กรุงเทพฯ, 20 มิถุนายน 2569 – กรีนพีซ ประเทศไทย ร่วมกับมูลนิธิต้นกล้ารักษ์โลก จัดกิจกรรมฉายภาพยนตร์สารคดี GASLIT รอบปฐมทัศน์ (Thailand Premiere) ในประเทศไทย ณ โรงภาพยนต์ Lido Connect โดยกิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลหนังสั้นโลกป่วยเราต้องเปลี่ยน (CCCL Film Festival) ประจำปี 2569
ภาพยนตร์สารคดี GASLIT กำกับและผลิตโดย เคธี คาโมซีจากกรีนพีซ สหรัฐอเมริกา และดำเนินเรื่องโดย เจน ฟอนดา นักแสดงเจ้าของ 2 รางวัลออสการ์ และเป็นนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมผู้มีบทบาทสำคัญในการการขับเคลื่อนประเด็นวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

ภาพยนต์เรื่องนี้พาผู้ชมเดินทางไปยังรัฐเท็กซัสและพื้นที่รอบอ่าวเม็กซิโก ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญของอุตสาหกรรมน้ำมัน ก๊าซ และปิโตรเคมีในสหรัฐอเมริกา สารคดีถ่ายทอดเรื่องราวและเสียงของชาวประมงท้องถิ่น ชุมชน อดีตคนงานอุตสาหกรรม และผู้ที่เรียกตัวเองว่า “นักเคลื่อนไหว” ที่ลุกขึ้นมาต่อต้านผลกระทบที่เกิดจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมฟอสซิล
GASLIT ได้เปิดเผยต้นทุนทางสังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพที่มักถูกซ่อนอยู่เบื้องหลังการขยายตัวของอุตสาหกรรมก๊าซฟอสซิล และโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งจากกระบวนการขุดเจาะ การสร้างท่อส่งก๊าซ สถานีส่งออก LNG โรงงานปิโตรเคมี การขนส่งข้ามประเทศ ไปจนถึงการเผาไหม้ที่ปลายทาง ซึ่งล้วนมีส่วนสร้างมลพิษและซ้ำเติมวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
เจน ฟอนดา นักแสดงและนักเคลื่อนไหวกล่าวถึงบทบาทของภาพยนตร์ GASLIT เรื่องนี้ว่า
“Gaslit ไม่ใช่เรื่องของฉัน หากแต่เป็นเรื่องราวของชุมชน และผู้คนมากมายที่ลุกขึ้นมาต่อต้านต่อต้านอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซที่เข้ามายึดครองพื้นที่อยู่อาศัยของพวกเขา กลุ่มคนเหล่านี้เป็นคนธรรมดาจากภูมิหลังหลากหลาย แต่พวกเขาได้ละทิ้งความแตกต่าง เพื่อร่วมกันส่งเสียง ต่อสู้ร่วมกัน เพื่อครอบครัวของพวกเขา เพื่อชุมชนของพวกเขา และเพื่อชีวิตของพวกเขาเอง”

ด้านเคธี คาโมซี ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดี GASLIT อธิบายวิธีการที่เธอใช้เล่าเรื่องราวที่ดูเข้าใจยาก อย่าง ‘พลังงาน’ ทั้งยังมองเห็นและจับต้องไม่ได้อย่าง ‘ก๊าซ’ ด้วยการใช้เสียงของผู้คนหลากหลาย “วิธีการของฉันคือ การใช้ผู้คนที่กำลังใช้ชีวิตอยู่กับความจริงนี้เป็นดาวนำทาง พวกเขาทุกคนต่างมีเรื่องราวที่เข้มข้นพอที่จะทำเป็นสารคดีแยกของตัวเองได้สบาย ๆ แต่ฉันเลือกหยิบเอาเศาเสี้ยวเรื่องราวของแต่ละคนมาร้อยเรียงเป็นภาพใหญ่ ฉันเชื่อมั่นอย่างมากว่า ภาพยนตร์คือ เครื่องจักรสร้างความเห็นอกเห็นใจ และหวังว่า ผู้ชมทุกท่านที่ได้ดู GASLIT จะได้พบคนบนหน้าจอ ที่พวกเขารู้สึกเข้าถึงและเชื่อมโยงด้วยได้”
