กรุงเทพฯ, 12 ตุลาคม 2569 – ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในประเทศไทย การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และธนาคารโลกกำลังเริ่มต้นขึ้น (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) ขณะที่ประชาชนกลับต้องแบกรับกับผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างหนัก ภายใต้ระบบการเงินที่ยังคงปล่อยให้ผู้ก่อมลพิษที่มีความมั่งคั่งสูงที่สุดแสวงหาผลกำไรไปพร้อมกับการสร้างมลพิษอย่างต่อเนื่อง  ในขณะที่รัฐบาลและสถาบันการเงินระหว่างประเทศรวมตัวกันเพื่อหารือแนวทางรับมือกับความท้าทายที่เร่งด่วนระดับโลก การจัดหาเงินทุนที่เพียงพอสำหรับการรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ จึงต้องรวมถึงการจัดเก็บภาษีจากกลุ่มผู้ก่อมลพิษที่มีความมั่งคั่งสูงที่สุดด้วย

พิชามญชุ์ รักรอด หัวหน้าโครงการรณรงค์ยุติมลพิษพลาสติก กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า “สถานการณ์อุทกภัยที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนในหลายพื้นที่ของประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนคือผู้ที่ต้องแบกรับต้นทุนวิกฤตสภาพภูมิอากาศมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งบ้านเรือนที่เสียหาย รายได้และอาชีพที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงเงินงบประมาณจากภาครัฐที่ต้องนำไปจ่ายค่าช่วยเหลือ ฟื้นฟู สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงหนี้ทางสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบกับทุกคน ประชาชนหรือผู้ที่มีส่วนก่อมลพิษน้อยที่สุดไม่ควรจะต้องได้รับผลกระทบหนักที่สุด ในขณะที่ผู้ก่อมลพิษที่มีความมั่งคั่งสูงที่สุดยังคงสร้างผลกำไรโดยไม่ต้องรับผิดชอบสำหรับต้นทุนเหล่านี้ สำหรับการประชุมที่จะมีผู้นำทางการเงินระดับโลกมารวมตัวกันในครั้งนี้ การจัดเก็บภาษีจากผู้ก่อมลพิษที่มีความมั่งคั่งสูงที่สุดจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางแก้ไข โดยนำรายได้ไปช่วยเหลือชุมชนที่ได้รับผลกระทบ และสนับสนุนการดำเนินการและมาตรการรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ”

ในปี 2565 เพียงปีเดียว การลงทุนของกลุ่มคนที่มีความมั่งคั่งสูงที่สุดร้อยละ 0.01 ของโลกในอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนสูงนั้น มีความเชื่อมโยงกับต้นทุนความเสียหายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ประมาณไว้สูงถึง  9.92 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขทีใกล้เคียงกับความต้องการเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศในระดับโลก ดังนั้น ทางออกสำหรับเรื่องนี้คือการเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสภาพภูมิอากาศมากที่สุด หลายประเทศจึงจำเป็นต้องหาวิธีในการจัดเก็บภาษีจากกลุ่มผู้ที่มีความมั่งคั่งสูงที่สุดที่เป็นผู้ปล่อยมลพิษรายใหญ่เหล่านี้

เจแรนส์ มุตวอล หัวหน้าโครงการ Fair Share กรีนพีซ แอฟริกา กล่าวว่า “ในขณะที่วิกฤตสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงขึ้น มาตรการและนโยบายที่มีอยู่กลับยังไม่เพียงพอต่อความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดสรรเงินทุนเพื่อลดผลกระทบ ปรับตัว และรับมือกับความสูญเสียและความเสียหาย การที่กลุ่มผู้ก่อมลพิษซึ่งมีความมั่งคั่งมหาศาลยังคงแสวงหาผลกำไรจากการลงทุนและการเป็นเจ้าของอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษสูง และเร่งให้เกิดวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ในขณะที่สถาบันการเงินระหว่างประเทศยังคงให้ความสำคัญกับการชำระหนี้และมาตรการรัดเข็มขัดทางการคลัง มากกว่าการปกป้องชุมชนที่ได้รับผลกระทบ

