สถาบันการเงินมีบทบาทอย่างยิ่งต่อการสนับสนุนการเติบโตทางธุรกิจและการลงทุน แต่มักไม่ได้ถูกพูดถึงในสมการของการขยายตัวของโครงการพลังงานฟอสซิล การลงทุนอย่างรับผิดชอบ (Responsible Investment) ตลอดห่วงโซ่คุณค่า จึงควรเป็นภารกิจสำคัญที่สถาบันการเงินช่วยส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและเป็นธรรมได้ และหันมาทบทวนการไม่สนับสนุนโครงการฟอสซิลทั้งภายในประเทศและระดับนานาชาติ ไม่เช่นนั้นแล้ว การลงทุนของสถาบันการเงินอาจจะเป็นการสนับสนุนต่อโครงการพลังงานฟอสซิลที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม

ขณะนี้สถาบันการเงินระดับโลก Union Bank of Switzerland (UBS) เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของอุตสาหกรรมพลังงานของประเทศไทย ดังนั้นช่วงการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีของ UBS ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนเมษายน ปี 2569 การตัดสินใจการลงทุนที่เกิดขึ้นในประเทศสวิตเซอร์แลนด์อาจกระเทือนถึงสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อโครงการบูรพาพาวเวอร์ โรงไฟฟ้าก๊าซเชื้อเพลิงฟอสซิล กำลังการผลิตอย่างน้อย 600 เมกะวัตต์ ที่อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ภายใต้การเข้าร่วมถือหุ้นของบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) อย่างน้อยร้อยละ 35  ข้อกังวลนี้ได้ถูกสะท้อนในเวทีเสวนา “จากประเทศไทยสู่สวิตเซอร์แลนด์: การลงทุนที่อาจเสี่ยง เสียงสะท้อนจากชุมชนผู้ได้รับผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม” จัดขึ้นโดย Solutions for our Climate (SFOC), กรีนพีซ ประเทศไทย และ Fossil Free Thailand เครือข่ายหยุดโรงไฟฟ้าบูรพา ซึ่งเป็นการย้ำถึงบทเรียนผลกระทบต่อชุมชนจากโครงการพลังงานขนาดใหญ่ที่ผ่านมา อาทิ โรงไฟฟ้าก๊าซฟอสซิล ท่าเทียบเรือก๊าซฟอสซิลเหลว (LNG) และโรงไฟฟ้าจากขยะ จะดีกว่าไหมหากวาระการลงทุนระดับโลกของสถาบัน UBS จะเริ่มตรวจสอบการลงทุนในประเทศไทยที่กำลังถูกตั้งคำถามถึงการคุกคามวิถีชีวิตชุมชน อาจรวมถึงการละเมิดหลักการธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนในการลงทุน และพันธกรณีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือไม่

การลงทุนของท่านมีความเสี่ยง: บทบาทของสถาบันการเงินต่อการละเมิดสิทธิชุมชน

สถาบันการเงินมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ไม่ได้จำกัดเพียงการปล่อยสินเชื่อเท่านั้น แต่ยังมีเครื่องมือทางการเงินที่หลากหลาย เช่น การออกพันธบัตร การให้กู้ยืม การค้ำประกันความเสี่ยง และการลงทุนผ่านกองทุนบำนาญ เหมือนดาว คงวรรณรัตน์ เจ้าหน้าที่ Solutions for our Climate (SFOC) ย้ำถึงความสำคัญนี้ในเชิงอำนาจการตัดสินใจของธนาคารระดับโลกอย่าง UBS ที่จะเลือกสนับสนุนโครงการพลังงานฟอสซิลที่คุกคามสิทธิชุมชนหรือไม่ 

“เครื่องมือเหล่านี้ล้วนเป็นอำนาจในการกำหนดทิศทางการลงทุน ความต่อเนื่องของโครงการ และแม้กระทั่งการตัดสินใจว่าโครงการใดควรเดินหน้าหรือยุติ เช่น หากโครงการใดมีความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน โครงการนั้นก็ควรพิจารณายุติการดำเนินการ ” เหมือนดาว กล่าว พร้อมระบุว่า การจัดสรรเงินทุนของสถาบันธนาคารควรอยู่บนพื้นฐานความรับผิดชอบ และมาตรฐานสากลด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม

