ในวันที่ 13-22 ธันวาคม 2564 นี้ บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เดินหน้าจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 (ค.1) ของโครงการอันอื้อฉาวของตนภายใต้ชื่ออันสวยหรูว่า “โครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต” ซึ่งประกอบไปด้วย EHIA โครงการท่าเทียบเรือคอนเทนเนอร์และท่าเทียบเรือน้ำลึกทีพีไอสงขลา EHIA โครงการท่าเทียบเรือก๊าซธรรมชาติเหลวและน้ำมันสำเร็จรูปทีพีไอสงขลา EIA โครงการโรงไฟฟ้าทีพีไอสงขลา และ EIA โครงการสวนอุตสาหกรรมจะนะ จังหวัดสงขลา ระยะที่ 1

เวที ค.1 ข้างต้น เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ร้อนระอุหลังจากกำลังเจ้าหน้าที่รัฐได้เข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มชาวบ้านเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลเมื่อเวลาประมาณ 21.20 น.ของวันที่ 6 ธันวาคม 2564 เพื่อทวงถามรัฐบาลให้ทำตามข้อตกลงที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2563 ว่ารัฐบาลจะจัดให้มีการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในเชิงยุทธศาสตร์(Strategic Environmental Assessment)แบบมีส่วนร่วม โดยต้องยุติการดำเนินโครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคตที่อื้อฉาวไว้ก่อน

ในที่นี้ เราได้สรุปประเด็น EHIA/EIA จากเอกสารเผยแพร่ที่จะใช้ในเวทีการรับฟังความคิดเห็นท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของสาธารณะชนถึงความไม่ชอบมาพากลและความฉ้อฉลที่เกิดขึ้น

อนาคตอะไร อนาคตใคร?

“โครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต” เป็นคำสวยหรูที่ประดิษฐ์ขึ้นโดยคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อเปิดทางให้บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ทำการฟอกเขียว(Greenwashing) แผนการลงทุนขนาดใหญ่ของตนที่จะมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการท่าเทียบเรือและโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิล(fossil gas)

ตามเอกสารเผยแพร่ที่ใช้ในเวที ค.1 โครงการท่าเทียบเรือก๊าซธรรมชาติเหลวและน้ำมันสำเร็จรูปทีพีไอสงขลาจะมีลักษณะเป็นสะพานยื่นไปในทะเล (Jetty) สามารถรองรับเรือที่มีขนาดไม่เกิน 150,000 เดทเวทตัน (DWT) (หรือราวๆ 4 สนามฟุตบอลขนาดมาตรฐานต่อกัน) ซึ่งจะมีการติดตั้งอุปกรณ์ขนถ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) และน้ำมันสำเร็จรูป (น้ำมันดีเซล น้ำมันเตาและน้ำมันเครื่องบิน) ระบบท่อขนส่งและถังเก็บสำเร็จรูปไว้สำหรับรองรับการขนถ่ายจากเรือไปเก็บไว้ในพื้นที่ลานถังเก็บสำเร็จรูปบนชายฝั่ง

เฉพาะการขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลวและน้ำมันสำเร็จรูปทางเรือ เอกสารเผยแพร่ระบุว่า คาดว่าจะมีจำนวนเรือขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลวและน้ำมันสำเร็จรูปเข้าเทียบท่าสูงสุดประมาณ 10 เที่ยวต่อเดือน ส่วนโครงการท่าเทียบเรือคอนเทนเนอร์และท่าเทียบเรือน้ำลึกทีพีไออีก 2 ท่าเพื่อรองรับการขนส่งสินค้าเทกองและตู้คอนเทนเนอร์จากเรือ เอกสารเผยแพร่ที่ใช้ในเวที ค.1 นั้นไม่มีรายละเอียดอื่นใดมากไปกว่าขนาดของท่าเทียบเรือและการใช้พื้นที่ร่องน้ำร่วมกันระหว่างท่าเทียบเรือที่มีอยู่ทั้งหมด และในกรณีที่เลือกท่าเทียบเรือแบบมีการขุดลอกร่องน้ำ จะมีการขุดลอกร่องน้ำในทะเลให้ได้ระดับความลึกประมาณ 18 เมตร

