ชนพื้นเมืองยาโนมามิมีพื้นที่ที่เป็นอาณาเขตของชนพื้นเมืองใหญ่ที่สุดในบราซิล  พื้นที่แห่งนี้มีชนพื้นเมืองอาศัยอยู่มากกว่าสองหมื่นคน ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศบราซิลติดกับเขตแดนประเทศเวเนซูเอลา อย่างไรก็ตามนอกจากชนพื้นเมืองแล้ว พื้นที่แห่งนี้ยังมีกลุ่มคนที่อยู่อาศัยอีกกว่าสองหมื่นคนซึ่งเป็นกลุ่มคนทำเหมืองผิดกฎหมาย ก่อสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำ อีกทั้งยังเป็นกลุ่มคนที่ทำลายผืนป่าและกำลังคุกคามกลุ่มชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวมาก่อน การระเบิดเหมืองในภูมิภาคนี้ทำให้เกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรมซึ่งกลายเป็นข่าวอื้อฉาวไปทั่วโลก

ปัจจุบันการทำเหมืองผิดกฎหมายในพื้นที่ของชนพื้นเมืองไม่เพียงแค่สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมในระดับร้ายแรง แต่ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพและวิถีชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่ในดินแดนดังกล่าวอีกด้วย การใช้สารปรอทในการทำเหมืองทำให้ไร่สวนของเกษตรกรชนพื้นเมืองเกิดการปนเปื้อน ซึ่งไร่สวนเหล่านี้ พวกเขาปลูกพืชเพื่อเป็นอาหารในชีวิตประจำวัน รวมทั้งยังมีปรอทปนเปื้อนในน้ำที่มีปลาซึ่งชนพื้นเมืองจับเพื่อกินอีกด้วย นอกจากนี้สารปรอทยังปนเปื้อนเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ และการปนเปื้อนเข้าสู่ร่างกายเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพร้ายแรงหรืออาจเสียชีวิตได้

An overflight conducted by Greenpeace and ISA (Instituto Socioambiental) on December 5th, 2022, spotted four excavators near an illegal road recently discovered inside the Yanomami Indigenous Land, one of the most endangered indigenous lands in the country. The over 150 km long road in the Catrimani River basin is making way for heavy machinery to enter the land, like hydraulic excavators, for the first time, which could increase between 10 and 15 times the illegal gold mining destructive potential in the area. The road also threatens an isolated indigenous people, crossing the forest at a 15 km distance to a village of the Moxihatëtëa people, in volunteer isolation inside the Yanomami Indigenous Land.

นอกจากนั้น การเข้ามายังพื้นที่ชนพื้นเมืองของกลุ่มคนงานเหมืองยังทำให้ชนพื้นเมืองได้รับเชื้อโรคจากนอกพื้นที่และล้มป่วยลง เกิดไข้มาลาเรียระบาดและภาวะทุพโภชนาการเนื่องจากคนในพื้นที่ไม่สามารถปลูกพืชและหาอาหารได้ตามวิถีดั้งเดิมอย่างที่เคยเป็น และสิ่งที่เกิดขึ้นนี้กำลังเป็นอีกภัยคุกคามร้ายแรงต่อชีวิตผู้คนในเขตดินแดนของชนพื้นเมืองยาโนมามิ โดยเฉพาะกับชีวิตเด็ก ๆ โดยมีเด็กจำนวนถึง 11,530 คนที่ได้รับการยืนยันว่าป่วยเป็นไข้มาลาเรีย ซึ่งจำนวนนี้เป็นเพียงการบันทึกในปี 2565 เพียงปีเดียวเท่านั้น

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เราจะเห็นได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขตแดนและชีวิตของชนพื้นเมืองยาโนมามินั้นอุกอาจร้ายแรง แต่สิ่งที่น่าสะเทือนใจกว่านั้นคือการทำเหมืองผิดกฎหมายเหล่านี้เป็นข้อขัดแย้งกับชาวยาโนมามิมาตั้งแต่ยุค 70 และด้วยนโยบายที่สนับสนุนการทำเหมือง รวมทั้งท่าทีของอดีตรัฐบาลโบลโซนาโรก็ทำให้ยิ่งเกิดการขยายพื้นที่การทำเหมือง ส่งผลให้เกิดการทำลายล้างเป็นวงกว้างขึ้น เมื่ออ้างอิงจากข้อมูลที่รวบรวมโดยองค์กร ฮูทูคารา ยาโนมามิ (Hutukara Yanomami) ที่ระบุว่าตั้งแต่ช่วงปี 2562 – 2564 เกิดเหมืองผิดกฎหมายเพิ่มขึ้นในพื้นที่ของชนพื้นเมืองมากถึง 1,963% เมื่อเทียบกับสิบปีก่อนหน้า ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้ทิ้งร่อยรอยการทำลายล้างและร่องรอยการสูญเสียชีวิตเอาไว้