ข้อกังวลหนึ่งคือ สถาบันการเงินอาจเสี่ยงต่อการส่งเสริมการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้เนื่องจากไม่ได้รับทราบข้อเท็จจริงจากพื้นที่ของโครงการ ซึ่งรวมถึงความเสียหายต่อระบบนิเวศและผลกระทบต่อชุมชน สิ่งที่เป็นข้อเสนอแนะของ เหมือนดาว ที่สถาบันธนาคารสามารถยึดเพื่อเป็นหลักการในการตัดสินใจโดยคำนึงถึงสิทธิชุมชนได้แก่ หลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (United Nations Guiding Principles on Business and Human Rights: UNGPs) ที่กำหนดว่าสถาบันการเงินต้องมีการตรวจสอบ ประเมินผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence) โดยหลักการระบุว่าภาครัฐมีหน้าที่ปกป้องประชาชนจากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนจากภาคธุรกิจและภาคธุรกิจจะต้องทำธุรกิจอย่างเคารพสิทธิมนุษยชน และหลีกเลี่ยงการละเมิดสิทธิมนุษยชนรวมถึงหากธุรกิจอาจมีส่วนก่อให้เกิดการละเมิดจะต้องมีกระบวนการเยียวยาอย่างเป็นธรรม อีกเครื่องมือหนึ่งคือ หลักการอีเควเตอร์ (Equator Principles) และแนวปฏิบัติของบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ ที่สถาบันการเงินจะนำไปใช้พิจารณาการปล่อยเงินกู้สินเชื่อได้ว่าโครงการนั้นมีผลกระทบอย่างไรบ้าง นอกจากนี้ยังสามารถพิจารณาถึงพันธกรณีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่กำหนดโดยความตกลงปารีสเพื่อควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส รวมถึงแนวปฏิบัติสำหรับบรรษัทข้ามชาติที่เน้นให้ธุรกิจเคารพสิทธิมนุษยชนสากลตามกรอบขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD (The Organisation for Economic Co-operation and Development) ซึ่งมีกลไกรับข้อร้องเรียนต่อบริษัทที่ขัดหลักการสิทธิมนุษยชน ทั้งด้านแรงงาน สิ่งแวดล้อม และสิทธิชุมชน

“สถาบันการเงิน UBS มีความเชื่อมโยงผ่านการลงทุนในบริษัทพลังงานฟอสซิลอย่าง บริษัทกัลฟ์ โดยเป็นผู้ถือหุ้นอันดับที่สอง (กว่า 10.2%) ของบริษัท หมายความว่าความเสี่ยงใดๆ ก็ตามจากการดำเนินการของบริษัทกัลฟ์ ก็คือความเสี่ยงโดยตรงต่อ UBS เช่นกัน ความเสี่ยงนั้นไม่ใช่แค่เฉพาะการเงิน แต่รวมถึงเสี่ยงต่อการเสื่อมเสียชื่อเสียง เนื่องจาก บริษัทกัลฟ์ เชื่อมโยงกับการละเมิดสิทธิ รวมถึงฟ้องคดีหมิ่นประมาทชุมชน” เหมือนดาว กล่าว

18 ปีแห่งการต่อสู้ของชุมชนเขาหินซ้อน กับโจทย์สำคัญของการลงทุนที่จะไม่ละเมิดสิทธิชุมชน 

