คำว่าธรรมชาติพอปะติดหลังคำใด มักจะมีนัยสื่อถึงความสะอาด ปลอดภัย และไร้พิษภัย ซึ่งนี่เองอาจเป็นเจตนาของการปะติดคำว่า ‘ธรรมชาติ’ หลังคำว่า ‘ก๊าซ’ เป็นหน้ากากปกปิดตัวตนที่แท้จริงของก๊าซฟอสซิลเหลว หนึ่งในพลังงานฟอสซิลอีกแบบ ที่โลกเราพยายามรณรงค์หยุดใช้งานเพื่อป้องกันหรือทุเลาผลจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ 

เมื่อโฉมหน้าที่แท้จริงของก๊าซธรรมชาติก็คือ ‘พลังงานฟอสซิล’ แล้วแบบนี้แนวคิดที่ว่า ก๊าซธรรมชาติเป็นสะพานเชื่อมการเปลี่ยนผ่านพลังงาน จากถ่านหินสู่พลังงานหมุนเวียน จะจริงอย่างที่เขาว่าไหม? บทความนี้มีคำตอบ

ปล่อยคาร์บอนน้อยกว่า แต่มีเทนมากกว่า แบบนี้ยังสะอาดอยู่ไหม?

แม้ที่ผ่านมาจะมีการนำเสนอว่า ก๊าซธรรมชาติสะอาดกว่าถ่านหินและน้ำมันจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เพราะโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิตพลังงานน้อยกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่ในความเป็นจริงก๊าซเรือนกระจกไม่ได้มีแค่คาร์บอนไดออกไซด์เพียงเท่านั้น แต่ยังมีองค์ประกอบอื่นอีก อาทิ ไนตรัสออกไซด์ (N2O), กลุ่มก๊าซฟลูออริเนต (HFCs, PFCs, SF6, NF3) และมีเทน (CH4) 

ส่วนประกอบราวร้อยละ 70 ของก๊าซฟอสซิลเหลวคือมีเทน และในกระบวนการผลิตและขนส่งก๊าซฟอสซิล มีการรั่วไหลของมีเทนมากกว่า ในกระบวนการผลิตของถ่านหินและน้ำมันเสียอีก (อ้างอิงข้อมูลจากรายงาน Congressional Research Service เรื่อง “Life-Cycle Greenhouse Gas Assessment of Coal and Natural Gas in the Power Sector”)

ในขณะเดียวกันรายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศชี้ว่า ก๊าซมีเทนมีศักยภาพในการทำให้โลกร้อนสูงกว่า CO2 ถึง 84-86 เท่าในช่วง 20 ปีแรก และแม้จะผ่านไป 100 ปี ก็ยังมีประสิทธิภาพสูงกว่าถึง 28-36 เท่า ด้วยความสามารถในการดูดซับพลังงานที่มหาศาลนี้ ทำให้แม้เกิดการรั่วไหลเพียงเล็กน้อย ก็ส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศได้อย่างรุนแรงและรวดเร็ว


นักกิจกรรมกรีนพีซ บนเรือยาง กางป้ายผ้าที่มีข้อความว่า “Fossil Gas = Climate Crisis”หรือ “ก๊าซฟอสซิล = วิกฤตสภาพภูมิอากาศ” ด้านหน้าแท่นขุดเจาะก๊าซฟอสซิล โครงการแหล่งอาทิตย์ ในอ่าวไทย พื้นที่เขตเศรษฐกิจจำเพาะ
© Greenpeace

และแม้ข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐอย่างสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของสหรัฐฯ (EPA) มักจะประมาณการอัตราการรั่วไหลของมีเทนไว้เพียงร้อยละ 0.9 ถึง 1 ของปริมาณการผลิตทั้งหมด แต่กลับสวนทางกับผลการศึกษาทางวิชาการอย่าง “US oil and gas system emissions from nearly one million aerial site measurements” ที่นำโดยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ที่ชี้ว่า มีอัตราการรั่วไหลมากกว่าที่รัฐบาลประมาณการไว้ถึง 3 เท่า