ที่มา : โครงการโรงไฟฟ้าทีพีไอสงขลา

ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าทีพีไอสงขลาจะออกแบบให้เป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม (Combined Cycle) โดยใช้ก๊าซฟอสซิลเป็นเชื้อเพลิงจากกระบวนการแปรสภาพก๊าซฟอสซิลเหลว (Regasification Process) โดยมีอัตราการใช้ประมาณ 3.5 ล้านตันต่อปี ส่วนเชื้อเพลิงสำรองที่ใช้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าในกรณีฉุกเฉินคือน้ำมันดีเซลประมาณ 42,000 ลูกบาศก์เมตร โครงการโรงไฟฟ้าทีพีไอสงขลาจะมีกำลังผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวม (Installed Capacity) 2,900 เมกะวัตต์ ประมาณร้อยละ 95 จะจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

สุดท้ายคือโครงการสวนอุตสาหกรรมจะนะจังหวัดสงขลาระยะที่ 1 ซึ่งตามเอกสารเผยแพร่ที่ใช้ในเวที ค.1 ระบุว่า ได้ออกแบบให้พื้นที่อุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมเบาแยกเป็น 2 ส่วน ตั้งอยู่ด้านทิศเหนือในพื้นที่ตำบลนาทับและด้านทิศใต้ในพื้นที่ตำบลสะกอม ส่วนพื้นที่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตจะอยู่ตรงกลางระหว่างพื้นที่ของตำบลนาทับและตำบลสะกอม

แม้จะมีการกำหนดถึงกลุ่มอุตสาหกรรมที่ห้ามเข้ามาตั้ง เช่น อุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้น หรือโรงไฟฟ้าถ่านหิน เป็นต้น แต่อุตสาหกรรมเป้าหมายในโครงการสวนอุตสาหกรรมก็ไม่ใช่แบบจำลองธุรกิจของบริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) จำต้องพึ่งพานโยบายส่งเสริมการลงทุนของรัฐ การร่วมทุนหรือการลงทุนโดยตรงจากนักลงทุนอุตสาหกรรมอื่นๆ

จากการชี้แจงผ่านสื่อของนายภัคพล เลี่ยวไพรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายบัญชีและการเงิน บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ในเดือนมีนาคม 2564 แผนการลงทุนที่จะนะรวมถึง “ศูนย์อุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้าสะอาด อาทิ โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม, พลังงานแสงอาทิตย์ และแก๊สธรรมชาติ (LNG) รวม 3,700 MW” ซึ่งแตกต่างไปจากเอกสารเผยแพร่ที่ใช้ในเวที ค.1 ซึ่งไม่ระบุว่าถึงโครงการผลิตไฟฟ้าจากลมและแสงอาทิตย์ นัยว่าจะเป็นการฟอกเขียว(greenwash)แผนการลงทุนระยะต่อไปเท่านั้น

ดังนั้น เป้าหมายที่แท้จริงของโฉมหน้าโครงการเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคตของบริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จํากัด (มหาชน) ไม่ใช่อะไรอื่น คือการขึ้นมาเป็นผู้เล่นหลักที่ทรงอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมือง(oligarchs) ในการลงทุนขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านก๊าซฟอสซิล (โรงไฟฟ้า ระบบท่อส่งก๊าซ และสถานีรับ-จ่ายก๊าซฟอสซิลเหลว(LNG terminal) เพื่อเพิ่มความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและอิทธิพลทางการเมืองของตน

ก๊าซฟอสซิล : กับดักสู่เส้นทางหายนะสภาพภูมิอากาศ

เนื่องจากกระแสการปลดแอกถ่านหินในภูมิภาคเอเชียมาแรง ก๊าซฟอสซิลจึงถูกทำให้ยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นทางเลือกที่จำเป็นในทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานก๊าซฟอสซิลทั่วโลกทั้งที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างและการวางแผนจนถึงเดือนมิถุนายน 2564 มีมูลค่าราว 3.8 แสนล้านดอลล่าร์สหรัฐ เอเชียเป็นทวีปที่มีขีดความสามารถในการนำเข้าก๊าซฟอสซิลเหลว(LNG) เกือบ 3 ใน 4 ของปริมาณที่จะมีการพัฒนาทั้งหมด