ชุมชนเขาหินซ้อนผ่านการต่อสู้มาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2551 เพื่อคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าฟอสซิลมาตั้งแต่ในอดีตซึ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ชุมชนร่วมกับนักวิชาการและภาคประชาสังคมได้ใช้การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพโดยชุมชน (CHIA) เป็นเครื่องมือสู้ข้อมูลเพื่อปกป้องพื้นที่ตอบโต้กับการประเมินผลกระทบ EIA หรือ EHIA ของโครงการไม่ได้มาตรฐานและไม่สะท้อนความจริง กระบวนการต่อสู้ของภาคประชาชนทำให้ขั้นตอน EHIA ที่ฉ้อฉลไม่ผ่านถึง 4 ครั้ง จนกระทั่งปัจจุบันโครงการโรงไฟฟ้าเขาหินซ้อนได้ถูกรื้อฟื้นอีกครั้ง โดยเปลี่ยนจากเชื้อเพลิงถ่านหินมาเป็นพลังความร้อนร่วม (Combined-cycle) ที่ใช้ก๊าซฟอสซิลเป็นเชื้อเพลิงในชื่อโครงการบูรพาพาวเวอร์ในปัจจุบัน ทว่าไม่ได้เปลี่ยนเพียงแค่ชื่อ แต่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของโครงการเองก็อยู่ในมือของบริษัทพลังงานขนาดใหญ่อย่าง บริษัทกัลฟ์ มากถึงร้อยละ 35  เมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา การคัดค้านของชุมชนได้เดินหน้าไปสู่การเดินเท้าระยะทางกว่า 125 กิโลเมตรจาก ต.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา มุ่งสู่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้ทบทวนการอนุญาตและระงับการดำเนินโครงการ แต่ยังไม่มีผลให้โครงการนี้ยุติลงแต่อย่างไร

“การมีธุรกิจพลังงานขนาดใหญ่ของประเทศไทยอย่างบริษัทกัลฟ์เป็นผู้ร่วมลงทุนถือหุ้นในโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซบูรพา พาวเวอร์ คือจุดเปลี่ยนฉากการต่อสู้อีกครั้ง ชุมชนยังคงไม่หยุดคัดค้านและไม่หยุดยื่นหนังสือ แม้ผลกระทบโดยตรงจากโรงไฟฟ้ายังไม่เกิดขึ้น แต่ได้มีผลกระทบเกิดขึ้นแล้วต่อชุมชนจากการถูกริดรอนสิทธิที่ดินจากโครงการสายส่งไฟฟ้า การแย่งชิงทรัพยากรน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภคและการเกษตร อีกทั้งยังซ้ำเติมปัญหามลพิษที่เกิดขึ้นแล้วจากโครงการอุตสาหกรรมอื่นๆโดยรอบที่ยังไม่ถูกแก้ไข” จิราพัชร ช้ำเกตุ  Fossil free Thailand เครือข่ายติดตามผลกระทบโครงการโรงไฟฟ้าเขาหินซ้อน-บูรพา แสดงข้อห่วงกังวลด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจ สุขภาพ และสิ่งแวดล้อมจากตั้งแต่กรณีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเขาหินซ้อนจนถึงโรงไฟฟ้าก๊าซบูรพาพาวเวอร์ในปัจจุบัน จิราพัชรจะเป็นหนึ่งในตัวแทนชุมชนร่วมเข้าการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีของ UBS ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพื่อบอกเล่าถึงปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นต่อชุมชนของเธอด้วยตัวของเธอเอง

ขณะนี้โครงการบูรพาพาวเวอร์เป็นส่วนหนึ่งของแผนพีดีพี 2018 โดยถูกกำหนดไว้ว่าจะตั้งอยู่ที่ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ตัวโรงไฟฟ้าและสายส่งจะพาดผ่านพื้นที่เกษตรอินทรีย์สำคัญที่ใหญ่ที่สุดในภาคกลางและผลิตอาหารส่งออกไปยังต่างประเทศ อุดมไปด้วยผลผลิตการเกษตรทั้งข้าว พืชผัก ผลไม้ เห็ดฟาง และอื่น ๆ อีกกว่า 200 ชนิด รวมถึงต้องใช้น้ำหล่อเย็นจากคลองระบมประมาณ 12,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งเป็นแหล่งน้ำเดียวกันกับน้ำเพื่อใช้สอยและทำเกษตรกรรมของชุมชน โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซฟอสซิลนี้จึงอาจไม่เพียงไม่สามารถสร้างความมั่นคงทางพลังงาน เนื่องจากปัจจุบันไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองล้นเกินสูงกว่าระดับมาตรฐาน ซ้ำร้ายการเดินหน้าโครงการนี้จึงอาจส่งผลกระทบให้ประชาชนต้องมีภาระค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น ไม่สอดคล้องกับทิศทางพลังงานสะอาดที่เป็นธรรม รวมถึงคุกคามความมั่นคงทางอาหาร อาชีพเกษตรกรรม และที่ดินทำกินของชุมชน 