ตัวอย่างผลกระทบอีกข้อคือ กระบวนการขุดเจาะก๊าซฟอสซิลจากชั้นหินดินดานด้วยเทคนิคการแตกหักด้วยแรงดันสูง (Hydraulic Fracturing หรือ Fracking) เทคนิคนี้ใช้การอัดฉีดน้ำ ทราย และสารเคมีจำนวนมหาศาลลงไปในหลุมเจาะในแนวราบ เพื่อทำให้ชั้นหินแตกและปลดปล่อยก๊าซฟอสซิลหรือน้ำมันออกมา 

การขุดเจาะด้วยวิธีการดังกล่าวหนึ่งหลุมอาจต้องใช้น้ำอยู่ระหว่าง 1.5 ล้านถึง 16 ล้านแกลลอน ซึ่งแน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อทรัพยากรน้ำท้องถิ่น แถมการศึกษายังพบว่า กระบวนการผลิตก๊าซด้วย Hydraulic Fracturing และการจัดการน้ำเสียจากกระบวนการดังกล่าว อาจก่อให้เกิดการปล่อยสารปนเปื้อนอันตราย เช่น คลอไรด์ (chloride), โบรไมด์ (bromide), ไอโอไดด์ (iodide), แอมโมเนีย (ammonium) รวมถึงสารกัมมันตรังสีที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ (NORM/TENORM) เช่น Radium-226 และ Radium-228 ซึ่งถูกพาขึ้นมาพร้อมน้ำเสียจากชั้นหินใต้ดิน และในหลายกรณีระบบบำบัดน้ำเสียทั่วไปไม่สามารถกำจัดสารเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ   ซึ่งอาจนำไปสู่สภาวะ “พื้นที่ตาย” (Dead Zone)  และส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพอีกด้วย

ดังนั้นแล้ว หากเรานิยามคำว่า ‘พลังงานสะอาด’  โดยพิจารณาจากผลกระทบต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศและระบบนิเวศในระยะยาว ก๊าซธรรมชาติ หรือก๊าซฟอสซิลเหลว ก็อาจจะยังห่างไกลจากนิยามนั้น และไม่อาจเรียกว่าเป็นแหล่งพลังงานที่สะอาดได้อย่างเต็มปาก

แล้วทำไมก๊าซ “ธรรมชาติ” จึงเป็นที่นิยม?

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีคือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ความนิยมของก๊าซฟอสซิลเติบโต มีทั้งกระบวนการ Fracking ที่สร้าง CO2 น้อยกว่า (แต่มีผลกระทบอื่นน่ะสิ) และความพร้อมของระบบขนส่ง ทำให้ภายในปี 2563 เอเชียก็กลายเป็นปลายทาง LNG ที่ขนส่งตรงมาจากสหรัฐฯ และก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการค้าก๊าซฟอสซิลเหลวของโลก และมิติด้านเศรษฐกิจเริ่มเข้ามามีบทบาทเด่นในการอภิปรายและการตัดสินใจด้านพลังงานมากกว่าประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม

ในบริบทของไทยนั้น มีคำกล่าวอ้างจากกระทรวงพลังงานที่ถูกผลิตซ้ำมาอย่างยาวนานว่า “ความมั่นคงทางพลังงานจำเป็นต้องมาก่อน” ผนวกกับแหล่งฟอสซิลขนาดใหญ่ในอ่าวไทยที่คาดว่าจะหมดภายใน 10 ปีข้างหน้าหรือเร็วกว่านั้น ไทยจึงเดินหน้านำเข้าก๊าซฟอสซิลเหลวอย่างแข็งขัน  จากข้อมูลในช่วงเดือนมกราคม–เมษายน 2568 ระบุว่า ประเทศมีสัดส่วนการนำเข้าก๊าซฟอสซิลเหลวคิดเป็นร้อยละ 38 ของก๊าซทั้งหมด ทั้งยังพึ่งพิงก๊าซฟอสซิลเหลวเป็นแหล่งเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าคิดเป็นร้อยละ 57 ของการใช้ก๊าซฟอสซิลทั้งหมดในภาคส่วนต่าง ๆ อีกด้วย

พลังงานแห่งการเปลี่ยนผ่าน หรือกับดักการเปลี่ยนแปลง?

