กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – 14 กันยายน 2569 นักกิจกรรมกรีนพีซ ประเทศไทย กางป้ายผ้าขนาด 17×7 เมตร พร้อมข้อความว่า “YOUR GAS DEAL, OUR LOSS” หรือ “สัญญาก๊าซของคุณ คือความสูญเสียของประชาชน” ในวันเปิดงาน Gastech 2026 เพื่อส่งสารถึงรัฐบาลไทยและบรรษัทอุตสาหกรรมฟอสซิล คัดค้านการผลักดันก๊าซฟอสซิลและการขยายตัวของ LNG พร้อมย้ำว่าก๊าซฟอสซิลไม่ใช่คำตอบของความมั่นคงทางพลังงาน การเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

ในขณะเดียวกัน นักรณรงค์กรีนพีซ ประเทศไทย และตัวแทนชุมชนจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และระยอง พยายามยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีโดยตรง เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลไทยทบทวนแนวทางการขยายการใช้ก๊าซฟอสซิล ที่ผ่านมา ชุมชนได้เคยยื่นข้อกังวลต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการพูดคุยหรือการตอบสนองอย่างมีนัยสำคัญ และในงาน Gastech 2026 ครั้งนี้ ตัวแทนชุมชนก็ไม่ได้รับโอกาสให้ยื่นจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีด้วยตนเอง
นอกจากนี้ ตัวแทนชุมชนกว่า 200 คนจากสามจังหวัดในภาคตะวันออกได้รวมตัวกันบริเวณหน้าศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา เพื่อสะท้อนผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และวิถีชีวิตที่ชุมชนต้องเผชิญ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนที่สะอาด และเป็นธรรม
ในฐานะเจ้าภาพงาน Gastech 2026 รัฐบาลไทย โดยมีกระทรวงพลังงานเป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานและบริษัทพลังงานรายใหญ่ เปิดพื้นที่ให้ผู้บริหารอุตสาหกรรมก๊าซฟอสซิล นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายจากทั่วโลกมารวมกัน โดยในงานมีการชูก๊าซฟอสซิล และ LNG ว่าเป็นพลังงานสำคัญในการรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นได้ รวมถึงความต้องการพลังงานจาก AI และศูนย์ข้อมูล (Data center) ตลอดจนสร้างความมั่นคงทางพลังงานและขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในขณะที่เทคโนโลยีอย่างการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) ถูกนำเสนอให้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กรีนพีซ เอเชียตะวันออก และ กรีนพีซ ออสเตรเลียแปซิฟิก พร้อมด้วยเครือข่ายพันธมิตร และเครือข่ายภาคประชาสังคม ปฏิเสธแนวคิดที่พยายามวางก๊าซฟอสซิลให้เป็นคำตอบของความมั่นคงทางพลังงาน เศรษฐกิจ และวิกฤตสภาพภูมิอากาศ พร้อมเตือนว่าแนวทางการแก้ไขวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ผิดทาง (fault solutions) โดยเทคโนโลยีอย่าง CCS อาจยืดอายุและเปิดทางให้เกิดการขยายก๊าซฟอสซิลแทนที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่เป็นธรรมอย่างแท้จริง ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานก๊าซใหม่ และสัญญาซื้อขายก๊าซฟอสซิลระยะยาว จะยิ่งทำให้ประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ในเอเชียต้องพึ่งพาก๊าซฟอสซิลมากขึ้น และเผชิญความผันผวนของตลาดพลังงานโลก อีกทั้งยังเป็นการชะลอการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนรวมถึงระบบไฟฟ้าที่มีความยืดหยุ่นและสามารถฟื้นฟูระบบได้รวดเร็ว
Gastech 2026 เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไทยกำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้า LNG ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของราคา LNG ซึ่งเป็นเหตุให้รัฐบาลเร่งส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน รวมถึงโครงการโซลาร์รูฟท็อปขนาดใหญ่ เพื่อลดความเสี่ยงจากวิกฤตความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ก๊าซฟอสซิลยังคงมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 60 ของการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย ขณะที่รัฐบาลยังเดินหน้าจัดหาแหล่งก๊าซภายในประเทศเพิ่มเติม ควบคู่ไปกับการทำสัญญาซื้อขาย LNG ระยะยาว