เมืองระยองโชติช่วงชัชวาลย์

บทเรียนจากจังหวัดที่เคยอุดมสมบูรณ์แต่กลับถูกเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมจนวิถีชีวิตบนฐานทรัพยากรดั้งเดิมหายไป ได้ปรากฎขึ้นบ่อยครั้ง ที่ชัดเจนที่สุดคงหนีไม่พ้นจังหวัดระยอง เมืองที่ถูกให้คำขวัญว่าเป็น “อุตสาหกรรมก้าวหน้า” ในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งภาคตะวันออก

“จังหวัดระยองถือเป็นจังหวัดอุตสาหกรรมพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในไทย เริ่มตั้งแต่ปีพ.ศ.2525 เราเป็นคนระยองที่เห็นการเปลี่ยนแปลงของทะเลมาตั้งแต่เด็ก ตอนนี้ทะเลเปลี่ยนไปหมดแล้ว โครงการพลังงานเข้ามาที่ระยองพร้อมกับคำว่า ‘โชติช่วงชัชวาลย์’ เป็นวาทกรรมที่กล่าวอ้างว่าคนระยองจะมีงานทำ และเปลี่ยนคำขวัญของระยองให้กลายเป็นเมืองอุตสาหกรรม” วรินทร์รัชต์ อัทธายุทธาชัย ผู้ช่วยนักวิจัยผลกระทบชายฝั่ง จังหวัดระยอง กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงจากชายฝั่งทะเลที่อุดมสมบูรณ์ไปสู่เมืองมลพิษจากอุตสาหกรรม

วรินทร์รัชต์  เล่าถึงความเป็นมาของเมืองระยองในอดีตว่า ก่อนปี พ.ศ. 2525 จังหวัดระยองเคยเป็นเมืองท่าที่พึ่งพาเกษตรกรรมและประมงพื้นบ้าน โดยมีชุมชนเมืองขยายตัวบริเวณปากแม่น้ำระยอง ต่อมาการเกิดขึ้นของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดได้เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ชายฝั่งอย่างสิ้นเชิง จากพื้นที่ชายทะเลกลายเป็นท่าเรือน้ำลึกและโรงแยกก๊าซ มีการถมทะเลและขยายท่าเรือขนส่งครั้งใหญ่ ส่งผลให้ชายหาดและป่าชายเลนลดลงอย่างมาก ขณะเดียวกัน วิถีชีวิตของชาวประมงพื้นบ้านได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เมื่อทะเลปนเปื้อนมลพิษ ทำให้ทั้งชนิดและปริมาณสัตว์น้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง ภายในระยะเวลาเพียงสิบปี จำนวนชนิดสัตว์น้ำที่พบลดลงจาก 247 ชนิด เหลือเพียง 34 ชนิด

“การขยายตัวของพื้นที่อุตสาหกรรมนั้นไม่เคยส่งผลดีต่อวิถีชีวิตของชุมชน รัฐบาลสร้างวาทกรรม ‘เพื่อการพัฒนา’ และ ‘โชติช่วงชัชวาลย์’ มาตลอด 40 กว่าปี การสร้างอุตสาหกรรมนั้นไม่ได้เพื่อให้คนระยองทำงาน คนระยองต้องเผชิญกับการเวนคืนที่ดินที่อยู่เพื่อเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม ส่งผลต่อชีวิตของคนระยองทั้งหมด” วรินทร์รัชต์ กล่าว “ก่อนมีนิคมอุตสาหกรรมและพลังงาน ชุมชนมีอาชีพจากการหาสัตว์น้ำไม่เกิน 500 เมตรจากหน้าหาดชุมชน สร้างรายได้ราว 10,000 บาทต่อวัน แต่ปัจจุบันนี้อุตสาหกรรมมีส่วนแบ่งรายได้ 80% ของจังหวัด ที่เหลือ 20% นั้นเป็นเกษตร ประมง และการท่องเที่ยว ซึ่งเคยเป็นสัดส่วนหลักของระยอง นั่นหมายความว่ารายได้หลักของจังหวัดไม่ได้อยู่ในมือของคนระยอง” 

