Greenpeace France activists unfurl banners reading "Nuclear energy: Climate distraction" in front of the Château de la Muette, in Paris. 
They then sounded off anti-intrusion devices on the roof of the building.
© Emeric Fohlen / Greenpeace

กระแสความตื่นตัวเกี่ยวกับเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactors – SMRs) กำลังมาแรง ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA] อ้างว่า การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างรวดเร็วและลดลงให้มากที่สุดโดยเฉพาะในภาคส่วนที่ยากต่อการลดการปล่อย เช่น ภาคอุตสาหกรรมจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากไม่มีการเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตพลังงานนิวเคลียร์อย่างมีนัยสำคัญ ในการประชุม COP28 ที่ดูไบ กว่า 20 ประเทศให้คำมั่นที่จะร่วมกันผลักดันการเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตพลังงานนิวเคลียร์ให้เพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าภายในปี 2050 รายงานล่าสุดของ IAEA [1] แสดงให้เห็นว่า จนถึงปี 2568 มีกลุ่มประเทศน้องใหม่ด้านพลังงานนิวเคลียร์กว่า 25 ประเทศที่อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กมาใช้งาน

ในประเทศไทย ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan : PDP) ฉบับล่าสุดบรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กภายในปี 2580 โดยกำหนดไว้ 2 โครงการ 2 พื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ แต่ยังไม่สามารถระบุตำแหน่งที่ชัดเจนได้ [2] แผนวิสาหกิจปี 2568-2572 ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ระบุว่า ปี 2568 จะมีการเตรียมการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้น คัดเลือกสถานที่ตั้งโรงไฟฟ้า คัดเลือกเทคโนโลยีที่เป็นไปได้ รวมถึงการเตรียมบุคลากร และปี 2570 จะเริ่มเข้าสู่การ Go Nuclear นำรายงานผลการศึกษาขออนุมัติต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำผลสรุปขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีหลังจากนั้นก็จะเข้าสู่กระบวนการสรรหาผู้รับเหมาตามการจัดทำข้อกำหนดเงื่อนไขของงาน [3] [4]

บทความนี้หยิบยกประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMRs) โดยตั้งคำถามหลักดังนี้คือ (1) SMR เป็นเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์รุ่นใหม่จริงหรือ? (2) เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ SMR มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์หรือไม่? (3) มีการออกแบบ SMR ที่พร้อมในการก่อสร้างแล้วหรือไม่และประเทศไทยจะใช้แบบใด? และ (4) SMR จะช่วยให้ไทยบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือไม่?

1) SMR เป็นเทคโนโลยีนิวเคลียร์รุ่นใหม่จริงหรือ? 

Around 20 activists protest at the main entrance of the Engie headquarters to ask the application of the “polluter pays” principle. Engie, a French multinational electric utility company, must pay for all the radioactive waste it produced, instead of trying to push this bill towards the taxpayer.
© Eric De Mildt / Greenpeace

David Toke ผู้เขียนหนังสือ “Energy Revolutions : Profiteering versus Democracy” ให้ความเห็นว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีข่าวมากมายที่มีเนื้อหาในเชิงบวกเกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMRs) และ “การแข่งขัน” เพื่อพัฒนาแบบ แต่ในความเป็นจริง SMR เป็นเพียงคำศัพท์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้ดูเหมือนว่ามีนวัตกรรมใหม่ในวงการพลังงานนิวเคลียร์ ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีอะไรใหม่เลย เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่เรียกว่า SMR นั้นแทบไม่อาจแยกออกจากเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงคริสตทศวรรษ 1940 ถึง 1960 ได้เลย และนิยามของ SMR ก็ไม่ได้เป็นแนวคิดที่เป็นประโยชน์หรือมีความชัดเจนแต่อย่างใด แม้แต่ตัวอย่างของ SMR รุ่นใหม่ที่เรียกกันในปัจจุบันก็แทบไม่มีโครงการใดที่ถูกสร้างและดำเนินการจริงในระดับโลก แต่มีการ “ปั่นกระแส” อย่างมหาศาล และดูเหมือนว่า ยิ่งไม่มีโครงการ SMR ใดสร้างเสร็จ กระแสโฆษณาเกินจริงก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย [5]

เมื่อพิจารณาจากนิยามของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) “SMRs คือเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขั้นสูงที่มีกำลังผลิตไฟฟ้าสูงสุดไม่เกิน 300 เมกะวัตต์ต่อเครื่อง หรือประมาณหนึ่งในสามของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดใหญ่ทั่วไป SMRs ซึ่งผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำมีลักษณะดังนี้ (1) Small – มีขนาดทางกายภาพเล็กกว่ามากเมื่อเทียบกับเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบดั้งเดิม (2) Modular – สามารถประกอบชิ้นส่วนและระบบต่างๆ ในโรงงานและขนส่งไปยังสถานที่ก่อสร้างแบบสำเร็จรูป (3) Reactor– ใช้ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชันสร้างความร้อนเพื่อผลิตไฟฟ้า