เมื่อโลกเผชิญผลลัพธ์ของวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ภาคพลังงานจึงเป็นเป้าหมายหลักในการ ‘ลด ละ เลิก’ การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เนื่องจากอุตสาหกรรมพลังงานเป็นภาคส่วนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าร้อยละ 70

แต่การลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมกลับขัดแย้งกับการรักษาความมั่นคงทางพลังงาน (แบบเดิม) จนเกิดเป็นภาวะกลืนไม่เข้าคายทางพลังงานไม่ออก จึงเกิดเป็นไอเดียหาทางเชื่อม ใช้ก๊าซฟอสซิลที่ฟอกเขียวด้วยคำว่า ก๊าซธรรมชาติ อ้างว่าเป็นทางผ่านก่อนก้าวเข้าสู่พลังงานหมุนเวียนเต็มตัว แต่จะเป็นทางผ่านที่พาเราไปจุดหมายปลายทางจริงหรือไม่ ในเมื่อการลงทุนในก๊าซธรรมชาติ=ภาระผูกพัน ซึ่งอาจเป็นโซ่คล้องประเทศไว้กับเชื้อเพลิงฟอสซิลนานกว่าเดิม

ญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างหนึ่งที่เราอาจหยิบยกมาศึกษาได้ เพราะหลังจากเผชิญเหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะในปี 2554 รัฐบาลญี่ปุ่นก็หันเหมาพึ่งพิงพลังงานจากก๊าซฟอสซิลเหลว พร้อมการลงทุนมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้า ท่อส่ง หรือคลังจัดเก็บ พร้อมลงนามในสัญญาซื้อขายที่มีพันธะผูกพันระยะยาวกับประเทศผู้ส่งออกหลักอย่างสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และรัสเซีย ทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นผู้นำเข้าก๊าซฟอสซิลเหลวรายใหญ่ที่สุดของเอเชีย ผลก็คือ แม้ญี่ปุ่นจะมีแผนส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน แต่การลงทุนมหาศาลกลับเป็นบ่วงผูกรัดญี่ปุ่นไว้กับ LNG อีกหลายทศวรรษ สวนทางกับเป้าหมายการลดคาร์บอน

ไทยเองก็ดูเหมือนจะเดินตามรอยนั้น นโยบายพลังงานของไทยยังคงมุ่งเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับต่อการใช้ก๊าซฟอสซิล ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลแห่งใหม่ ท่าเทียบเรือ LNG และโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและท่อก๊าซ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ แผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ที่ถูกพูดถึงอย่างแพร่หลายช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งมีโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญ ถูกผลักดันในนาม “พลังงานสะอาด” และ “ความมั่นคงทางพลังงาน” ทั้งที่ความจริงคือ การขยายศักยภาพการขนถ่ายก๊าซธรรมชาติ (แล้วจะหยุดใช้พลังงานฟอสซิลตอนไหน!)

ในนามเสถียรภาพ แต่ผันผวนบ้างอยู่หลายที

หากเราวางเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไว้ก่อน (ซึ่งความจริงแน่นอนว่าวางไม่ได้) และมองที่เสถียรภาพ อันเป็นคุณสมบัติเด่นที่ฝ่ายสนับสนุนพลังงานฟอสซิลเชิดชู จะพบว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมากำลังบอกเราว่า การพึ่งพิงพลังงานฟอสซิลจากต่างชาติไม่ได้มีเสถียรภาพอย่างที่เข้าใจ

ญี่ปุ่นและไทยพึ่งพิงก๊าซฟอสซิลเหลวจากต่างชาติในการผลิตไฟฟ้า คล้ายการยืมจมูกคนอื่นหายใจก็ไม่ปาน ทำให้เมื่อเกิดวิกฤตพลังงาน อย่างผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน หรือสงครามในตะวันออกกลางปีนี้ที่กระทบเส้นทางการขนส่งพลังงาน ประชาชนต้องแบกรับราคาค่าไฟที่ผันผวน 