สถานนีก๊าซฟอสซิลเหลว(LNG)ที่หลุยส์เซียน่า © Christian Aslund / Greenpeace

ในกรณีของประเทศไทย ทั้งแผนพลังงานชาติที่กำลังอยู่ระหว่างการจัดรายละเอียดโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (Long-term low greenhouse gas emission development strategies: LT-LEDS) และแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ(gas plan) ได้มุ่งเน้นไปสู่การเป็นหนึ่งใน LNG Hub ของเอเชีย 

อย่างไรก็ตาม บทบาทของก๊าซฟอสซิลในฐานะเป็นตัวเชื่อมไปสู่การเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน และความเชื่อที่ว่าก๊าซฟอสซิลเป็นทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศแทนถ่านหินเป็นความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง [1]

เรือบรรทุกก๊าซฟอสซิลเหลว(LNG) จอดเทียบท่า © Bob Pearson / Greenpeace

ทบวงพลังงานระหว่างประเทศ(IEA) ระบุว่า ในปี 2562 การเผาไหม้ก๊าซฟอสซิลปล่อยก๊าซเรือนกระจก 22% ของการปล่อยจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลก[2] และหากเป็นเช่นนี้ต่อไป งบคาร์บอน (carbon budget) ของโลก (ซึ่งคือปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ยังปล่อยสู่บรรยากาศได้โดยที่ไม่ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มมากไปกว่า 1.5-2 องศาเซลเซียส) จะหมดลงอย่างรวดเร็ว

การเปลี่ยนจากถ่านหินเป็นก๊าซฟอสซิลก็เป็นทางตัน การวิเคราะห์ของ Bloomberg New Energy Finance [3] ระบุว่า ถ้าแทนโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมดในโลกด้วยโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลภายในปี 2598 การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายของความตกลงปารีส

นักวิเคราะห์ด้านสภาพภูมิอากาศชี้ให้เห็นว่า การปล่อยก๊าซมีเทนที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่อุปทาน(ตั้งแต่การขุดเจาะ การขนส่ง แปรสภาพ และการเผาไหม้) ของก๊าซฟอสซิลสร้างความเสียหายต่อสภาพภูมิอากาศมากกว่าที่เคยประเมินมาก่อน การวิจัยของ Environmental Defend Fund พบว่า การรั่วไหลของก๊าซมีเทนตลอดห่วงโซ่อุปทานก๊าซฟอสซิลในสหรัฐอเมริกามีมากกว่าที่องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา(USEPA) ประเมินในปี 2553 ถึง 60% [4] ก๊าซมีเทนมีศักยภาพก่อให้เกิดโลกร้อนมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 86 เท่า และ 34 เท่า เมื่อพิจารณาตามกรอบเวลา 20 ปี และ 100 ปี ตามลำดับ [5]

ในการขนส่งก๊าซฟอสซิลโดยเรือเดินสมุทรจากผู้ผลิตไปยังผู้ใช้ ก๊าซจะถูกอัดให้เป็นของเหลวด้วยอุณหภูมิติดลบ 162 องศาเซลเซียส ซึ่งต้องใช้พลังงานมหาศาลราว 10% ของก๊าซฟอสซิลที่จ่ายเข้าไป [6] และต้องใช้สารทำความเย็นที่ทำลายโอโซนในชั้นบรรยากาศ การประเมินของ The Natural Resources Defense Council ระบุว่า กระบวนการทำให้ก๊าซฟอสซิลเป็นของเหลว(liquefaction) การขนส่งทางเรือ และการแปรสภาพก๊าซฟอสซิลเหลว(regasification) จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น 8% ถึง 21% ในช่วงกรอบเวลา 20 ปี [7]

การขยายตัวของการใช้ก๊าซฟอสซิลในเอเชียข้ดแย้งกับฉากทัศน์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์สุทธิ(net-zero emissions scenarios) เพื่อจำกัดอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกให้เพิ่มขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ทบวงพลังงานระหว่างประเทศ [8] ย้ำว่า การใช้ก๊าซฟอสซิลทั่วโลกต้องเพิ่มสูงสุดไม่เกินปี 2568 และต้องลดลงอย่างรวดเร็วหลังจากนั้นไปจนถึงปี 2593 ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นต้องขยายกำลังผลิตก๊าซฟอสซิลเหลว(LNG) และการค้าก๊าซฟอสซิลในรูป LNG จะลดลง 60% ในปี 22563 และ 2593

โรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิล : แหล่งกำเนิดไนโตรเจนไดออกไซด์-สารตั้งต้นของ PM2.5

โรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซฟอสซิลเป็นเชื้อเพลิงคือแหล่งกำเนิดหลักของมลพิษทางอากาศ แม้จะเข้าใจกันกันว่า ก๊าซฟอสซิลสะอาดกว่าถ่านหิน จึงปล่อยมลพิษน้อยกว่า ตัวอย่างเช่น ข้อมูลของกระทรวงการค้า อุตสาหกรรมและพลังงานของเกาหลีใต้ระบุว่า โรงไฟฟ้าก๊าซจะปล่อยมลพิษทางอากาศ 0.171 กิโลกรัมต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในสามของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ปล่อยมลพิษทางอากาศออกมา 0.561 กิโลกรัมต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง [9]

กรีนพีซเรียกร้องให้รัฐบาลของกลุ่มประเทศในยุโรปเลิกใช้ก๊าซฟอสซิล © Max Zielinski / Greenpeace

ลักษณะการทำงานและเทคโนโลยีของโรงไฟฟ้าก๊าซเป็นตัวกำหนดการปล่อยมลพิษทางอากาศ  โรงไฟฟ้าก๊าซส่วนใหญ่จะเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการไฟฟ้าสูงสุด การศึกษาในเกาหลีใต้ [10] ชี้ให้เห็นว่า การปิดและเดินเครื่องโรงไฟฟ้าก๊าซเฉลี่ยต่อหน่วยคือ 148 ในปี 2562 และเพิ่มเป็น 166 ในปี 2563 กล่าวง่ายๆ คือ ทุกๆ 2 วัน โรงไฟฟ้าก๊าซจะเปิดเดินเครื่อง 1 ครั้ง นำไปสู่การเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศมากกว่าการเดินเครื่องต่อเนื่อง นอกจากนี้ อุณหภูมิในช่วงเปิดและปิดจะต่ำกว่า ทำให้ประสิทธิภาพของอุปกรณ์ควบคุมมลพิษทางอากาศ เช่น selective catalytic reduction (SCR) ลดลง และปล่อยมลพิษทางอากาศในปริมาณมาก ในกระบวนการนี้ ยังปล่อยคาร์บอนมอนอกไซด์ซึ่งเป็นมลพิษทางอากาศที่ไม่ได้ควบคุมออกมาในปริมาณมาก ในเกาหลีใต้ มลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้นระหว่างการเปิดและปิดเครื่องโรงไฟฟ้า(ไม่เกินห้าชั่วโมง) จะยกเว้นจากข้อบังคับการปล่อยมลพิษ

ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์คือมลพิษทางอากาศตัวหลักที่ปล่อยออกมาจากโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซฟอสซิลเป็นเชื้อเพลิง  โดยเป็นสาเหตุของโรคทางเดินหายใจและความเสียหายต่อปอดหากรับเข้าไปแบบเฉียบพลันและเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคเรื้อรังหากรับเข้าไปในระยะยาว และเป็นสารตั้งต้น(precursor) ตัวสำคัญของฝุ่น PM2.5

การศึกษาของกรีนพีซ ประเทศไทย โดยวิเคราะห์ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม ชี้ให้เห็นถึงแหล่งกำเนิดของก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์จากโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซฟอสซิลเป็นเชื้อเพลิงซึ่งดำเนินการอยู่ในอำเภอแก่งคอย(สระบุรี) นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและบริเวณโดยรอบ(ระยอง) อำเภอบางปะกง(ฉะเชิงเทรา) อำเภอวังน้อย(พระนครศรีอยุธยา) จังหวัดราชบุรี และอำเภอจะนะ(สงขลา) ไม่ต้องสงสัยเลยว่า หากมีโครงการโรงไฟฟ้าทีพีไอสงขลาที่มีกำลังผลิต 2,900 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นที่อำเภอจะนะ มลพิษไนโตรเจนไดออกไซด์จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมากมายเพียงใด

A Greenpeace activist holds a sign with the message "Right to Clean Air" at the Victory Monument in central Bangkok to highlight the impacts of air pollution on Thai people's health and to urge the Thailand's Pollution Control Department (PCD) to incorporate PM2.5 in its Air Quality Index.  

Transport is one of the major sources of PM2.5 air pollution. The solution will require a comprehensive approach that includes an effective and sustainable transportation system and support energy-efficient vehicles and fuels.