จากนิยาม SMR ข้างต้น David Toke ชี้ว่า ไม่มีสิ่งใดเลยที่ถือว่า “ใหม่” หรือเป็นนวัตกรรมที่ไม่เคยทำมาก่อนในอดีต คำว่า “ขั้นสูง” (advanced) ก็เป็นคำกว้างๆ คลุมเครือ และไม่ได้ลบภาพเดิมๆ ที่เคยล้มเหลวออกไปแต่อย่างใด ที่สำคัญคือคำว่า “โมดูลาร์” (modular) ในทางปฏิบัติกลับสร้างความเข้าใจผิด เพราะในความเป็นจริง การออกแบบเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ให้เล็กลงยิ่งไปลดโอกาสในการผลิตชิ้นส่วนในโรงไฟฟ้าให้มีขนาดเหมาะสมได้จริง

ในบทวิเคราะห์ของ Steve Thomas ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านนโยบายพลังงานแห่งมหาวิทยาลัยกรีนิช สหราชอาณาจักร [6] แม้ว่า SMR ซึ่งถือเป็นความหวังใหม่ของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ในปัจจุบันครอบคลุมเทคโนโลยี การใช้งานและขนาดที่หลากหลายโดยอาศัยจุดขายของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์รุ่นที่ 3+ และรุ่นที่ 4 (Gen III+ และ Gen IV) [7] โดยเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กที่สุดออกแบบมาเพื่อใช้ในชุมชนห่างไกล เหมืองแร่ หรือการผลิตไฮโดรเจน ส่วนเครื่องปฏิกรณ์ขนาดใหญ่กว่าจะเน้นไปที่การผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ระบบสายส่ง ถึงกระนั้น การออกแบบ SMR ของบริษัท Rolls Royce โดยใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบน้ำอัดความดัน(pressurized water reactor – PWR) [8] ขนาด 470 เมกะวัตต์ กลับมีขนาดใหญ่กว่าเครื่องปฏิกรณ์บางหน่วยที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะในญี่ปุ่นที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากสึนามิในปี 2554

เทคโนโลยี SMRs มีตั้งแต่การย่อส่วนของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบเดิมที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบน้ำอัดความดัน(PWR) และเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบน้ำเดือด(Boiling Water Reactor-BWR) [9] ไปจนถึงเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์รุ่นที่ 4 (Gen IV) ที่ยังไม่พร้อมใช้งานในเชิงพาณิชย์ Steve Thomas ชี้ให้เห็นว่า การออกแบบเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขั้นสูงเหล่านี้ไม่ได้เป็นของใหม่ ตัวอย่างเช่น เครื่องปฏิกรณ์แบบ Sodium Cooled Fast Reactors เครื่องปฏิกรณ์แบบ Lead-cooled Fast Reactors-LFRs และเครื่องปฏิกรณ์แบบ Very High Temperature Reactors [10] เคยถูกสร้างเป็นต้นแบบตั้งแต่ช่วงคริสตทศวรรษ 1950s และ 1960s แต่ความพยายามสร้างโรงไฟฟ้าสาธิตในเวลาต่อมาที่อ้างว่าเครื่องปฏิกรณ์เหล่านี้จะใช้เชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการเกิดของเสีย เป็นมิตรต่อเศรษฐกิจและมีมาตรฐานด้านความปลอดภัยสูงและการป้องกันการแพร่หลายของอาวุธนิวเคลียร์ กลับล้มเหลวอย่างรวดเร็วและไม่ยั่งยืน จึงเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จึงจะประสบความสำเร็จในปัจจุบันทั้งที่มีประวัติการล้มเหลวในอดีต

One month after the earthquake, tsunami and nuclear disasters hit Japan, destroying lives and causing mass evacuations, Greenpeace activists project the anti-nuclear message "Danger" onto the Trillo Nuclear Power Plant. This and other actions at other operating Spanish nuclear power plants are carried out to demand an end to the nuclear age.
© Pedro Armestre / Greenpeace

Steve Thomas ยกตัวอย่างให้เห็นว่า ผลลัพธ์จากการสั่งสร้างเครื่องปฏิกรณ์รุ่นที่ 3+ เพียงไม่กี่แห่งกลับล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง โดยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทุกแห่งสร้างเสร็จล่าช้ากว่ากำหนดและใช้งบประมาณเกินกว่าที่คาดไว้ ตัวอย่างที่ร้ายแรงที่สุดคือโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Olkiluoto ในฟินแลนด์ และ Flamanville ในฝรั่งเศส ซึ่งใช้เวลาก่อสร้างยาวนานถึง 18 ปี และมีต้นทุนสูงกว่าที่ประมาณไว้ถึง 3–4 เท่า ส่วนเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์รุ่นที่ 4 เองก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะถูกนำมาใช้ได้จริงแม้จะถูกพูดถึงมานานกว่า 20 ปีแล้วก็ตาม นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยี SMR แบบอื่นๆ ที่พูดถึงกันมานานหลายทศวรรษ จากการประเมินของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ในปี 2565 มี SMRs มากกว่า 80 แบบที่อยู่ในขั้นตอนการพัฒนา โดย Steve Thomas วิเคราะห์ว่า แบบทั้งหลายเหล่านี้ยังไม่ถูกสร้างเป็นเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ต้นแบบเพื่อผลิตไฟฟ้าเลยด้วยซ้ำ จึงยากจะเชื่อว่าอุปสรรคต่างๆ ที่ขัดขวางการนำไปใช้ในอดีตจะถูกแก้ไขได้ในปัจจุบัน

(2) เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ SMR มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์หรือไม่?