ในปี 2565 ราคาค่าไฟญี่ปุ่นพุ่งทะยานขึ้นเกือบ 20 เยนต่อกิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ซึ่งคิดเป็นค่าเฉลี่ยเงินไทยในปี 2565 ประมาณ 5.34 บาทต่อหน่วย แม้ปรับลดลงแต่ก็ยังไม่เสถียร

แม้ประเทศไทยจะไม่ได้พึ่งพาก๊าซจากรัสเซียโดยตรง แต่ก็ได้รับผลกระทบราคาก๊าซฟอสซิลเหลว LNG ที่ผันผวนในตลาดโลกเช่นกัน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รายงานว่าต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 30 ในปี 2565 เมื่อเทียบกับปี 2564ดยที่การนำเข้าคิดเป็นร้อยละ 29 ของการใช้ก๊าซฟอสซิลเหลวทั้งหมดในปี 2567 การพึ่งพานี้ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าสำหรับครัวเรือนและภาคธุรกิจของไทยสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดร.คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยก็กล่าวถึงผลกระทบจากสงครามรัสเซียยูเครนว่าอาจกระทบต่อราคาการนำเข้าก๊าซ LNG

สงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำราคาน้ำมัน – ก๊าซฟอสซิลพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ห่วงไทยต้องเสียเงินนำเข้า LNG แพงขึ้นหลักหมื่นถึงแสนล้านบาทต่อปี จากการที่ปริมาณสำรวจก๊าซฯ จากแหล่งในประเทศลดลงจนถึงขั้นวิกฤต

ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางปี 2569 ทำให้เมื่อเดือนเมษายนทีผ่านมา กกพ. หรือคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานประกาศขึ้นค่าไฟงวดเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2569 16.23 สตางค์ต่อหน่วย เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ค่าไฟเรียกเก็บจึงอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย เนื่องจากเชื้อเพลิงมีราคาสูงขึ้น และยังบอกด้วยว่า ค่าไฟงวดต่อไปมีโอกาสขยับขึ้นอีกตามสถานการณ์ความขัดแย้งในระยะต่อไป

นำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลยังมีเสถียรภาพอยู่หรือไม่? แล้วทำไมประเทศไทยยังเดินหน้ากับโครงการเชื้อเพลิงฟอสซิลอยู่?

สุขภาพ ชุมชน และสิทธิมนุษยชน ใช่ว่าปลอดภัย

หากสิ่งแวดล้อมยังดูเป็นเรื่องไกลตัวและจับต้องยาก หรือความผันผวนนั้นเป็นราคาที่ท่านรับได้ อีกความน่ากังวลที่มาพร้อมการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลฟอกเขียวอย่าง ก๊าซฟอสซิล สุขภาพคือต้นทุนอีกอย่างที่ต้องแลก

 รายงานจาก Natural Resources Defense Council (NRDC) ระบุว่า อัตราการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจ และโรคมะเร็งบางชนิดในชุมชนที่อาศัยอยู่ใกล้แหล่งผลิตก๊าซฟอสซิลด้วยเทคนิค Fracking สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ เนื่องจากกระบวนการ Fracking ปล่อยสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) สู่ชั้นบรรยากาศ ทำให้เกิดก่อตัวของโอโซนระดับพื้นดินและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5 และ PM10 นั่นเอง)

สังคมไทยทราบกันดีอยู่แล้วว่าฝุ่นละออง PM2.5 สามารถแทรกซึมลึกเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหอบหืด โรคหัวใจและปอดได้ นอกจากนั้นยังมีสารพิษเฉพาะ ได้แก่ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) ซึ่งเป็นก๊าซพิษที่สามารถทำลายระบบประสาทส่วนกลาง สารประกอบ BTEX (เบนซีน โทลูอีน เอทิลเบนซีน ไซลีน) โดยเบนซีนเป็นสารก่อมะเร็งที่เชื่อมโยงกับโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) ในขณะที่โทลูอีนและไซลีนสามารถทำลายตับและระบบทางเดินหายใจได้และสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายอื่น ๆ ก็สามารถก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อดวงตา จมูก ลำคอ รวมถึงอาการปวดศีรษะและอ่อนเพลียได้อีกด้วย

