ปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาเราได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมนิทรรศการ ‘ลาต๊ะ ภาษา อาหารและการต่อยอด’ โดยจัดแสดงเครื่องครัวและข้าวของเครื่องใช้ที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์และวิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่ง ต.สะกอม อ.จะนะ จ.สงขลา งานนิทรรศการนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของงาน Pakk Taii Design Week 2024 อีกด้วย

นอกจาก ‘ทัวร์ลาต๊ะ’ ทริปเล็ก ๆ ที่เป็นการท่องเที่ยวแบบ One Day Trip จัดขึ้นโดยชุมชน กลุ่มนักรบผ้าถุง และมีผู้นำไกด์ทัวร์โดย ‘พี่แก๊ส’ ศุภวรรณ ชนะสงคราม ผู้ประสานงานกลุ่มอาหารปันรัก เป็นรอบพิเศษสำหรับ Pakk Taii Design Week ครั้งนี้ นิทรรศการยังจัดฉายภาพยนตร์สารคดีเรื่อง ‘นักรบผ้าถุง เริน เล และแสงตุหวัน (Sarong Warrior)’ ที่พาเราไปทำความรู้จักเหล่ากลุ่มนักรบผ้าถุงที่รวมกลุ่มกันเพื่อปกป้องแหล่งทรัพยากรทางทะเลอันอุดมสมบูรณ์จากโครงการอุตสาหกรรมก่อมลพิษ  ผ่านสายตาของผู้กำกับ ‘เพื่อนนักรบผ้าถุง’ กีรติ โชติรัตน์ และเชี่ยววิทย์ พัฒนสุขพันธ์

นักรบผ้าถุง เริน เล และแสงตุหวัน ค่อย ๆ พาเราไปดูความอุดมสมบูรณ์ของทะเลหน้าบ้านสะกอม ทั้งปู กุ้ง กั้ง ปลาทะเลชนิดต่าง ๆ สลับกับหนังพาเราไปรู้จักกับกลุ่มนักรบผ้าถุงทีละคน แต่ละคนแม้จะมีอาชีพที่แตกต่างกันไปแต่เป้าหมายที่พวกเขายึดถือเหมือนกันนั่นคือการอนุรักษ์บ้านเกิดอันอุดมสมบูรณ์ให้คงอยู่ส่งต่อไปให้กับคนรุ่นใหม่ในอนาคต ในพาร์ทการนำเสนอกลุ่มนักรบผ้าถุงนั้นผู้กำกับถ่ายทอดออกมาได้น่าประทับใจมาก เพราะภาพยนตร์สื่อสารได้ดีเหมือนกับเราได้เข้าไปนั่งคุยกับนักรบผ้าถุงถึงที่บ้าน

เราได้เห็นวิถีชีวิตของชาวสะกอม รู้จักอัตลักษณ์ของภาษาสะกอม สลับกับเรื่องราวการต่อสู้ปกป้องพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ในอดีตนั่นคือการคัดค้าน “โครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย” ซึ่งนำมาสู่การสลายการชุมนุม อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์การคัดค้านครั้งนั้นกลายเป็นต้นแบบการปกป้องพื้นที่บ้านเกิด และแสดงให้เห็นว่ารัฐต้องฟังเสียงประชาชน

ส่วนหนึ่งจากภาพยนตร์สารคดี นำเสนอภาพการเรียนการสอนศาสนาโดย ครูกอเฉม ครูสอนคัมภีร์ สอนศาสนาและความรู้วิชาการให้กับเด็ก ๆ ใน ต.สะกอม อ.จะนะ จ.สงขลา

จนกระทั่งในช่วงปี พ.ศ.2562 มีมติคณะรัฐมนตรีขยายโครงการเมืองต้นแบบและผลักดันอำเภอจะนะ จ.สงขลา เป็น “เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต” ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2562 และได้อนุมัติงบลงทุน 18,680 ล้านบาท โดยมีศอ.บต. เป็นผู้ขับเคลื่อนโครงการ โดยตัวโครงการกินพื้นที่ 16,753 ไร่ ประกอบด้วย ท่าเรือน้ำลึก เขตอุตสาหกรรมเกษตร นิคมอุตสาหกรรมหนักไปจนถึงเบา โรงผลิตไฟฟ้า เขตอุตสาหกรรมต่อเนื่องกับกิจกรรมหลังท่าเรือ เขตอุตสาหกรรมศูนย์รวมและกระจายสินค้า

