพิศวงแบบนี้ ในช่วงท้ายของการดำน้ำแต่ละรอบ ผมจะเผื่ออากาศในถังออกซิเจนเอาไว้ดูปลาบิน (Flying fish) เป็นสัตว์ที่ประหลาด ปลาบ้าอะไรบินได้ โคตรเท่ เราไม่สามารถเข้าใกล้ปลาพวกนี้ตอนกลางวัน แต่กลางคืน มันชอบเข้ามาหาแสงไฟของเราเพื่อหาอาหาร ชอบมากครับที่ได้ดูปลาพวกนี้ใกล้ ๆ

Divers on their way to explore the depth of the Amazon Reef. Halocline effect shows the variation of salinity in different layers.

นี่เป็นครั้งแรกที่นักดำน้ำลึกลงไปสำรวจแนวปะการังแอมะซอน (Amazon Reef) ระบบนิเวศที่มีลักษณะเฉพาะตัวลึกลงไปใต้น้ำ 130 เมตร ทีมเราลงไปสำรวจทุกวันกลางกระแสน้ำเชี่ยวกรากนอกชายฝั่งเฟรนช์เกียนา (French Guiana) ผมดำน้ำตัวเปล่าแบบ freediving ไปอำนวยความสะดวกให้นักดำน้ำ และถ่ายรูปก่อนที่พวกเขาจะหายลับไปที่ระดับความลึก 20 เมตร หลังพยายามถ่ายรูปแบบนี้อยู่ 10 ครั้ง ตลอด 10 วัน ในที่สุด ผมก็เจอจังหวะเหมาะ ได้ภาพนักดำน้ำล่องลอยกลางความเวิ้งว้าง ก่อนจะหายไปในความมืดของทะเลลึก เพื่อไปยังแนวปะการังแอมะซอน

Humpback Whale in the Indian Ocean. © Paul Hilton / Greenpeace
ผลักดันเขตคุ้มครองทางทะเล

ด้วยวิกฤตหลายๆด้านที่กำลังคุกคามมหาสมุทร เราจึงจำเป็นต้องปกป้องมหาสมุทรโลกอย่างน้อย 1 ใน 3 ส่วนภายในปี พ.ศ.2573 

มีส่วนร่วม