ภาพถ่ายดาวเทียมที่แสดงให้เห็นเส้นทางถนนที่สร้างอย่างผิดกฎหมายเข้าไปยังดินแดนของชนพื้นเมืองยาโนมามิในบราซิล ถนนดังกล่าวเป็นเส้นทางขนส่งเสบียงและอุปกรณ์ไปยังเหมืองทองและสนับสนุนแรงงานในเหมือง © Greenpeace

เมื่อธันวาคม 2564 กรีนพีซบินเพื่อสำรวจพื้นที่และพบการต่อขยายเส้นทางขนส่งอย่างผิดกฎหมายในพื้นที่ของชนพื้นเมืองยาโนมามิเป็นระยะทางกว่า 150 กิโลเมตร ก่อนหน้านี้ การขนส่งเสบียงให้กับแรงงานในเหมืองต้องใช้เครื่องบินเท่านั้น ดังนั้นเส้นทางขนส่งดังกล่าวจะทำให้การทำลายพื้นที่ของชนพื้นเมืองง่ายขึ้น เพราะต้องเปิดพื้นที่ให้กับการขนส่งเครื่องจักรทำลายล้างขนาดใหญ่เคลื่อนไปยังเหมือง

ไม่นานมานี้ หลังจากบราซิลได้รัฐบาลจากการเลือกตั้งชุดใหม่ที่กลายเป็นความหวังของชนพื้นเมืองท่ามกลางวิกฤตสิ่งแวดล้อมและการคุกคามชีวิตของพวกเขา รัฐบาลของประธานาธิบดีลูลาส่งสัญญาณว่าพวกเขามุ่งมั่นที่จะแก้ไขสถานการณ์อันเลวร้ายซึ่งเป็นมรดกที่รัฐบาลชุดก่อนได้ทิ้งเอาไว้ การตั้งกระทรวงชนพื้นเมืองและการตั้ง โซเนีย กวาจาจารา ผู้นำชนพื้นเมือง ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์และแสดงให้เห็นว่าการเข้ามาของ โซเนีย กวาจาจารา จะเป็นการเก็บกวาด ‘ความวุ่นวาย’ ที่รัฐบาลชุดเก่าได้ก่อเอาไว้ รวมทั้งยังส่งสัญญาณว่ารัฐบาลชุดนี้เคารพสิทธิชนพื้นเมืองและวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนในบราซิล

Indigenous leaderships and activists protested in Brasília against the Bill 191, that aims to legalize illegal mining in indigenous lands, by marching to ministries buildings full of mud and fake blood, representing the death toll, violence and suffering caused by illegal mining. In front of the Ministry of Mines and Energy, gold bars with the word "crime" on them were placed, alongside a giant banner created by the artist Ibraim Nascimento with the aid of Indigenous People from the camp.

The Free Land Camp is the current home for over 6 thousand Indigenous People from 175 different ethnicities. This is the first camp held in person in two years, due to the Covid-19 pandemic. Held since 2004, the camp demands that Indigenous Lands be demarcated, in addition to the defence of life against the destruction agenda promoted by the Bolsonaro government.

นอกจากการประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขโดยรัฐบาลเพื่อเริ่มแก้ไขปัญหาในวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่เกิดกับชนพื้นเมืองยาโนมามิ แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงจะต้องเริ่มแก้กันในเชิงโครงสร้างเพื่อนำแรงงานเหมืองผิดกฎหมายกว่า 20,000 คนที่เข้าไปยึดครองพื้นที่ของชนพื้นเมืองยาโนมามิ ให้ออกไปจากพื้นที่ของชนพื้นเมือง รวมทั้งต้องป้องกันดินแดนไม่ให้ถูกทำลายไปมากกว่านี้ ดังนั้นจึงมีเพียงการออกแบบนโยบายร่วมกันเพื่อปกป้องพื้นที่เท่านั้นที่จะทำให้คนอยู่ร่วมกับป่าและสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ยั่งยืนกว่า ที่สำคัญคือนโยบายเหล่านี้จะต้องการันตีว่าสิทธิขั้นพื้นฐานของชาวบราซิลที่อาศัยอยู่ในป่าแอมะซอนกว่า 28 ล้านคนจะได้รับการปกป้อง