The local people of Chana (Chana Rak Thin movement) walked to the Government House in Bangkok to ask the government to uphold their promise to pause the industrial project until environmental impact assessment is completed

เพราะมติดังกล่าวจึงทำให้ชุมชนต้องรวมตัวเพื่อส่งเสียงถึงภาครัฐอีกครั้ง

เป็นนักรบผ้าถุง แต่ไม่ได้อยากรบกับใคร

ชื่อ นักรบผ้าถุง นั้นไม่ได้ถูกตั้งขึ้นมาให้ดูน่าเกรงขาม หรืออยากจะไปรบกับใคร แต่ชื่อนี้มีที่มาที่ไปที่เหล่าก๊ะมะทุกคนล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันนั่นคือ เพราะในชีวิตปกติกลุ่มผู้หญิงที่นี่มีบทบาทสำคัญในครัว เป็นคนที่คอยทำอาหาร ส่งเสบียงให้สามีที่เป็นชาวประมง รวมทั้งยังเป็นแม่ค้านำสัตว์ทะเลที่จับได้ไปขายและอีกหลายอาชีพเสริม แต่เมื่อต้องส่งเสียงคัดค้านโครงการนิคมให้ถึงรัฐบาลที่กรุงเทพฯ ครอบครัวจะขาดรายได้จากการออกหาปลาไม่ได้ ทำให้จากบทบาททัพหลังในครัว พวกเธอจึงกลายเป็นกลุ่มผู้หญิงทัพหน้า ร่วมเดินทางไปกับชุมชนอื่น ๆ ใน อ.จะนะ สงขลา สู่กรุงเทพฯ เพื่อส่งเสียงถึงรัฐบาล

The local people of Chana (Chana Rak Thin movement) walked to the Government House in Bangkok to ask the government to uphold their promise to pause the industrial project until environmental impact assessment is completed

ด้วยอัตลักษณ์ที่สะท้อนผ่านการแต่งกาย และปัจจัยด้านการหารายได้ให้ครอบครัว เราจึงเห็นภาพการชุมนุมของกลุ่มผู้หญิงคลุมฮิญาบ นุ่งผ้าถุง เป็นเอกลักษณ์ของม็อบคัดค้านโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะอยู่เสมอ พวกเธอต่อสู้ด้วยชีวิตและหัวใจ เป็นนักรบผ้าถุงที่สู้เพื่อบ้านเกิดและครอบครัว

The Chana Rak Thin prayed in front of the United Nations buildings during their protest against the proposed industrial project in their homeland.

ใช้สื่อภาพยนตร์เป็นตัวกลาง พานักรบผ้าถุงไปรู้จักกับผู้คนภูมิภาคอื่น ๆ

หลังภาพยนตร์สารคดีจบลง ยังมี Session เล็ก ๆ ที่ผู้ชมและคนทำหนังได้มานั่งล้อมวงพูดคุยกันโดย คุณตั้ม กีรติ โชติรัตน์ อธิบายถึงการวางคอนเซ็ปส์และสิ่งที่ตั้งใจอยากสื่อสารผ่านภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ ซึ่งมีสองประเด็นที่คนเพิ่งดูหนังจบและเราประทับใจ นั่นคือ

ประเด็นแรก ผู้กำกับสามารถดึงจิตวิญญาณของนักรับผ้าถุงทีละคน ๆ ผ่านการสัมภาษณ์ออกมาได้อย่างน่าประทับใจ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของผู้กำกับในการลงพื้นที่ทำความรู้จักชุมชน ให้ความจริงใจกับชุมชนและได้รับความจริงใจคืนจากชุมชนจนสามารถจับความจริงใจเหล่านี้มาถ่ายทอดให้กับคนดูหนังได้ ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมานั้นคือผู้ชมภาพยนตร์จะมองเห็น ‘คน’ ลึกมากกว่าแค่การมาดูภาพยนตร์สารคดีเรื่องหนึ่ง และทำให้คนที่มีโอกาสได้ชมภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้รู้จักและเข้าใจประเด็นที่ชุมชนกำลังคัดค้านอยู่มากขึ้น