อนาคตของจะนะ

เอกสารประกอบการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 (ค.1) ในวันที่ 13-22 ธันวาคม 2564 ของบริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ทำให้เราได้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นของสิ่งที่จะเกิดขึ้นที่จะนะซึ่งเป็นอนาคตที่เป็นหายนะและล้างผลาญต่อระบบนิเวศทะเล ชายฝั่ง แผ่นดินและชุมชนที่พึ่งอาศัยและเกื้อกูลทรัพยากรไปถึงลูกหลาน

การที่จะนะจะถูกทำให้กลายเป็นหนึ่งใน LNG Hub ของเอเชียโดยน้ำมือของผู้เล่นหลักที่ทรงอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมือง(oligarchs) อย่างบริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ก็คือภาพของท้องทะเลที่เต็มไปด้วยเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่เท่าสนามฟุตบอลต่อกัน 4 สนาม ที่บรรทุกก๊าซฟอสซิลเหลวและน้ำมันนับหลายร้อยลำในแต่ละปี มาจอดทอดสมอและเทียบท่าเพื่อขนถ่ายไปยังลูกค้า และแปรรูปเป็นก๊าซที่ใช้ในโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ป้อนไฟฟ้าเข้าระบบสายส่ง โดยไม่สนใจว่าปริมาณสำรองไฟฟ้าในระบบจะล้นเกินความต้องการใช้มากมายเพียงใด

ยังไม่นับว่าก่อนหน้านี้ ภายใต้แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ(gas plan) ของกระทรวงพลังงาน จะนะจะเป็นคลังก๊าซลอยน้ำ (Floating Storage Regasification Unit-FSRU) นอกหนือจาก FSRU สำหรับโรงไฟฟ้าก๊าซพระนครใต้และบางปะกง ตลอดจน LNG Receiving Terminal แห่งใหม่ที่หนองแฟบ มาบตาพุด และชายฝั่งทวายของเมียนมา

การต่อสู้เพื่อยุติโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะที่เป็นอนาคตแห่งความหายนะ การต่อสู้ของเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นเพื่อให้รัฐบาลดำเนินกระบวนการประเมินสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์(Strategic Environmental Assessment) อย่างมีส่วนร่วม/เป็นธรรม โปร่งใส/และเป็นอิสระ เป็นการต่อสู้ที่ชอบธรรมด้วยประการทั้งปวง

ท้ายที่สุด การต่อสู้ของชาวจะนะต่ออำนาจนิยมและอิทธิพลฉ้อฉลที่รวมหัวกันช่วงชิง-แย่งยึดทรัพยากรภายใต้วาทะกรรม “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนของเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต” คือสิทธิขั้นพื้นฐาน คือการขยายพื้นที่ประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตนเอง และการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ 


อ้างอิง

[1] Robert Rozansky. Asia’s Gas Lock-In : Proposed Gas Infrastructure Expansions Are Poor Investments For The Region – and the World. Global Energy Monitor, Published October 2021.

[2] International Energy Agency (IEA). 2020a. Gas 2020. Published June, 2020.

[3] BloombergNEF (BNEF). New Energy Outlook 2021. Published July, 2021.่อ

[4] Alvarez, R et al. Assessment of methane emissions from the U.S. oil and gas supply chain. Science. Published July 13, 2018. DOI: 10.1126/science. aar7204

[5] Myhre, G et al. Anthropogenic and Natural Radiative Forcing in Climate Change 2013: The Physical Science Basis. Contribution of Working Group I to the Fifth Assessment Report of the Intergovernmental Panel on Climate Change. Published March 24, 2014.

[6] Total. Innovation: Using less energy to liquefy natural gas. CNBC. Published October 8, 2018.

[7] Natural Resources Defense Council (NRDC). Sailing to Nowhere: Liquefied Natural Gas is Not an Effective Climate Strategy. Published December 8, 2020.

[8] International Energy Agency (IEA). 2020a. Gas 2020. Published June, 2020.

[9] Solution for Our Climate. Bridge to Death : Air Quality And Health Impacts of Fossil Gas Power. Published November 2021.

[10] Ji-Hoon Lee (April 7, 2019). “[Exclusive] The Betrayal of “Eco-Friendly” LNG-fired Power Plants… Turns Out They Emit Toxic Substances in Large Amounts”. Hankyung Securities.