สำหรับชุมชนภาคตะวันออกของไทย ในจังหวัดระยอง ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา กำลังเผชิญกับการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานด้านก๊าซฟอสซิล ทั้งสถานีรับ-จ่าย LNG ระบบท่อส่งก๊าซ และโรงไฟฟ้าก๊าซ จนนำมาซึ่งความกังวลต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ความปลอดภัย วิถีชีวิต และคุณภาพชีวิต ประสบการณ์ของชุมชนเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างภาพของก๊าซฟอสซิลที่ถูกนำเสนอในงาน Gastech 2026 กับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่
ผลกระทบจากก๊าซฟอสซิลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในประเทศไทย แต่เกิดขึ้นกับชุมชนทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทั้งผลกระทบต่อสุขภาพ ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่สูงขึ้น ตลอดจนภัยพิบัติจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เช่น คลื่นความร้อนและน้ำท่วม ก๊าซฟอสซิลจำนวนมากที่ถูกส่งมายังภูมิภาคนี้มาจากออสเตรเลีย ซึ่งบริษัทก๊าซฟอสซิลรายใหญ่อย่าง Woodside Energy และ Santos ยังคงเดินหน้าผลักดันโครงการขุดเจาะแห่งใหม่ที่สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม เช่น โครงการ Browse ที่มีแผนขุดเจาะหลุมน้ำมันและก๊าซมากถึง 57 หลุมบริเวณแนวปะการัง Scott Reef ซึ่งอาจคุกคามระบบนิเวศทางทะเลที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ และปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดอายุโครงการสูงถึง 1.6 พันล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO₂e) ขณะที่บริษัทก๊าซข้ามชาติเหล่านี้มักอ้างความต้องการก๊าซจากตลาดเอเชียในการเดินหน้าขยายโครงการขุดเจาะต่อไป
ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้มีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมก๊าซในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ผ่านเงินทุนและการลงทุนจากทั้งภาครัฐและเอกชน สัญญาซื้อขาย LNG ระยะยาว ตลอดจนความร่วมมือแลกเปลี่ยนเชื้อเพลิงระหว่างสองประเทศ โดยเงินทุนสาธารณะจากญี่ปุ่นที่ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการขยายก๊าซในภูมิภาค ทำให้การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานก๊าซฟอสซิลดำเนินต่อไป โดยใช้คำว่าเพื่อ “ความมั่นคงทางพลังงาน” เป็นข้ออ้าง ขณะเดียวกัน ในเกาหลีใต้ ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นจากศูนย์ข้อมูล AI และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ กำลังเพิ่มแรงกดดันต่อระบบไฟฟ้าที่มีภาระสูงอยู่แล้ว และทั่วทั้งภูมิภาค ความต้องการพลังงานจาก AI ที่เติบโตอย่างรวดเร็วกำลังถูกหยิบยกนำมาใช้เป็นเหตุผลในการเดินหน้าขยายโรงไฟฟ้าก๊าซ ซึ่งจะยิ่งเพิ่มการพึ่งพาก๊าซฟอสซิลและชะลอการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน
กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กรีนพีซ เอเชียตะวันออก และกรีนพีซ ออสเตรเลียแปซิฟิก เรียกร้องให้รัฐบาลและบริษัทพลังงานที่เข้าร่วมงาน Gastech 2026 ยุติการขยายก๊าซฟอสซิล และเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและเป็นธรรม โดยมุ่งการลงทุนไปยังพลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน ระบบกักเก็บพลังงาน และการปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ พร้อมรับรองว่าชุมชนที่ได้รับผลกระทบจะมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในการกำหนดทิศทางพลังงานที่ส่งผลต่อชีวิตและพื้นที่ของพวกเขา
กรีนพีซ และชุมชุนจากภูมิภาคเอเชียแปซิกฟิกแสดงจุดยืนต่อ Gastech 2026
มนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงาน กรีนพีซ ประเทศไทยกล่าวว่า