© ภาพยนตร์สารคดี นักรบผ้าถุง

ประเด็นที่สอง คือความประทับใจที่ผู้กำกับใช้หน้าที่ของภาพยนตร์ได้อย่างดีเยี่ยม นั่นคือการเป็นตัวกลางระหว่างผู้สื่อสาร กับ ผู้รับสาร โดยในกรณีของภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ ผู้กำกับมองเห็นเรื่องราว ความไม่ธรรมดาและความเป็นเอกลักษณ์ของนักรบผ้าถุงแต่ละคน จึงอยากพาคนกลุ่มนี้ไปรู้จักกับผู้คนที่อื่น ๆ ซึ่งความเป็นจริงเราไม่สามารถนำพากลุ่มนักรบผ้าถุงสัญจรไปทั่วประเทศได้ แต่เครื่องมือที่เรียกว่าภาพยนตร์ทำได้ เราจึงได้ทำความรู้จักก๊ะมะแต่ละคนในเรื่องนี้ไปพร้อม ๆ กับประเด็นการต่อสู้ปกป้องบ้านเกิด ซึ่งเราแน่ใจได้เลยว่าไม่ว่าภาพยนตร์จะไปฉายที่ใด จะต้องมีคนที่ได้ดูหลังเรื่องนี้อยากรู้จักนักรบผ้าถุงมากขึ้นอย่างแน่นอน

คืนสิทธิชุมชนชายฝั่ง กำหนดทิศทางบ้านเกิดด้วยตัวเอง

‘บ้านเรา ให้เราดูแล’ หลังจากชมภาพยนตร์เรื่องนี้จบ บวกกับ One Day Trip จากชุมชนสะกอม ยิ่งทำให้เราเห็นภาพความอุดมสมบูรณ์และวิถีชีวิตของชุมชนสะกอมมากขึ้น เราเห็นประวัติศาสตร์ของพื้นที่ เห็นทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ของทะเลที่หากเราใช้สอยอย่างพอดีพร้อม ๆ กับการอนุรักษ์ด้วยภูมิปัญญาของชุมชน เราจะมีอาหารทะเลที่สดใหม่ ดีต่อสุขภาพของเราให้กับทุกคนไปได้อีกนาน

เมื่อเราได้เห็นวิถีชีวิตท้องถิ่นของชุมชนและอัตลักษณ์ด้านวัฒนธรรมที่ไม่มีภูมิภาคใดเหมือน ยิ่งทำให้เห็นว่า แนวคิดที่รัฐมักจะมองว่าทรัพยากรในประเทศเป็นของรัฐ แล้วรัฐจะเปลี่ยนแปลงมันไปเป็นอย่างไรก็ได้นั้นไม่ยุติธรรมต่อชุมชนคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มาก่อนเลย

“อยากอยู่ในครัว มากกว่าอยู่ในม็อบ

อยากตื่นมาพบ เห็นทะเลหาดทราย

ใครจะอยากจากบ้าน บ้านที่แสนสุขสบาย

แต่อิทำพรื่อได้ เขาจะทำลายบ้านเรา”

“นักรบผ้าถุงจึงต้องบุกมาเมืองหลวง มาถามทวงสิทธิและเสรี

ตายเป็นตาย เราไม่ย้าย ไม่ยอม ไม่หนี

ขอปกป้องด้วยชีวีและลมหายใจ”

“ด้วยจิตวิญญาณแห่งจะนะ เราจะชนะ

พร้อมจะเสียสละไม่ยอมถอดใจ แค่ปกป้องบ้านเกิดเราผิดอะไร

ถึงนุ่งผ้าถุงแต่หัวใจไม่ยอมจำนน”

(เนื้อเพลงบางส่วนจากเพลง นักรบผ้าถุง – พจนาถ พจนาพิทักษ์)

จะดีกว่าหรือไม่ ถ้ารัฐฟังเสียงชุมชนและให้ชุมชนเป็นผู้กำหนดทิศทางการพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง

© ภาพยนตร์สารคดี นักรบผ้าถุง