ผู้สนับสนุนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR ในประเทศไทยอ้างว่า แม้ต้นทุนของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR ยังไม่ชัดเจน เช่น ต้นทุนการก่อสร้าง SMR ขนาดใหญ่ค่อนข้างสูงประมาณ 30,000 ล้านบาท และเมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าก๊าซขนาดใหญ่ซึ่งมีต้นทุนราว 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR จะมีต้นทุนราว 7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งถือว่าถูกกว่า ในแง่ของต้นทุนการสร้าง การพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์นี้ควรได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมต่อไปในอนาคต [11]

นี่คือตัวอย่างของการนำเสนอที่ปรากฏต่อสาธารณะในทำนองที่ว่า การออกแบบ SMR พร้อมที่จะก่อสร้าง เทคโนโลยีได้รับการพิสูจน์แล้ว ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ชัดเจน และสิ่งเดียวที่ขัดขวางอยู่คือความล่าช้าของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์จริงในประเทศที่พยายามพัฒนาออกแบบเครื่องปฏิกรณ์ตั้งแต่แนวคิดจนสามารถใช้งานเชิงพาณิชย์เป็นกระบวนการที่ใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูง การวิเคราะห์ของ Steve Thomas ชี้ให้เห็นว่า อาจใช้เวลามากกว่าทศวรรษและมีต้นทุนเกินกว่า 1.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ ที่ผ่านมา การออกแบบเครื่องปฏิกรณ์รุ่นที่ 3+ ผ่านการพัฒนาออกแบบอย่างเข้มข้นแต่สุดท้ายกลับไม่สามารถขายได้ และต้นทุนที่ลงทุนไปต้องถูกตัดขาดทุนทั้งหมด

กรณีศึกษาในประเด็นต้นทุนคือ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบน้ำอัดความดัน (pressurized water reactor – PWR) ขนาด 77 เมกะวัตต์ของบริษัท NuScale Power Corp. จากสหรัฐฯ โดยเป็น SMR เพียงแบบเดียวที่ใกล้เคียงกับการผ่านเกณฑ์การออกแบบให้ใช้งานเชิงพาณิชย์ [12] บริษัท NuScale ทำการพัฒนาออกแบบมานานกว่า 20 ปี ก่อนได้รับการประเมินและอนุมัติจากคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ (US NRC)

แต่ความท้าทายหลักคือ ตัวแบบของ NuScale เดิมออกแบบให้เป็นเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 12 ชุดโดยแต่ละชุดมีกำลัง 35 เมกะวัตต์ ต่อมามีการปรับเพิ่มกำลังขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์มากขึ้น โดยขยับเป็น 40 เมกะวัตต์, 50 เมกะวัตต์, 60 เมกะวัตต์ และล่าสุดเป็น 77 เมกะวัตต์ ซึ่งจัดวางในรูปแบบกลุ่มละ 4 หรือ 6 ชุด การอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล (US NRC) เกิดขึ้นในปี 2564 สำหรับตัวแบบขนาด 50 เมกะวัตต์ ซึ่งมีการปรับไปแล้วถึง 2 ครั้ง และเมื่อตัวแบบ 50 เมกะวัตต์ ไม่ได้นำมาก่อสร้างจริงจึงไม่มีการพิจารณาอย่างจริงจังถึงปัญหาทางเทคนิคหลายประการ ต่อมาปลายปี 2565 มีการยื่นขออนุมัติต้นแบบ SMR ขนาด 77 เมกะวัตต์ ซึ่งเพิ่มกำลัง 50% จากต้นแบบเดิม การประเมินครั้งใหม่เพื่อพิจารณาอนุมัติจึงต้องเริ่มต้นกระบวนการใหม่ทั้งหมด

ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2565 สำนักข่าว Bloomberg พาดหัวข่าว “โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแห่งแรกในสหรัฐฯ ถูกยกเลิกหลังต้นทุนพุ่ง 53%” [13] บริษัท NuScale Power Corp. ประกาศยกเลิกแผนการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์สำหรับผู้ให้บริการในรัฐยูทาห์ หลังจากต้นทุนโครงการพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ในเวลาเดียวกัน The New York Times รายงานว่า บริษัท NuScale Power Corp. ไม่สามารถหาผู้ซื้อไฟฟ้าได้เพียงพอที่จะเดินหน้าโครงการ Carbon-Free Power Project ซึ่งมีแผนจะติดตั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ SMR ขนาด 77 เมกะวัตต์ของบริษัทจำนวน 6 เครื่อง แม้ว่าจะมีบริษัทสาธารณูปโภคด้านไฟฟ้ามากกว่า 112 แห่งลงนามแสดงความจำนงจะซื้อไฟฟ้าแต่จำนวนดังกล่าวยังไม่เพียงพอต่อเงื่อนไขที่ NuScale กำหนดไว้สำหรับการเดินหน้าโครงการ [14]