ยังไม่จบเท่านี้ การศึกษาในรัฐโคโลราโดพบว่ามารดาที่อาศัยอยู่ใกล้กับแหล่ง Fracking ของน้ำมันและก๊าซฟอสซิลมีแนวโน้มที่จะให้กำเนิดทารกที่มีความผิดปกติของหัวใจเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 ส่วนการศึกษาในรัฐเพนซิลเวเนียพบความเชื่อมโยงระหว่างการอาศัยอยู่ใกล้แหล่ง Fracking กับการเกิดโรคหอบหืดในเด็กที่เพิ่มขึ้น และยังมีรายงานอาการทางสุขภาพอื่น ๆ เช่น อาการปวดศีรษะไมเกรน ความเหนื่อยล้าอย่างรุนแรง หายใจลำบาก และผื่นคันในผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้แหล่งผลิต

แม้การขุดเจาะก๊าซฟอสซิลในประเทศไทยจะเน้นการผลิตจากแหล่งก๊าซกลางทะเลผ่านระบบ Offshore Drilling ซึ่งมีลักษณะและผลกระทบแตกต่างจากการทำ Hydraulic Fracking ในสหรัฐอเมริกา แต่รายงานจากผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติปี 2566 ชี้ให้เห็นว่า การขุดเจาะก๊าซฟอสซิลกลางทะเล ในรูปแบบ Offshore Drilling ยังคงก่อให้เกิดผลกระทบทั้งต่อระบบนิเวศทางทะเลและวิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่ง ตั้งแต่การปล่อยน้ำเสีย สารเคมี โลหะหนัก และไฮโดรคาร์บอนจากกระบวนการขุดเจาะลงสู่ทะเล ไปจนถึงผลกระทบจากคลื่นเสียงความเข้มสูงในการสำรวจแหล่งก๊าซ (Seismic survey) ที่อาจรบกวนระบบนิเวศและพฤติกรรมของสัตว์น้ำ ซึ่งหากพิจารณาตลอดห่วงโซ่อุปทาน การขุดเจาะก๊าซฟอสซิลบริเวณอ่าวไทยและส่งเข้าสู่สถานีแยกก๊าซและโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมพลังงานในจังหวัดระยอง ส่งผลให้ประชาชนชาวระยอง ที่เดิมทีก็อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เผชิญความเสี่ยงจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมฟอสซิลมาอย่างต่อเนื่อง ยังต้องแบกรับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต ขณะที่ผลประโยชน์จากระบบพลังงานดังกล่าวกลับกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มรัฐและทุนพลังงานขนาดใหญ่เป็นสำคัญ  ขณะเดียวกันการขนส่งก๊าซอสซิลเหลว LNG ทางเรือก็เพิ่มโอกาสรั่วไหลของก๊าซมีเทน ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพผู้คนในบริเวณใกล้เคียงทั้งในระยะสั้น (ขาดอ็อกซิเจน หมดสติ คลื่นไส้อาเจียน) หรือระยะยาว อย่างปัญหาการหายใจ โรคหัวใจ มะเร็ง และโรคหลอดเลือดสมองแย่ลง

พลังงานแสงอาทิตย์ ถูกกว่า ดีต่อสิ่งแวดล้อมกว่า 

พลังงานหมุนเวียนคือคำตอบ อ้างอิงจากหนังสือ มายาคติพลังงาน 2 โดยบริษัท ป่าสาละ จำกัด และเพื่อน (ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลของบทความนี้แทบทั้งหมดด้วยเช่นกัน) ชี้ว่า มีข้อพิสูจน์ว่าพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดเป็นทางเลือกที่เหนือกว่าพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลในสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศ และนี่ไม่ใช่แค่ในบริบทต่างประเทศ แต่หมายถึงบริบทของประเทศไทยโดยตรง