“เพื่อสร้างอนาคตที่เป็นธรรมและสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงให้กับคนรุ่นต่อไป รัฐบาลจำเป็นต้องปรับปรุงระบบภาษีเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนส่วนใหญ่ ไม่เพียงแค่กลุ่มคนที่มีความมั่งคั่งสูงที่สุดเท่านั้น นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องสนับสนุนอนุสัญญาภาษีของสหประชาชาติ (UN Tax Convention) ที่เข้มแข็ง เพื่อปิดช่องโหว่ทางภาษีที่ทำให้งบประมาณของชาติถูกใช้แบบผิดที่ผิดทาง  ต้องปกป้องสิทธิในการจัด

กรีนพีซ สากล เรียกร้องให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปลี่ยนจากการเสนอให้ประเทศต่าง ๆ ใช้มาตรการรัดเข็มขัด มาเป็นการสนับสนุนการจัดเก็บภาษีจากกลุ่มบุคคลที่มีความมั่งคั่งสูงที่สุด รวมถึงภาษีจากผลกำไรของบริษัทที่ก่อมลพิษ เช่น บริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิล เพื่อเปลี่ยนมาเป็นงบประมาณหรือทุนที่จำเป็นสำหรับหลายประเทศ ในการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลใช้ประโยชน์จากอนุสัญญาภาษีของสหประชาชาติ (UN Tax Convention) เพื่อสร้างกฎเกณฑ์ด้านภาษีระดับโลกที่เป็นธรรมยิ่งขึ้น ยุติแนวทางปฏิบัติทางภาษีที่สร้างความเสียหายและทำให้ประเทศต่าง ๆ สูญเสียรายได้มหาศาล และกำหนดให้กลุ่มผู้ก่อมลพิษที่มีความมั่งคั่งสูงที่สุดต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายทางสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมที่ตนก่อขึ้น เพื่อนำรายได้ดังกล่าวมาสนับสนุนการสร้างอนาคตที่เป็นธรรมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม [1]

กรีนพีซ สากลร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคม สหภาพแรงงาน และกลุ่มพันธมิตรด้านสภาพภูมิอากาศกว่า 200 แห่งจากทั่วเอเชีย แอฟริกา และละตินอเมริกา เข้าร่วมการประชุมสมัชชา International Peoples’ Assembly ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 12-13 ตุลาคม ณ โรงแรมแอมบาสเดอร์ กรุงเทพฯ

หมายเหตุ

[1] สนธิสัญญาภาษีระดับโลก หรือที่รู้จักกันในชื่อ “กรอบอนุสัญญาว่าด้วยความร่วมมือด้านภาษีระหว่างประเทศของสหประชาชาติ” (UN Framework Convention on International Tax Cooperation) ถือเป็นเวทีแรกที่มีความครอบคลุมอย่างแท้จริงสำหรับการกำหนดกฎเกณฑ์ด้านภาษีระดับโลกที่เป็นธรรมและครอบคลุม ซึ่งแตกต่างจากกระบวนการขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development) ที่ทุกประเทศมีสิทธิออกเสียงเท่าเทียมกัน และการตัดสินใจจะใช้หลักเสียงข้างมากแทนการอาศัยฉันทามติ ทั้งนี้ การเจรจาสนธิสัญญาพลาสติกโลกรอบถัดไป (INC-6) จะจัดขึ้นที่กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน ถึง 12 ธันวาคม 2570 สามารถอ่านข้อมูลสรุปสำหรับสื่อมวลชนจากการเจรจาครั้งที่ 5 (INC-5) ได้ ที่นี่

ข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ

รุ่งทิพย์ กัณหริ กรีนพีซ ประเทศไทย

อีเมล [email protected] โทร. 065-414-5029

โต๊ะข่าวกรีนพีซสากล (International Press Desk)

อีเมล [email protected]  โทร.+31 (0) 20 718 2470 (ติดต่อได้ตลอด 24 ชั่วโมง)