บริษัท NuScale Power Corp. ประเมินว่าต้นทุนพลังงานจากโครงการ Carbon-Free Power Project จะอยู่ที่ 89 ดอลลาร์ต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมง (MWh) ตามต้นทุนดำเนินงาน แต่การประเมินนี้รวมเงินอุดหนุน 1.4 พันล้านดอลลาร์จากกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (DOE) และเงินอุดหนุนเพิ่มเติมจากกฎหมาย IRA ประมาณ 30 ดอลลาร์ต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมง หากไม่มีเงินอุดหนุน ต้นทุนไฟฟ้าของโครงการ CFPP จะสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมง  ซึ่งสูงกว่าต้นทุนพลังงานจากกังหันลมบนบก (Onshore Wind) และพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดสาธารณูปโภค (Utility-Scale Solar) ที่ 24 ดอลลาร์ต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมง [15] การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นความล้มเหลวครั้งใหญ่ของเทคโนโลยีที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับการยกย่องว่าเป็น “ยุคใหม่” ของพลังงานนิวเคลียร์

กรณีศึกษา NuScale ข้างต้น ยังชี้ให้เห็นถึงข้อโต้แย้งของผู้สนับสนุนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMRs ที่ว่าจะ สามารถชดเชยการสูญเสียประโยชน์จากขนาดด้วย “เศรษฐศาสตร์ของตัวคูณ” (economy of multiples) เช่นการลดต้นทุนจากการใช้ระบบโมดูลาร์และการผลิตจำนวนมาก ซึ่งข้อกล่าวอ้างเหล่านี้ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ในกรณีของการประหยัดจากขนาด (Economies of Scale) การศึกษาหลายฉบับ [16] ระบุว่า การลดขนาดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จาก 1,000 เมกะวัตต์ลงมาเป็น SMRs จะทำให้สูญเสียประโยชน์จากขนาด (scale economies) ส่งผลให้ต้นทุนค่าก่อสร้างล่วงหน้า (overnight cost) และต้นทุนดำเนินงานและบำรุงรักษา (operation and maintenance costs) เพิ่มสูงขึ้น อุตสาหกรรมนิวเคลียร์ไม่เคยประสบความสำเร็จในการลดต้นทุนด้วยวิธีนี้จากโครงการหรือเครื่องปฏิกรณ์ใดๆ ในอดีต

หากต้องการทดสอบความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของ SMR ศาสตราจารย์กิตติคุณ Steve Thomas จากมหาวิทยาลัยกรีนิช สหราชอาณาจักร เสนอว่า เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ต้นแบบตัวแรกจะต้องถูกสร้างด้วยสายการผลิตจริงและเมื่อสายการผลิตเริ่มต้นขึ้นก็ต้องมีการผลิตอย่างต่อเนื่อง ในกรณีของบริษัท Rolls Royce ซึ่งรัฐบาลสหราชอาณาจักรจัดสรรงบประมาณ 18 ล้านปอนด์ให้กับโครงการ Rolls Royce SMR เพื่อใช้พัฒนาต้นแบบเครื่องปฏิกรณ์ ประเมินว่าสายการผลิตของตนจะผลิตเครื่องปฏิกรณ์ได้ 2 เครื่องต่อปีและต้นทุนจะไม่ลดลงสู่ระดับเป้าหมายจนกว่าจะถึงเครื่องที่ 5 ดังนั้น หากสมมติว่าเครื่องแรกใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปี จะมีเครื่องอีก 9 เครื่องอยู่ระหว่างการก่อสร้างในช่วงเวลานั้นทั้งที่ยังไม่มีการผลิตไฟฟ้าจากเครื่องแรก และยังไม่ได้ทดสอบความคุ้มค่าทางเทคนิคและเศรษฐกิจจริงเลย และอาจมีเครื่องอีกประมาณ 15 เครื่องอยู่ในขั้นตอนต่างๆ ของการก่อสร้าง ก่อนที่จะได้เห็นต้นทุนที่มีเสถียรภาพและแท้จริง รัฐบาลจึงอาจถูกกดดันให้สั่งซื้อเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ SMR เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าแบบแผนดังกล่าวคุ้มค่าหรือเชื่อถือได้ เพียงเพื่อไม่ให้สายการผลิตต้องหยุดชะงัก

แต่ SMRs ไม่อาจอ้างว่าถูกหรือแพงเมื่อเทียบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่เท่านั้น ในโลกของการเปรียบเทียบทางเศรษฐศาสตร์ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่มีต้นทุนที่สูงกว่ามากเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนต่างๆ เช่น พลังงานลมหรือแสงอาทิตย์ หรือแม้แต่โครงการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน (energy efficiency) ดังนั้น SMR จึงจะต้องแข่งขันกับเทคโนโลยีเหล่านี้ให้ได้ด้วย