ข้อมูลจาก BloombergNEF ชี้ให้เห็นว่า ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ‘พลังงานแสงอาทิตย์’ ได้กลายเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่มีต้นทุนราคาถูกที่สุดในประเทศไทย โดยต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดอายุโครงการ (LOCE)ปัจจุบันอยู่ที่ 33-75 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง (USD/MWh) ซึ่งต่ำกว่าโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลแบบ Combined Cycle (CCGT) ที่มีต้นทุนอยู่ที่ 79-86 USD/MWh และโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ที่ 74-96 USD/MWh

ถูกแล้ว ถูกได้อีก เพราะต้นทุนพลังงานหมุนเวียนมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาของโมดูลพลังงานแสงอาทิตย์ (แผงโซลาร์เซลล์) ที่ลดลงถึงร้อยละ 45 ในปี 2566 ส่วนต้นทุนเฉลี่ยทั่วโลกของพลังงานแสงอาทิตย์ระดับระดับการพาณิชย์ (Utility-scale) ลดลงร้อยละ 12 เหลือ 0.044 USD/kWh ในปีเดียวกัน และพลังงานแสงอาทิตย์เมื่อมาจับคู่กับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Energy Storage System: EES) คาดว่าต้นทุนจะลดลงเหลือ 29-57 USD/MWh ภายในปี 2593

กลับกันการพึ่งพาโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลและการนำเข้าก๊าซฟอสซิลเหลว (LNG) ที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ค่าไฟฟ้าในประเทศไทยแพง หรือแม้แต่แนวคิดที่จะปรับปรุงโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลเดิมด้วยวิธีการนำไฮโดรเจนหรือแอมโมเนียมาผสม การติดตั้งเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นต้นทุนที่มีค่าใช้จ่ายสูง และมีประสิทธิภาพต่ำกว่าในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 

เมื่อพูดถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ความแตกต่างก็ปรากฏอยู่ชัดเจน รายงานของ IPCC (2564) ระบุว่า การผลิตไฟฟ้าจากก๊าซฟอสซิลปล่อยก๊าซเรือนกระจก 490-650 คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง (gCO2eq/kWh) ในขณะที่ พลังงานแสงอาทิตย์อยู่ที่ 41-48 gCO2eq/kWh ส่วนพลังงานลมมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียง 11-25 gCO2eq/kWh ซึ่งต่ำกว่าก๊าซฟอสซิลมากกว่า 20 เท่า

ข้อเสนอเชิงนโยบาย เปลี่ยนผ่านพลังงานแบบนี้ดีกว่าไหม?

จากหนังสือเล่มเดียวกัน มายาคติพลังงาน 2 ได้ชี้ข้อเสนอแนะด้านนโยบายเอาไว้ 5 ข้อ เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากก๊าซฟอสซิลสู่พลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและเป็นธรรม ซึ่งไม่ได้ก่อประโยชน์ในด้านสภาพภูมิอากาศเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสร้างระบบพลังงานที่มั่นคง ยุติธรรม และคุ้มค่าในระยะยาวอีกด้วยดังนี้:

ขยายพลังงานหมุนเวียนให้เป็นร้อยละ 70 ภายในปี 2578 (2035)  พร้อมโครงข่ายไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงานในการรองรับพลังงานหมุนเวียน

รัฐบาลเร่งขยายพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดอย่างเป็นธรรม การที่ประเทศไทยจะไปสู่ Net Zero ภายในปี 2050 ได้จะต้องเพิ่มสัดส่วนด้านพลังงานหมุนเวียนและจะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการลดสัดส่วนการใช้ก๊าซฟอสซิลและถ่านหิน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว ประเทสไทยต้องสร้างระบบกักเก็บพลังงาน ผ่านการปรับปรุงแผนแม่บทระบบ Smart Grid สำหรับประเทศไทยโดยเร่งจัดสรรงบประมาณให้สามารถเพิ่ม Grid เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนร้อยละ 100 ในปี 2050  เปิดเสรีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (DPPA)