“ตั้งแต่เหตุการณ์น้ำมันรั่วที่ระยองในปี 2556 เป็นต้นมา ได้ก่อให้เกิดการปนเปื้อนของสารเคมีในทะเล ส่งผลให้สัตว์น้ำลดจำนวนลงอย่างมาก กระทั่งราวปี 2563 ชาวประมงเริ่มสังเกตเห็นการฟื้นตัวของทรัพยากรทางทะเลบ้าง แต่แล้วก็เกิดเหตุน้ำมันรั่วซ้ำอีกในปี 2565 คนในพื้นที่ไม่ได้รับแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณสารเคมีที่ถูกใช้หรือฉีดลงทะเล สิ่งที่รับรู้ได้ชัดเจนคือการหายไปของสัตว์น้ำ สารเคมีเหล่านี้ยังเกาะติดปะการัง ทำลายแหล่งวางไข่ของหมึกและปลา ส่งผลให้ชาวประมงต้องออกเรือไปไกลจากชายฝั่งมากขึ้น เราไม่ได้โทษธรรมชาติ แต่โทษโรงงานอุตสาหกรรมที่เห็นแต่ประโยชน์ส่วนตน” สินชัย พรรษา รองประธานกลุ่มประมงพื้นบ้านก้นปึก เครือข่ายพลังงานสะอาด จังหวัดระยอง เป็นอีกเสียงสะท้อนจากผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุน้ำมันรั่วทั้งสองครั้งในช่วงสิบปีของจังหวัดระยอง

“ก่อนที่จะสนับสนุนการลงทุน สถาบันการเงินต้องมองให้เห็นการละเมิดสิทธิชุมชนที่เกิดขึ้น และต้องให้ความสำคัญสูงสุด เพราะสุดท้ายแล้วไม่ใช่แค่อุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน แต่ผู้ให้ทุนเองก็มีส่วนสร้างผลกระทบด้วย กรุณาเล็งเห็นเรื่องเหล่านี้ มองให้เห็นคนในพื้นที่ ไม่ใช่เพียงความเหมาะสมต่อการลงทุน” วรินทร์รัชต์ ทิ้งท้าย

การลงทุนพลังงานและสิทธิชุมชนที่กลายเป็น “ขยะ” ที่ปราจีนบุรี

ไม่ใช่เพียงแค่ระยองที่เผชิญกับการคุกคามของอุตสาหกรรมฟอสซิล ปราจีนบุรีกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ต้องเปิดทางให้กับอุตสาหกรรมพลังงานและการจัดการขยะ บนความบิดเบี้ยวของการใช้และเลี่ยงกฎหมาย จนกระทั่งในปัจจุบันนี้ขยะมวลมหาศาลกำลังหลั่งไหลมาที่ปราจีนบุรี ขณะที่ธรรมาภิบาลของบริษัทอุตสาหกรรมต่าง ๆ กลับถดถอย

เดิมทีจังหวัดปราจีนบุรีเป็นพื้นที่เกษตรกรรม แต่ตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา ในช่วงรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีการผลักดันโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ครอบคลุมสามจังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ขณะเดียวกัน คำสั่ง คสช. ที่ 4/2559 ได้เปิดทางให้ยกเว้นข้อกำหนดผังเมืองสำหรับกิจการด้านพลังงานและการจัดการขยะ ส่งผลให้สามารถตั้งโรงงานหรือโครงการในพื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง

“นโยบายคสช.ดังกล่าวนำไปสู่การเกิดขึ้นของโรงไฟฟ้าขยะในจังหวัดปราจีนบุรี ทั้งที่เดิมเป็นพื้นที่เกษตรกรรมสำคัญ โดยมีโรงไฟฟ้าขยะทั้งสิ้น 4 โรง แม้จะเป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็กไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ เพื่อเลี่ยงไม่ต้องทำรายงานประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EIA) แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มีโรงไฟฟ้าขยะ 3 โรง โรงละ 9.9 เมกะวัตต์ ตั้งเรียงชิดกัน รวมกำลังผลิตเป็น 29.7 เมกะวัตต์ ชุมชนตั้งข้อสงสัยว่า การตั้งเรียงชิดกันเช่นนี้เป็นการเลี่ยงบาลีทางกฎหมายหรือไม่” สุเมธ เหรียญพงษ์นาม เครือข่ายปราจีนบุรีเข้มเแข็ง กล่าวถึงความไม่เป็นธรรมทางกฎหมายที่เอื้อต่ออุตสาหกรรมพลังงาน แต่กลับริดรอนสิทธิชุมชน 