ในกรณีของ Rolls Royce บริษัทยังเรียกร้องให้รัฐบาลเลือกเทคโนโลยี SMR เพียงแบบเดียวในสหราชอาณาจักร และหากเลือกเทคโนโลยีจากต่างประเทศก็ต้องมี Rolls Royce เป็นพันธมิตรด้วย ต่อมามีรายงานว่า Rolls Royce ลดข้อเรียกร้องลงเหลือเพียงการขอให้รัฐบาลรับประกันคำสั่งซื้อ SMR 4 เครื่อง โดยเสริมด้วยคำสั่งซื้อเพื่อส่งออกเพิ่มเติม แต่เป็นเรื่องยากที่จะเชื่อว่าลูกค้าต่างประเทศจะสั่งซื้อเครื่องก่อนที่เทคโนโลยีดังกล่าวจะได้รับการพิสูจน์อย่างชัดเจนในสหราชอาณาจักร [17] การให้โรลส์-รอยซ์มีสิทธิ์ผูกขาดในตลาดสหราชอาณาจักรอย่างเดียวก็ไม่อาจเป็นที่ยอมรับในเชิงการเมือง ถึงกระนั้น โรลส์-รอยซ์ก็ยังคงเร่งทำกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณชนว่าแบบเครื่องปฏิกรณ์ SMR ของตนพร้อมใช้งานแล้ว โดยอ้างว่าหากมีการลงทุน จะสามารถสร้างงานจำนวนมหาศาลทั้งในพื้นที่ก่อสร้างและในพื้นที่ติดตั้งสายการผลิต รวมถึงเปิดโอกาสให้ขยายตลาดส่งออกขนาดใหญ่อีกด้วย จนถึงต้นปี 2566 รัฐบาลสหราชอาณาจักรก็ยังไม่ได้ตอบตกลงตามข้อเรียกร้องของ Rolls Royce ในการรับประกันคำสั่งซื้อ 

(3) มีการออกแบบ SMR ที่พร้อมในการก่อสร้างแล้วหรือไม่และประเทศไทยจะใช้แบบใด? 

Hundreds of people representing communities opposed to nuclear power together with crew from the Greenpeace flagship Rainbow Warrior place windsocks to form the shape of  a pink dolphin, next to a banner reading  "Unplug a nuclear future,"  in Thong Ching Beach, 610 km south of Bangkok.
Thong Ching Beach is one of the proposed sites for the construction of nuclear power plants. The Nakhon Si Thammarat province is known for its vast population of pink dolphins (Indo-Pacific hump-backed dolphins or Sousa chinensis).  The Greenpeace flagship Rainbow Warrior arrived in the province to join community movements clamoring for a future free of dangerous nuclear and coal power.  Greenpeace is calling on the Thai government to get smart and phase out dirty coal and dangerous nuclear energy from the 2010 Power Development Plan, and instead invest in sustainable and long term solutions such as the massive uptake of renewable energy and the adoption of energy efficiency policies for a cleaner and greener future for the country.
© Athit Perawongmetha / Greenpeace

ดังได้กล่าวไว้ข้างต้น SMR ไม่ใช่เทคโนโลยีนิวเคลียร์ใหม่และมีการพัฒนาโดยผู้ผลิตหลายรายมาตั้งแต่ช่วงปีคริสตทศวรรษ 1950s เริ่มต้นจากเครื่องปฏิกรณ์ Shippingport ขนาด 60 เมกะวัตต์ไฟฟ้า (MWe) ซึ่งเป็นเครื่องปฏิกรณ์รุ่นที่ 1 ออกแบบโดยห้องปฏิบัติการ Bettis Naval Atomic Power Laboratory ที่ดำเนินการโดยบริษัท Westinghouse [18] จนถึงปี 2567 มีแบบ SMR กว่า 80 แบบที่อยู่ระหว่างการพัฒนาใน 19 ประเทศ [19] รวมถึงสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น แคนาดา จีน อาร์เจนตินา และรัสเซีย เป็นต้น ในปี 2020 มีโครงการ SMR จำนวน 71 โครงการ โดยมีเพียง 3 โครงการที่เปิดดำเนินการอยู่ (ตั้งอยู่ในรัสเซีย จีน และอินเดีย) และอีก 3 โครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ส่วนที่เหลือยังคงอยู่ในขั้นตอนการออกแบบ [20] เครื่องปฏิกรณ์เหล่านี้ส่วนใหญ่มีขนาดกำลังผลิตอยู่ระหว่าง 100 ถึง 300 เมกะวัตต์

การดำเนินการติดตั้ง SMR ใหม่หยุดชะงักมาหลายปี โดยมีการประมาณ [21] ว่าเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ SMR ใหม่จะไม่อาจเปิดดำเนินการได้ก่อนปี 2573 เนื่องจากไม่มีมาตรฐานกลางและกระบวนการออกแบบและการขอใบอนุญาตขึ้นอยู่กับเงื่อนไขเฉพาะของแต่ละประเทศ

