หลังวิกฤตโรคระบาด Covid-19 ผู้เชี่ยวชาญต่างคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยจะเติบโตต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งการกู้เงินของรัฐบาลเพื่อนำมาฟื้นฟูเศรษฐกิจนั้น ในฐานะที่เราทุกคนกลายเป็น “ลูกหนี้” ร่วมกัน เราจะนำงบนั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์อะไร ได้อย่างไรบ้าง? 

เสวนาคุยกันใต้หลังคาโซลาร์เซลล์ ฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นธรรม โดยกรีนพีซ ประเทศไทย เราและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและพลังงานได้เสนอข้อเสนอการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยด้วยการ “ปฏิวัติพลังงาน 1 ล้านหลังคาเรือน ภายใน 3 ปี” นั่นคือการนำเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์เข้ามาติดตั้ง บนหลังคาครัวเรือน โรงเรียน และโรงพยาบาล โดยคาดหวังว่าพลังงานแสงอาทิตย์นี้จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยไปพร้อม ๆ กับการชะลอวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่กำลังเป็นภัยคุกคามต่อเรา 

โรงเรียนและมหาวิทยาลัยถือเป็นอีกสถานที่สำคัญที่มีการใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวันเพื่อการเรียนการสอนรวมทั้งการสนับสนุนด้านวิชาชีพ จึงเป็นส่วนที่น่าสนใจที่จะสนับสนุนการสร้างอาชีพจากการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ ในบทความนี้เราจะพูดถึงข้อเสนอการปฏิวัติบนหลังคาโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ภายใน 3 ปี (ปี 2564-2566) กับ รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ จากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในหัวข้อ “โรงเรียนแสงอาทิตย์ การจ้างงานและสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นธรรม”

Associate Professor Prinya Thaewanarumitkul, vice-rector of Student Affairs and Learning, Thammasat University showed to Greenpeace the solar rooftops installation for intra-campus electricity generating, with an overall production capacity of 15 megawatts by 2017. The project, part of the 'Sustainable University' framework, generates the highest renewable energy among all universities in Asia and it is ranked the fourth in the world. According to Professor Prinya, academic programs will also include courses on sustainable development and global citizenship education for future generations to cope with climate change and environmental issues.
© Biel Calderon / Greenpeace

ฟื้นฟูเศรษฐกิจด้วยการจ้างงาน ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมด้วยการลดก๊าซ CO2

ที่ผ่านมาเรามักนึกถึงการติดตั้งโซลาร์แค่บนหลังคาบ้านเรือน แต่จริง ๆ แล้วสถาบันการศึกษามองเห็นโอกาสนี้มานานแล้ว และวางเป้าหมายกันว่าจะมีการสร้างอาชีพจากการปฏิวัติบนหลังคาโรงเรียนและมหาวิทยาลัย แล้วทำไมโรงเรียนหรือสถานศึกษาทำไมจึงควรติดตั้งโซลาร์เซลล์ มันมีข้อดีอย่างไร?

อาจารย์ชาลีได้อธิบายไว้ว่า การติดตั้งโซลาร์เซลล์และการผลิตไฟฟ้าบนหลังคาสถานศึกษานั้นมีสิ่งที่น่าสังเกตดังนี้

  1. ลดภาระค่าไฟฟ้าที่สถานศึกษาต้องจ่าย
  2. โรงเรียนมีเงื่อนไขหนึ่งนั่นคือการเรียนการสอนเกิดขึ้นตอนกลางวัน การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์เกิดขึ้นในตอนกลางวันจึงทำให้โรงเรียนใช้งานโซลาร์เซลล์ได้คุ้มค่า
  3. แผงโซลาร์เซลล์ช่วยลดความร้อนภายในอาคาร เพราะตัวแผงเมื่อวางอยู่บนหลังคาจะสร้างเงา (shade) ทำให้หลังคาไม่ได้โดนแสงอาทิตย์โดยตรง

ส่วนในมุมมองของการลงทุน อาจารย์ชาลีให้มุมมองว่าสถานศึกษาควรติดตั้งเยอะกว่าบ้านเรือน ประมาณ 10 กิโลวัตต์ โดยลงทุนเป็นเงินประมาณ 400,000 บาท และสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 1,200 หน่วย เมื่อคำนวนออกมาแล้วหากเราใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมด ก็จะประหยัดค่าไฟฟ้าได้ถึงเดือนละ 4,800 บาท (รวมทั้งปี 57,600 บาท) ซึ่งสามารถคืนทุนการติดตั้งได้ภายใน 6-7 ปี

สำหรับแผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจด้วยการปฏิวัติ 1 ล้านหลังคาเรือนภายใน 3 ปี มีข้อเสนอเกี่ยวกับการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนสถานศึกษา นั่นคือ “การติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา 30,000 โรงเรียน” โดยเสนอแนวทางการดำเนินงานติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคาโรงเรียน ด้วยงบประมาณ 7,600 ล้านบาทต่อปี (3 ปี) โดยแบ่งเป็นประเภทโรงเรียนตามตารางด้านล่าง

ที่มา : รายงาน ปฎิวัติพลังงานบนหลังคา ข้อเสนอเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืนและเป็นธรรมผ่านระบบโซลาร์รูฟท็อปในประเทศไทย (พ.ศ.2564-2566)