“การประชุมครั้งนี้อาจเปิดทางให้มีการทำข้อตกลงด้านก๊าซฟอสซิลเพิ่มขึ้นอีก ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569 (PDP2026) ที่รัฐบาลไทยนำเสนอก่อนการจัดงาน Gastech เพียงไม่กี่วัน ระบุชัดเจนว่า ในช่วง 10 ปีแรก ไทยจะมีแผนเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าก๊าซแห่งใหม่ถึง 9,100 เมกะวัตต์ ส่วนหนึ่งเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากศูนย์ข้อมูล (Data Center) และ AI ซึ่งแผน PDP2026 ฉบับนี้จะนำไปสู่การขยายโครงสร้างพื้นฐานก๊าซฟอสซิลและการทำสัญญานำเข้า LNG ระยะยาวเพิ่มมากขึ้น และเสี่ยงที่จะผูกประเทศไทยไว้กับเชื้อเพลิงฟอสซิลและความผันผวนของตลาดเชื้อเพลิงโลกไปอีกหลายทศวรรษ
“ความมั่นคงทางพลังงานที่แท้จริงคือการลดการพึ่งพาก๊าซฟอสซิล และ LNG ที่นำเข้าจากต่างประเทศ และเร่งการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและเป็นธรรม ควบคู่ไปกับระบบกักเก็บพลังงาน และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) รัฐบาลมีทางเลือกว่าจะกำหนดอนาคตพลังงานของประเทศไปในทิศทางใด เราเรียกร้องให้รัฐบาลเลือกอนาคตพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและเป็นธรรม โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และให้ความสำคัญกับประโยชน์สาธารณะเหนือผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล”
ยอนโฮ ยัง นักรณรงค์อาวุโสด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงาน กรีนพีซ เอเชียตะวันออก กล่าวว่า
“การฉวยโอกาสจากความไร้เสถียรภาพด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกเป็นเหตุผลในการผลักดันสัญญาซื้อขายก๊าซระยะยาวเป็นกับดักที่สร้างภาพลวงของความมั่นคงทางพลังงาน ความมั่นคงทางพลังงานที่แท้จริงของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกไม่อาจสร้างขึ้นได้จากการพึ่งพาก๊าซฟอสซิลนำเข้าที่มีราคาผันผวน และเป็นตัวเร่งให้เกิดวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เมื่อบรรดานักลงทุนและบริษัทผู้ให้บริการด้านพลังงานจากเกาหลีใต้และญี่ปุ่นสนับสนุนเงินทุนและผูกมัดการขยายตัวของ LNG ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สิ่งนี้จะยิ่งซ้ำเติมความเสี่ยงด้านวิกฤตสภาพภูมิอากาศ และชะลอการเปลี่ยนผ่านร่วมกันของภูมิภาคไปสู่ระบบพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตได้เองและมีต้นทุนที่เข้าถึงได้”
โจ ราฟาโลวิช หัวหน้าโครงการรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงาน กรีนพีซ ออสเตรเลียแปซิฟิก กล่าวว่า
“การส่องออกก๊าซของออสเตรเลียส่งผลกระทบต่อชุมชนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่มลพิษจากสารเคมี การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไปจนถึงความเสียหายต่อธรรมชาติและระบบนิเวศ ซึ่งล้วนคุกคามชีวิตและวิถีความเป็นอยู่ของผู้คน ขณะที่ทั่วโลกกำลังหันหลังให้กับก๊าซฟอสซิลที่มีราคาแพง มีความผันผวน และก่อมลพิษ บริษัทก๊าซข้ามชาติอย่าง Woodside Energy ที่เข้าร่วมงาน Gastech กลับเดินไปในทิศทางตรงกันข้าม ด้วยการมุ่งขยายตลาดและการหาลูกค้ารายใหม่ทั่วเอเชีย ซึ่งจะยิ่งทำให้ภูมิภาคต้องพึ่งพาก๊าซฟอสซิลต่อไปอีกยาวนาน และต้องเผชิญกับภัยพิบัติจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศความเสื่อมโทรมของธรรมชาติและระบบนิเวศ รวมถึงมลพิษที่รุนแรงขึ้น ก๊าซฟอสซิลไม่ใช่อนาคตของเรา อนาคตที่เรามีร่วมกันคือพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด ราคาถูก และสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยและอุดมสมบูรณ์ และได้รับการปกป้องดูแลอย่างที่ควรจะเป็น ”
กัญจน์ ทัตติยกุล เครือข่ายฉะเชิงเทรารีพาวเวอร์ และ Fossil Free Thailand กล่าวว่า
ชุมชนของเรากำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลบูรพาพาวเวอร์ ขนาด 600 เมกะวัตต์ ซึ่งอยู่ระหว่างการสร้าง ตลอดกว่า 2 ปีที่ผ่านมา พวกเราคัดค้านและเรียกร้องให้ระงับโครงการอย่างต่อเนื่่อง แต่ข้อกังวลของชุมชนยังไม่ได้รับการรับฟังและแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม เรากังวลทั้งเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม วิกฤตสภาพภูมิอากาศ รวมถึงความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้นและอาจนำไปสู่การแข่งขันแย่งชิงทรัพยากรน้ำ โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งและปรากฎการณ์เอลนีโญ
น้ำเป็นทรัพยาการสำคัญต่อการดำรงชีวิตและการทำเกษตรของชุมชน ตั้งแต่นาข้าวไปจนถึงและสวนมะม่วงน้ำดอกไม้ ซึ่งเป็นสินค้า GI (Geographical Indication) สำคัญของจังหวัดฉะเชิงเทรา ขณะเดียวกันฉะเชิงเทรายังเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่กำลังเผชิญกับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง แต่จนถึงวันนี้ชุมชนยังไม่เห็นการประเมินผลกระทบสะสมอย่างรอบด้านทั้งด้านมลพิษ ทรัพยากรน้ำ สุขภาพ และวิถีชีวิตของชุมชน การพัฒนาไม่ควรเปิดทางให้ภาคธุรกิจเป็นฝ่ายได้รับผลประโยชน์ แล้วปล่อยให้ชุมชนเป็นผู้แบกรับต้นทุนจากมลพิษ ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และการสูญเสียทรัพยากรที่ใช้ดำรงชีวิต”
ละม่อม บุญยงค์ ประธานองค์กรประมงท้องถิ่นปากน้ำบ้านเรา อ.เมือง จ.ระยอง กล่าวว่า
“ชุมชนในจังหวัดระยองอยู่ร่วมกับการพัฒนาอุตสาหกรรมมานานหลายทศวรรษ และต้องเผชิญกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่มลพิษจากอุตสาหกรรมไปจนถึงเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหล สำหรับชุมชนประมงพื้นบ้าน ความเสียหายต่อระบบนิเวศทางทะเลและทรัพยากรทางทะเลที่ลดลง ส่งผลโดยตรงต่อวิถีชีวิตและรายได้ของครัวเรือน ซึ่งการขยายสถานีรับ-จ่ายก๊าซฟอสซิลเหลว LNG และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการถมทะเลพวกเรากังวลว่าหากยังเดินหน้าขยายโครงสร้างพื้นฐานก๊าซฟอสซิลอย่างต่อเนื่อง จะยิ่งซ้ำเติมผลกระทบและเพิ่มภาระให้กับชุมชนที่ต้องเผชิญกับปัญหาเหล่านี้มาอย่างต่อเนื่อง”
อรชา จันทร์เดช ตัวแทนเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง กล่าวว่า
“จังหวัดปราจีนบุรีถูกโอบล้อมด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและอุตสาหกรรมอยู่แล้วในพื้นที่ ทั้งแนวท่อส่งก๊าซที่พาดผ่านพื้นที่เกษตร โรงไฟฟ้าชีวมวล และโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันการผลักดันให้ปราจีนบุรีเข้าสู่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จึงยิ่งสร้างความกังวลให้กับชุมชนว่า การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนของภาคธุรกิจ หากขาดมาตรการกำกับดูแลสิ่งแวดล้อมที่เข้มแข็ง อาจยิ่งซ้ำเติมปัญหามลพิษและสารพิษปนเปื้อนที่คนในพื้นที่ต้องเผชิญอยู่แล้ว โดยข้อมูลระหว่างปี พ.ศ. 2560–2568 พบเหตุการณ์ลักลอบปล่อยน้ำเสียและทิ้งกากขยะอุตสาหกรรมในจังหวัดปราจีนบุรีรวมกว่า 30 ครั้ง
“สำหรับเกษตรอินทรีย์ น้ำสะอาดและผืนดินที่อุดมสมบูรณ์คือหัวใจของการทำเกษตรและการดำรงชีวิต สิ่งที่เรากังวลคือ หากมลพิษยังเพิ่มขึ้น เราอาจสูญเสียทรัพยากรเหล่านี้ไปในอนาคต การพัฒนาอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการขยายตัวของอุตสาหกรรมฟอสซิล ไม่ควรสร้างผลกำไรให้กับภาคธุรกิจ ขณะที่ชุมชนต้องเป็นฝ่ายแบกรับทั้งมลพิษ ความเสียหายต่อทรัพยากร และผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมไปตลอดชีวิต”
หมายเหตุ
[1] แถลงการณ์ร่วมภาคประชาสังคมเอเชียต่อการประชุม Gastech 2026
[3] แถลงการณ์จากชุมชนในประเทศไทยต่อการประชุม Gastech 2026
[4] ดูและดาวน์โหลดภาพถ่ายและวิดีโอจากกิจกรรม
ข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ
สมฤดี ปานะศุทธะ นักสื่อสารงานรณรงค์อาวุโส
กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำนักงานประเทศไทย
โทร. 081929 5747 อีเมล [email protected]