ในเดือนมีนาคม 2566 สมาคมพลังงานนิวเคลียร์โลก [22] ได้ปรับปรุงรายชื่อเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMRs) ทั่วโลก โดยครอบคลุมทั้งเครื่องปฏิกรณ์ที่กำลังดำเนินการอยู่ แบบที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และ SMRs ที่เตรียมพร้อมสำหรับการนำมาใช้งานในอนาคตอันใกล้ — รวมถึงแบบที่อยู่ในขั้นตอนการพัฒนาขั้นสูง แต่บางโครงการก็ถูกระงับหรือยกเลิกไปแล้ว ใน SMR Dashboard 2024 องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา–สำนักงานพลังงานนิวเคลียร์ (OECD-NEA) จัดทำรายชื่อแบบเครื่องปฏิกรณ์ทั้งหมด 56 แบบ พร้อมทั้งระบุว่า มีอีก 7 แบบ ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและอีก 35 แบบที่ในขณะนี้ยังไม่มีการพัฒนา

ส่วนคำถามว่าไทยจะใช้เทคโนโลยี SMR แบบใดนั้นอาจจะยังเร็วเกินไป อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายปี 2567 ที่ผ่านมา การที่ กฟผ. และหน่วยงานพร้อมสื่อมวลชนเดินทางไปดูงานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR Linglong One ในมณฑลไห่หนานของจีน [23] อาจมีนัยยะถึงการสำรวจเพื่อชิมลางแบบเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ SMR ที่ใช้เทคโนโลยีน้ำอัดแรงดัน หรือ PWR (pressurized water reactor) รายงานข่าวด้านพลังงานระบุว่า คาดว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก Linglong One ขนาด 125 เมกะวัตต์จะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2569 และจะเป็น SMR บนบกเชิงพาณิชย์แห่งแรกของโลก [24] อย่างไรก็ตาม ตามข้อมูลของ บริษัท China National Nuclear Corporation (CNNC) ต้นทุนการก่อสร้างต่อกิโลวัตต์ของเครื่องปฏิกรณ์ Linglong จะสูงกว่าของเครื่องปฏิกรณ์ขนาดใหญ่ถึง 2 เท่า และต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยการผลิตไฟฟ้า (Levelised Cost) จะสูงกว่าของเครื่องปฏิกรณ์ขนาดใหญ่ประมาณ 50 % [25]

ควรต้องกล่าวในที่นี้ด้วยว่า ในกรณี SMR ของจีน [26] การก่อสร้างเครื่องปฏิกรณ์แบบอุณหภูมิสูงสองแบบซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Linglong One เริ่มขึ้นในปี 2555 โดยแบบแรกเชื่อมต่อเข้ากับระบบสายส่งในเดือนธันวาคม 2564 ซึ่งล่าช้ากว่ากำหนดเดิมเกือบ 5 ปี และตามรายงานไม่มีหน่วยใดผลิตกระแสไฟฟ้าได้อีกเลยนับจากนั้นโดยไม่มีการเปิดเผยสาเหตุอย่างชัดเจน ส่วนการก่อสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ACP100 หรือ Linglong One เริ่มต้นในเดือนกรกฎาคม 2564 ล่าช้าจากแผนเดิมถึง 6 ปี

คำถามต่อการดำเนินโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR ของไทยซึ่งรวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 19 ด้าน รวมถึงด้านความปลอดภัย การจัดหาแหล่งเงินทุน กฎหมายและระเบียบต่าง ๆ โครงข่ายไฟฟ้า การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียนั้น สอดคล้องกับแผนวิสาหกิจปี 2568-2572 ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยที่ระบุว่าปี 2570 จะเริ่มเข้าสู่การ Go Nuclear มากน้อยเพียงใด หากมีอะไรผิดพลาดไปจากแผนที่ว่านี้ เราควรจะต้องมาถึงบทสรุปที่ว่า แผน Go Nuclear โดยมี SMR เป็น หัวหอกคือ “เดิมพันสุดท้าย” ของผู้สนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์ในประเทศไทย เพราะความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR จำนวนมากถูกสร้างขึ้น (ซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้น) แต่ความเสี่ยงที่แท้จริง คือ ความพยายามที่ไร้ผลในการผลักดัน SMRs ซึ่งบั่นทอนทรัพยากร(งบประมาณ/บุคคลากร)ของประเทศที่มีอยู่จำกัดเพื่อลงทุนกับทางเลือกต่างๆ ที่มีต้นทุนต่ำกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า มีความเสี่ยงน้อยกว่า และสร้างความมั่นคงทางพลังงานและเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมได้ดีกว่า

4) SMR จะช่วยให้ไทยบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือไม่?