สุเมธ เผยว่า แม้ชุมชนจะคัดค้านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นต่อโครงการโรงไฟฟ้าขยะอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2566 แต่เวทีดังกล่าวกลับมีการจำกัดการเข้าถึงของผู้ที่ต้องการแสดงความคิดเห็น โดยมีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและชายชุดดำจำนวนมากกว่า 100 คน คอยกันไม่ให้ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการเข้าสู่พื้นที่ ท้ายที่สุด โรงไฟฟ้าพลังงานขยะทั้งสามแห่งก็ยังคงผ่านกระบวนการอนุญาตและได้รับสิทธิให้ดำเนินการ

“การตั้งโรงไฟฟ้าขยะติดกันสามโรงในพื้นที่เดียวกันขัดต่อระเบียบการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตขนาดเล็กมากที่ระบุไว้ว่า เพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และกระจายโอกาสผลิตไฟฟ้าไปยังพื้นที่ห่างไกล แม้เราจะคัดค้านแค่ไหน ในที่สุดเมื่อมีบริษัทพลังงานขนาดใหญ่ของไทยเข้ามาซื้อทั้งสามโรงงานนี้ กระบวนการก็ผ่านได้อย่างง่ายดาย” สุเมธกล่าว และแสดงข้อกังวลถึงมลพิษที่อาจซ้ำเติมมลพิษเดิมที่แย่อยู่แล้วในพื้นที่อำเภอกบินทร์บุรี และตัวอย่างกรณีความไม่เป็นธรรมนี้จะถูกนำไปถ่ายทอดให้กับการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีของ UBS เช่นกัน

“ขอเรียกร้องไปยังสถาบันการเงินที่มีบทบาทในการปล่อยสินเชื่อ ให้พิจารณาอย่างรอบด้านว่าลูกค้าที่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินนั้น กำลังก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนหรือไม่ และสร้างความเดือดร้อนมากน้อยเพียงใด อยากให้มีการทบทวนนโยบายการปล่อยกู้ โดยเฉพาะต่อกลุ่มธุรกิจพลังงาน เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินธุรกิจจะต้องไม่ละเมิดสิทธิของชุมชน” สุเมธฝากความหวังไปยัง UBS

ปิดกั้นเสียงการคัดค้านโครงการพลังงานด้วยการใช้กระบวนการยุติธรรมอย่างไม่เป็นธรรม ภายใต้อิทธิพลของอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิล กฎหมายมิได้ถูกใช้เพื่อคุ้มครองประชาชนอย่างแท้จริง หากแต่กลับถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือที่เอื้อประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมในการจำกัดสิทธิของชุมชน รวมถึงปิดกั้นและกดดันผู้ที่ลุกขึ้นมาแสดงความคิดเห็นหรือคัดค้าน เพื่อไม่ให้ข้อมูลสำคัญถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ

มนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักรณรงค์ด้านสภาพภูมิอากาศและพลังงาน กรีนพีซ ประเทศไทย ชี้แจงว่า 

ประเทศไทยได้น้อมรับหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) มาตั้งแต่ปี 2560 และยังแสดงความภาคภูมิใจต่อการจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP) ซึ่งทั้งสองกรอบนี้ต่างเน้นย้ำหลักการสำคัญคือ การดำเนินธุรกิจโดยเคารพสิทธิมนุษยชน แต่ในความเป็นจริงนั้นพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นของประเทศไทยหดเหลือน้อยลงไปทุกที 