หากมองในภาพรวมแล้ว การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ในโรงเรียนจะช่วยประหยัดค่าไฟฟ้ารวมปีละ 5,098 บาทต่อปี ทำให้โรงเรียนสามารถพึ่งพาตัวเองได้ และนำงบประมาณไปจัดสรรบริหารเพื่อคุณภาพการศึกษาที่ดีขึ้น ในภาพรวมหากเราลงทุนติดตั้งระบบในทั้ง 3 แห่งก็คือ บ้านเรือน โรงเรียน และโรงพยาบาล จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและช่วยสร้างงานที่เกี่ยวกับระบบโซลาร์บนหลังคาได้มากถึง 50,000 อัตรา

ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากการลดภาระค่าใช้จ่าย การสร้างอาชีพกระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ แล้ว สิ่งสำคัญนั่นคือทุกครั้งที่ติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ก็จะช่วยลดการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปพร้อมกัน เพราะในปัจจุบันประเทศไทยผลิตพลังงานไฟฟ้าจากหลายแหล่ง เช่น ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน พลังงานน้ำ เป็นต้น ซึ่งการผลิตพลังงานไฟฟ้าของไทย 1 หน่วยจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 500 กรัม แต่ถ้าเราเพิ่มการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์แทนถ่านหิน เราก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเดิม 500 กรัม จะลดลงเหลือ 50 กรัมต่อ 1 หน่วยไฟฟ้า ซึ่งคำนวนได้ว่าการติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาเพียงแค่ 2 แผง (ประมาณ 600 วัตต์) เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ต้นใหญ่ 1 ต้นการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาล้านหลังนี้ก็เหมือนกับการปลูกต้นไม้ต้นใหญ่ๆล้านต้นเลยทีเดียว

Youth Solar of Greenpeace, together with a secondary school class of Lauperswil, install a 480 m2 / 80 kWp photovoltaic system on the roof of the farm of Simon Hertig in Zollbrück, Lauperswil. In the first phase of construction the substructure gets installed. In the second phase the cables get installed. After this the first panels can be mounted - a total of 384 pieces.
© Greenpeace / Philipp Rohner

ความเป็นไปได้ของอาชีพด้านพลังงานหมุนเวียนในอนาคตจะเป็นอย่างไร?

ในปัจจุบันก็มีนายช่างหรือผู้ที่สนใจเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ผันตัวเองเข้ามาทำธุรกิจติดตั้งโซลาร์เซลล์ทำให้เกิดความต้องการการจ้างงานมากขึ้น โรงเรียนหรือสถานศึกษาที่เกี่ยวข้องอย่างโรงเรียนอาชีวศึกษา วิทยาลัยเทคนิค หรือแม้แต่ภาควิชาวิศวกรรมศาตร์เองมีการเตรียมคนตรงนี้มีการเตรียมแผนเพื่อผลิตกำลังคนออกมารองรับอย่างไร

อ.ชาลีให้ความเห็นว่า ในส่วนของการผลิตกำลังคนออกมาเพื่อรองรับธุรกิจของโซลาร์เซลล์นั้นไม่ได้เป็นเรื่องยากเกินไปและไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะนักศึกษาจากภาควิชาเทคนิคไฟฟ้าก็สามารถทำงานด้านนี้ได้เลย แต่ส่วนที่คิดว่าสำคัญมากๆเลยก็คือ “การสร้างงานใหม่” เราสามารถดึงคนที่ไม่ได้อยู่สายอาชีพนี้โดยตรงเข้ามาเรียนรู้การทำงาน ตรงนี้ต่างหากที่จะช่วยให้ประเทศเกิดการแข่งขันและมีตลาดแรงงานที่มีคุณภาพ ซึ่งตอบโจทย์ในช่วงที่เราพยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังสถานการณ์โรคระบาด

ที่ผ่านมาการพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากอุตสาหกรรมถ่านหินของประเทศไทยเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชากรประมาณ 1,550 คนต่อปี  การเปลี่ยนผ่านพลังงานจากถ่านหินไปสู่พลังงานหมุนเวียนที่สะอาดอย่างเช่นพลังงานแสงอาทิตย์จากโซลาร์เซลล์หลังจากสถานการณ์โรคระบาดนี้ เป็นโอกาสที่รัฐบาลควรฉกฉวยเอาไว้เพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

solar-revolution-poster

กรีนพีซรณรงค์ร่วมผลักดันรัฐบาลนำงบประมาณฟื้นฟูเศรษฐกิจเพื่อลงทุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปให้ครัวเรือน 1 ล้านหลัง โรงพยาบาล 8,170 แห่ง และโรงเรียน 31,021 แห่งทั่วประเทศภายในเวลา 3 ปี (พ.ศ. 2564-2566) และผลักดันมาตรการ Net Metering สนับสนุนพลังงานหมุนเวียนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีสิ่งแวดล้อมที่น่าอยู่และยั่งยืน

ข้อเสนอการปฏิวัติหลังคาด้วยโซลาร์เซลล์ยังไม่จบแค่บนหลังคาครัวเรือนและสถานศึกษาเท่านั้น แต่ยังมีข้อเสนอการปฏิวัติบนหลังคาโรงพยาบาลอีกด้วย ติดตามข้อสรุปของข้อเสนอการปฏิวัติหลังคาโรงพยาบาลได้ในตอนต่อไป หรืออ่านรายละเอียดเต็มๆได้ในรายงาน ปฎิวัติพลังงานบนหลังคา ข้อเสนอเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืนและเป็นธรรมผ่านระบบโซลาร์รูฟท็อปในประเทศไทย (พ.ศ.2564-2566) 

#GreenAndJustRecovery

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ต้องประกาศใช้ระบบ Net Metering

ร่วมเรียกร้องให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ออกมาตรการ net metering รับซื้อไฟฟ้าโซลาร์รูฟจากบ้านเรือนของประชาชนทั่วไป

มีส่วนร่วม