Greenpeace Indonesia  activists  hold an action to commemorate Fukushima tragedy in front of House building in Jakarta on Friday, 13 July 2020. Greenpeace urged Indonesian government to abort their long term plan to have Nuclear Power Plant., PERINGATAN 9 TAHUN BENCANA FUKUSHIMA
© Dhemas Reviyanto / Greenpeace

จุดขายหลักของนิวเคลียร์ SMR คือ การเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่ปล่อยคาร์บอนต่ำเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงฟอสซิล และสามารถทดแทนการผลิตไฟฟ้าจากฟอสซิลที่มีสัดส่วนสูงของระบบพลังงานไทยได้ แต่เมื่อพิจารณาอย่างเป็นจริงแล้ว จนกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR จะนำมาใช้งานในการผลิตไฟฟ้าในปริมาณที่มีนัยสำคัญสำหรับประเทศไทยอย่างเร็วที่สุดหลังจากปี 2580 ซึ่งสายเกินไปและน้อยเกินไปในการมีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภาคการผลิตไฟฟ้าเป็นภาคที่ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ง่ายที่สุด และหากทิศทางเศรษฐกิจโดยรวมของไทยต้องบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2608 ภาคการผลิตไฟฟ้าจะต้องบรรลุเป้าหมายนี้ก่อนกำหนดโดยเร็ว

แม้ว่าการผลักดันพลังงานนิวเคลียร์ในประเทศไทยประสบความล้มเหลวมาโดยตลอด [27]  แต่รัฐบาลไทยทุกยุคทุกสมัยยังคงมีปรารถนาที่จะให้โอกาสแก่อุตสาหกรรมนิวเคลียร์อีกครั้ง แม้ว่าความกังขาของสาธารณชนจะเพิ่มขึ้น การผลักดันโครงการนิวเคลียร์ SMRs ต้องอาศัยการค้ำประกันทางการเงินจำนวนมหาศาลซึ่งมาจากผู้บริโภคและผู้เสียภาษี เรายังต้องจับตาดูว่ารัฐบาลไทยจะตัดสินใจในทางการเมืองเพื่อเดินหน้าสนับสนุนอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ต่อไป หรือจะยอมรับว่าความเสี่ยงด้านงบประมาณสาธารณะที่สูงเกินไป

หากใครที่ติดตามอุตสาหกรรมนิวเคลียร์มาอย่างยาวนานก็จะคุ้นเคยกับข้ออ้างกล่าวอ้างเหล่านี้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องต้นทุนของพลังงานนิวเคลียร์จะลดลงอย่างมาก เวลาก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะสั้นลง ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์จะเพิ่มขึ้น ไม่มีปัญหาทางเทคนิคสำคัญที่ต้องแก้ไข และพลังงานนิวเคลียร์จะเป็นองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างระบบพลังงานของเรา ข้อกล่าวอ้างเหล่านี้ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นความคาดหวังที่เกินความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง และไม่มีเหตุผลใดที่จะเชื่อว่าสถานการณ์จะต่างไปในครั้งนี้ 

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะต้องหันหลังให้กับเทคโนโลยีที่ล้มเหลวนี้อย่างถาวร?

ข้อมูลอ้างอิง

[1] https://www-pub.iaea.org/MTCD/Publications/PDF/p15790-PUB9062_web.pdf 

[2] https://www.prachachat.net/economy/news-1799342

[3] https://www.egat.co.th/home/strategic-plan/

[4] https://www.prachachat.net/economy/news-1799342

[5] https://davidtoke.substack.com/p/why-small-modular-reactors-do-not 

[6] https://www.sgr.org.uk/resources/small-modular-reactors-last-chance-saloon-nuclear-industry

[7] https://nst.or.th/academics/โรงไฟฟ้านิวเคลียร์รุ่น/ 

[8] https://ned.egat.co.th/index.php/component/sppagebuilder/?view=page&id=40

[9] https://ned.egat.co.th/index.php/component/sppagebuilder/?view=page&id=41

[10] โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบ Sodium-Cooled Fast Reactor System (SFR) ใช้นิวตรอนย่านพลังงานสูงเป็นตัวทำปฏิกิริยาฟิชชันและปฏิกิริยาลูกโซ่ เชื้อเพลิงที่ใช้เป็นออกไซด์ของยูเรเนียมและพลูโทเนียม และใช้วัฏจักรของเชื้อเพลิงเป็นแบบปิด มีโซเดียมเหลวเป็นตัวระบายความร้อน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบ Lead-cooled Fast Reactors-LFRs ใช้นิวตรอนในย่านพลังงานสูง และใช้วัฏจักรของเชื้อเพลิงเป็นแบบปิด มีสารละลายตะกั่วเป็นตัวระบายความร้อน ซึ่งมีคุณสมบัติในการดูดกลืนและหน่วงนิวตรอนต่ำ ไม่เกิดปฏิกิริยารุนแรงกับน้ำและอากาศ มีจุดเดือดที่ 1700 องศาเซลเซียส ส่วนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบ Very High Temperature Reactors เป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใช้นิวตรอนย่านพลังงานต่ำ ใช้กราไฟต์เป็นสารหน่วงนิวตรอน เชื้อเพลิงเป็นยูเรเนียมเสริมสมรรถนะและวัฏจักรของเชื้อเพลิงเป็นแบบเปิด ใช้ฮีเลียมเป็นตัวระบายความร้อน http://www.thailandindustry.com/indust_newweb/articles_preview.php?cid=7367 