“นักปกป้องสิทธิสิ่งแวดล้อมต้องเผชิญกับความท้าทายจากการถูกดำเนินคดีทั้งทางอาญาและแพ่งในข้อหาหมิ่นประมาท ซึ่งมักถูกใช้ในลักษณะของการฟ้องคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมสาธารณะ (SLAPP) เพื่อข่มขู่ คุกคาม และกดดันผู้ที่มีความเห็นต่าง” มนูญ กล่าว “นั่นหมายความว่า การที่คุณพูดถึงประโยชน์สาธารณะสักเรื่องหนึ่ง คุณมีสิทธิติดคุกได้ นี่คือความเสี่ยงจากกระบวนการยุติธรรมที่นักปกป้องสิทธิหรือบุคคลผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบผลประโยชน์สาธารณะต้องเจอ” แม้การฟ้องคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปิดปาก (SLAPP) จะเกิดขึ้นทั่วโลก แต่กรณีที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้นท้าทายกว่าเนื่องจากกลไกทางกฎหมายสามารถเปิดช่องให้ฟ้องคดีอาญาร่วมด้วยได้ 

มนูญระบุว่า หลังการรัฐประหารในยุค คสช. ปี 2557 มีการเพิ่มขึ้นของคดีฟ้องปิดปากอย่างมีนัยยะสำคัญ ซึ่งมากกว่า 500 คดีนั้นฟ้องโดยภาคธุรกิจและภาครัฐ โดยมีอุตสาหกรรมพลังงาน เหมืองแร่ และอุตสาหกรรมปศุสัตว์เป็นธุรกิจหลักที่ใช้คดีการฟ้องปิดปากเยอะที่สุดในประเทศไทย กรณีศึกษาสำคัญ คือ การดำเนินการทางกฎหมายของ บริษัทกัลฟ์ ในคดีหมิ่นประมาททั้งทางแพ่งและอาญาต่อบุคคลหลายราย โดยมีมูลค่าทุนทรัพย์ที่เรียกร้องรวมกว่า 900 ล้านบาท มีกลุ่มคนที่ตกเป็นเป้าหมายทั้งนักวิชาการ สื่อมวลชน และนักการเมืองฝ่ายค้าน อย่างน้อย 10 คน ระหว่างช่วงปี 2564-2569 บุคคลเหล่านี้ได้แลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายสาธารณะในประเด็นธรรมาภิบาลด้านพลังงานของไทย โครงสร้างราคาพลังงาน ความโปร่งใสของสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ตลอดจนสถานการณ์ค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้น

“ความหมายหนึ่งของ SLAPP จากคำนิยามของ ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรป (European Court of Human Rights) ได้ให้คำนิยามการฟ้องคดีปิดปากว่าเป็น “การดำเนินคดีที่ไม่มีมูลตามกฎหมายโดยผู้มีอิทธิพลหรือธุรกิจที่มีอำนาจ เพื่อข่มขู่นักข่าว [และบุคคลอื่น ๆ] ให้ยุติการสืบสวน… โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้จำเลยเสียเวลาและทรัพยากร” การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมเพื่อระงับการมีส่วนร่วมของประชาชนในประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ 

ขณะเดียวกันผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติด้านเสรีภาพในการชุมนุม (UN Special Rapporteur on Freedom of Assembly) อธิบายว่า “SLAPP คือความพยายามในการปิดกั้นการวิพากษ์วิจารณ์ โดยข่มขู่ให้ผู้วิจารณ์หยุดแสดงความคิดเห็น พร้อมทั้งทำให้บุคคลนั้นสูญเสียทรัพยากรระหว่างกระบวนการฟ้องร้อง ซึ่งส่งผลให้ประเด็นการอภิปรายเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทถูกเบี่ยงเบนและหันเหไปเป็นอื่น”  มนูญกล่าว “ความเสี่ยงต่าง ๆ ที่ภาคประชาสังคมไทยต้องเผชิญนี้สะท้อนช่องโหว่ในกฎหมายไทย และสิ่งที่ยังขาดหายไป คือกฎหมายที่ป้องกันบุคคลจากการโดนฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP) ที่จะต้องกำหนดคำนิยามในเรื่องที่เป็นประโยชน์สาธารณะ ที่ต้องไม่จำกัดความคับแคบเกินไปจนไม่ครอบคลุมประเด็นสาธารณะใหม่ ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตพร้อมกับยกเลิกความผิดฐานหมิ่นประมาททางอาญา” 