ภาครัฐควรเร่งเปิดเสรีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (DPPA)

เพื่อให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยเฉพาะผู้ใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ 3 MW ขึ้นไป สามารถเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนได้โดยตรง เพิ่มทางเลือกด้านพลังงานสะอาด ลดความเสี่ยงจากต้นทุน LNG และความผันผวนของตลาดพลังงานโลก พร้อมสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของไทยภายใต้มาตรการ CBAM และเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานที่เป็นธรรมและยั่งยืนในระยะยาว

จัดทำแผนพลังงานร่วมกับภาคประชาชน และปรับปรุงระบบธรรมาภิบาล

การปรับปรุงธรรมาภิบาลด้านพลังงานเป็นวาระสำคัญที่ไม่สามารถมองข้ามได้ หน่วยงานกำกับดูแลต้องเพิ่มความโปร่งใสของข้อมูล และบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่าง 3 การไฟฟ้า ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (MEA) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ตลอดจนเปิดพื้นที่ให้ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนอิสระ (IPP) และภาคประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย

ไม่เพิ่มและขยายโครงสร้างก๊าซฟอสซิลใหม่ในประเทศไทย และทยอยยุติโรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิลบนหลักการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม  

ภาครัฐควรยุติการอนุมัติโครงการก๊าซฟอสซิลใหม่ทุกประเภทในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า PDP และร่างแผนบริหารจัดการก๊าซ 2024 (Gas Plan 2024) ทั้งโรงไฟฟ้าก๊าซ ท่าเรือ LNG รวมถึงไม่ต่ออายุสัญญาโรงไฟฟ้าก๊าซเดิมที่เกินความจำเป็น เพื่อป้องกันภาระค่าไฟระยะยาวและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา LNG โลก ควบคู่กับการเร่งลงทุนพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานที่มีต้นทุนต่ำกว่าและมั่นคงกว่า 

รัฐบาลควรยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีที่ให้ “ท่าเรือ LNG แห่งที่ 3” เป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บทโครงข่ายก๊าซธรรมชาติ และทบทวนร่าง Gas Plan 2024 รวมถึงแผน PDP ใหม่ที่กำลังพิจารณาซึ่งคาดว่ายังตั้งอยู่บนสมมติฐานความต้องการใช้ก๊าซที่สูงเกินจริง แม้ประเทศไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองล้นเกินอยู่แล้ว การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานก๊าซเพิ่มเติมจะยิ่งสร้างภาระต้นทุนผ่านค่า Ft และทำให้ประเทศไทยติดกับดักฟอสซิล (Fossil Lock-in) ไปอีกหลายทศวรรษ การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวต้องดำเนินบนหลักการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just Transition) โดยคำนึงถึงแรงงาน ชุมชนท้องถิ่น ผู้ใช้พลังงาน และการเข้าถึงพลังงานสะอาดในราคาที่เป็นธรรม พร้อมสอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero และความมั่นคงทางพลังงานระยะยาวของประเทศ

Greenpeace ประเทศไทยเชื่อว่า บทความนี้คงตอบคำถามแล้วว่า ก๊าซธรรมชาติคือพลังงานสะอาดหรือไม่ (ไม่) และเป็นเชื่อเพลิงที่ใช้เพื่อเชื่อมสู่หนทางการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนจริงหรือเปล่า (เปล่า) ด้วยการชี้ให้เห็นผลกระทบทั้งต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และความผันผวนด้านราคา ดังนั้น ในวิกฤตพลังงานและสภาพภูมิอากาศ การเลือกพลังงานหมุนเวียน อย่างพลังงานแสงอาทิตย์จึงเป็นคำตอบที่จะช่วยแก้ไขวิกฤตที่เราเผชิญได้ตรงจุดกว่า โดยไม่ต้องแวะพักเปลี่ยนผ่านที่พลังงานฟอสซิลชนิดใด แม้จะซ่อนตัวอยู่ใต้คำว่าธรรมชาติก็ตาม