[11] https://www.bangkokbiznews.com/environment/1171584

[12] ขั้นตอนสำคัญที่จำเป็นในการนำการออกแบบเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ไปสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ประกอบด้วย (1) พัฒนาการออกแบบจากแนวคิดกว้างๆ ไปสู่ระดับรายละเอียดที่เพียงพอให้หน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยสามารถประเมินได้ (2) สร้างห่วงโซ่อุปทานรวมถึงสายการผลิตชิ้นส่วนต่างๆ อย่างครบวงจร อย่างไรก็ตาม ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา มีการสั่งสร้างเครื่องปฏิกรณ์น้อยมากทั่วโลกทำให้จำนวนผู้ผลิตที่ได้รับการรับรองและสามารถผลิตชิ้นส่วนตามมาตรฐานคุณภาพที่เข้มงวดลดลงอย่างมาก อีกทั้งผู้ผลิตจำนวนมากไม่พร้อมจะลงทุนตั้งสายการผลิตเว้นแต่จะมีคำสั่งซื้อที่ชัดเจนรองรับ (3) ลูกค้าสำหรับการสร้างต้นแบบเครื่องแรก ปัจจุบันไม่ใช่ยุคที่ผู้ให้บริการระบบไฟฟ้าจะสามารถสั่งซื้อเครื่องปฏิกรณ์แบบที่ยังไม่เคยทดสอบได้ โดยมั่นใจว่าจะสามารถผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้อีกต่อไป (4) บริษัทพลังงานต้องใช้เงินทุนของตนเอง และจะต้องการเห็นโรงงานต้นแบบที่ใช้งานได้จริงในประเทศต้นทางของผู้ขาย ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน (4) พันธมิตรที่เป็นบริษัทวิศวกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งมีประสบการณ์ในการบูรณาการออกแบบเครื่องปฏิกรณ์เข้ากับระบบโรงไฟฟ้าทั้งระบบ และสามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้อย่างครบวงจร https://www.sgr.org.uk/resources/small-modular-reactors-last-chance-saloon-nuclear-industry

[13] https://www.bloomberg.com/news/articles/2023-11-08/first-us-small-nuclear-project-canceled-after-costs-climb-53#xj4y7vzkg

[14] https://www.nytimes.com/2023/11/08/business/energy-environment/nuclear-energy-idaho-nuscale.html 

[15] https://www.nrdc.org/sites/default/files/2023-12/small-modular-nuclear-reactors-ib.pdf 

[16] Fatih Aydogan et al., “Quantitative and Qualitative Comparison of Light Water and Advanced Small Modular Reactors,” Journal of Nuclear Engineering and Radiation Science 1, no. 041001 (September 16, 2015), https://doi.org/10.1115/1.4031098 

[17] https://www.constructionnews.co.uk/government/treasury-red-tape-blamed-for-delay-in-smrrollout-09-09-2022/ 

[18] Todreas, N. (2020). Small modular reactors (SMRs) for producing nuclear energy: An introduction. In Handbook of Small Modular Nuclear Reactors: Second Edition (pp.3–27). Elsevier. https://doi.org/10.1016/B978-0-12-823916-2.00001-1

[19] IAEA. (2023a). IAEA ups support for SMRs – Nuclear Engineering International. Retrieved May 16, 2023, from https://www.neimagazine.com/features/featureiaea-ups-support-for-smrs-10528638/ 

[20] Energy Monitor. (2022). Global number of small modular reactor (SMR) projects in 2022, by power generation capacity and development status. Statista. Statista Inc.. Accessed: May 15, 2023. https://www.statista.com/statistics/1334632/number-of-small-modular-reactor-projects-worldwide/

[21] IEA (2022). Global number of small modular reactor projects by status of development. IEA, Paris https://www.iea.org/data-and-statistics/charts/global-number-of-small-modular-reactor-projects-by-status-of-development-2022, IEA. Licence: CC BY 4.0

[22] World Nuclear Association (2023b) Small nuclear power reactors. https://www.world-nuclear.org/information-library/nuclear-fuel-cycle/nuclear-power-reactors/small-nuclear-power-reactors.aspx

[23] https://thaipublica.org/2024/11/egat-smr-hainan1/

[24] https://www.power-technology.com/news/chinas-linglong-smr-internals-put-in-place/?cf-view

[25] In case of ACP100, demonstration project, the price is 1.5 times higher than that of Large NPP. Considering series effect, modular manufacturing and co-generation, the price will decrease in future and in different application scenario. The construction cost is 2 times higher than that of Large NPP https://nucleus.iaea.org/sites/INPRO/df17/IV.1.-DanrongSong-ACP100.pdf

[26] https://nuclear.foe.org.au/wp-content/uploads/SMR-BRIEFING-PAPER-FOE-AUSTRALIA-2023.pdf

[27] https://justpow.co/article-nuclear-pdp/ 


ร่วมสนับสนุนการทำงานของกรีนพีซ

เราทำงานรณรงค์เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชนหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การวิจัยข้อมูล รายงานทางวิทยาศาสตร์ และรณรงค์กับประชาชนด้วยข้อมูลเหล่านี้