แม้ในหลายกรณีศาลจะมีคำพิพากษายกฟ้อง และผู้ถูกฟ้องไม่ต้องรับผิดหรือชดใช้ค่าเสียหาย แต่ผลกระทบของคดีฟ้องปิดปาก (SLAPP) นั้นขยายวงกว้าง ทั้งในด้านภาระค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี ความเครียดและแรงกดดันทางจิตใจ ตลอดจนการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก นอกจากนี้ ยังนำไปสู่ภาวะ “ชะงักงัน” (chilling effect) ต่อการตรวจสอบประเด็นสาธารณะ ทำให้บุคคลอื่นไม่กล้าออกมาแสดงความคิดเห็น ส่งผลให้การมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในระบอบประชาธิปไตยค่อย ๆ ถูกบั่นทอนลง “การออกมาพูดความจริงไม่ควรเป็นอาชญากรรม” มนูญกล่าว 

มนูญ ย้ำเตือนไปยังภาครัฐว่า ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีของกติการะหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน ทั้งในส่วนของสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ตลอดจนสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง โดยเฉพาะกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) มาตรา 19 ซึ่งรับรองสิทธิในการแสดงความคิดเห็น หลักการดังกล่าวถือเป็นมาตรฐานสากลที่รัฐภาคี รวมถึงประเทศไทย มีพันธกรณีต้องเคารพและคุ้มครองเสรีภาพของบุคคลในการมีความคิดเห็นและการแสดงออก โดยย้ำอย่างชัดเจนว่า บุคคลจะต้องไม่ถูกจับกุมหรือคุกคามเพียงเพราะการแสดงความคิดเห็น 

“ภาคธุรกิจที่กำลังดำเนินคดีผู้ที่พูดความจริงต่อสาธารณะควรจะถอนฟ้อง และใช้หลักการธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) เพื่อประเมินผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนโดยรอบด้านตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อทำงานบนฐานคิดเคารพสิทธิชุมชน หากมีภาคประชาชนมาร้องเรียน ภาคธุรกิจควรรับฟัง ไม่ใช่ดำเนินคดีเพื่อปิดกั้นสิทธิของประชาชน” มนูญเรียกร้องไปยังการดำเนินธุรกิจของอุตสาหกรรมเพื่อเลี่ยงการละเมิดสิทธิมนุษยชน “บริษัทกัลฟ์ ต้องแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนในการยอมรับบทบาทของนักปกป้องสิทธิทางสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน และยึดมั่นในหลัก “ไม่ตอบโต้” Zero retaliation ที่เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญภายใต้หลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) ที่บริษัทได้ประกาศรับหลักการนี้ไว้เพื่อให้ประชาชนมีพื้นที่ปลอดภัยในการแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา”
หากต้องการลดผลกระทบจากการลงทุนต่อสิทธิมนุษยชน สถาบันการเงินควรเปลี่ยนทิศทางการลงทุนไปสู่การสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนที่เป็นธรรมหรือไม่? แม้การลงทุนมีความเสี่ยง แต่การลงทุนอุตสาหกรรมฟอสซิลนั้นผู้ที่รับความเสี่ยงไม่ใช่นักลงทุน ทว่าเป็นชุมชนและสิ่งแวดล้อม ทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนที่สะอาดเป็นสิ่งสำคัญ และถือเป็นรากฐานของความมั่นคงทางพลังงานอย่างแท้จริง ไม่ใช่ระบบพลังงานแบบรวมศูนย์ที่ถูกกำหนดโดยอุตสาหกรรมฟอสซิลขนาดใหญ่ งานวิจัยของกรีนพีซชี้ให้เห็นว่า หากมีการส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์ในระดับครัวเรือน เช่น กรณีศึกษาการประเมินศักยภาพของหลังคาบ้านจำนวน 300,000 หลังในจังหวัดฉะเชิงเทรา จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้สูงถึง 1,524 เมกะวัตต์ ซึ่งมากกว่ากำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าบูรพาพาวเวอร์ที่มีกำลังการผลิต 540 เมกะวัตต์ ยิ่งไปกว่านั้น แนวทางการกระจายศูนย์พลังงานผ่านพลังงานหมุนเวียนอย่างเป็นธรรม ยังเปิดโอกาสให้แต่ละจังหวัดสามารถพึ่งพาตนเองด้านพลังงานได้อย่างแท้จริง โดยไม่ต้องแลกมาด้วยการละเมิดสิทธิของประชาชนหรือการทำลายสิ่งแวดล้อม