สำหรับประเทศไทย การขยายตัวของอุตสาหกรรมก๊าซฟอสซิล ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ปัจจุบันไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำเข้า LNG รายสำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก๊าซฟอสซิลที่ไทยนำมาผลิตไฟฟ้า มีสัดส่วนการนำเข้าจากต่างประเทศอย่างน้อยร้อยละ 35.53 และมีสหรัฐอเมริกา เป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออก LNG ให้ไทยเป็นอันดับต้น ๆ คิดเป็นสัดส่วนอย่างน้อยร้อยละ 19.08 ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้ใช้พลังงานปลายทางเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานก๊าซฟอสซิลที่เชื่อมโยงผลกระทบจากพื้นที่ต้นทางการผลิตในต่างประเทศมาสู่พื้นที่ปลายทางในประเทศ
ภาพเชื่อมโยงดังกล่าวปรากฏชัดในจังหวัดระยอง ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญในการรองรับการนำเข้า LNG ผ่านโครงสร้างพื้นฐานด้านก๊าซ ทั้งท่าเทียบเรือ LNG โรงแยกก๊าซ โรงไฟฟ้า และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี การนำเข้า LNG จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้ภาคตะวันออกกลายเป็นฐานเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ ขณะเดียวกันก็ทำให้ชุมชนในพื้นที่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานพลังงานฟอสซิลอย่างต่อเนื่อง
มนูญ วงษ์มะเซาะห์ นักรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงาน กรีนพีซประเทศไทยกล่าวว่า “หากมองตลอดห่วงโซ่อุปทานก๊าซฟอสซิลจะเห็นว่าการพึ่งพา LNG ไม่ได้เริ่มต้นและจบลงที่การผลิตไฟฟ้าในประเทศไทยเท่านั้น แต่เชื่อมโยงไปถึงพื้นที่ต้นทางการผลิตในต่างประเทศที่ต้องเผชิญผลกระทบจากการขุดเจาะ การแปรรูป และการส่งออกก๊าซ ก่อนจะส่งต่อภาระมายังพื้นที่ปลายทางอย่างประเทศไทย LNG จึงไม่ใช่แค่เพียงเรื่องความมั่นคงทางพลังงานแต่เป็นการขยายห่วงโซ่ของหายนะ ด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และวิถีชีวิตของชุมชน ภายใต้คำอ้างของการพัฒนาอุตสาหกรรม วันนี้ชีวิตของคนระยองกำลังถูกเดิมพัน และหากประเทศไทยยังเดินหน้าผูกอนาคตไว้กับก๊าซฟอสซิล เราอาจกำลังซ้ำเติมความสูญเสียและผลกระทบที่ประชาชนต้องแบกรับไปอีกหลายทศวรรษ
รัฐบาลไทยควรยุติการขยายโครงสร้างพื้นฐานก๊าซฟอสซิลใหม่ โดยเฉพาะท่าเรือ LNG แห่งที่ 3 ในมาบตาพุด ที่กำลังก่อสร้างอยู่ในขณะนี้ และยุติการเพิ่มโรงไฟฟ้าก๊าซใหม่พร้อมทั้งต้องวางแผนทยอยยุติการพึ่งพาก๊าซฟอสซิลม ควบคู่กับการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนที่สะอาด กระจายศูนย์ และประชาชนเข้าถึงได้อย่างเป็นธรรม เพราะ LNG ไม่ใช่พลังงานสะอาด และไม่ใช่เชื้อเพลิงที่อ้างเพื่อการเปลี่ยนผ่าน แต่เป็นการยืดอายุอุตสาหกรรมฟอสซิลและผลักภาระให้ชุมชนต้องแบกรับต่อไป”
การฉายภาพยนตร์สารคดี GASLIT ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้เห็นผลกระทบของอุตสาหกรรมก๊าซฟอสซิลในสหรัฐฯ ผ่านเสียงของชุมชนด่านหน้าเท่านั้น แต่ยังชวนสังคมไทยตั้งคำถามต่อทิศทางพลังงานของประเทศในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ โดยเฉพาะการขยายการนำเข้า LNG และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานก๊าซฟอสซิลระยะยาว กรีนพีซ ประเทศไทย ย้ำว่า อนาคตพลังงานของไทยไม่ควรถูกผูกไว้กับเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สร้างภาระต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม และสภาพภูมิอากาศ หากแต่ควรเดินหน้าไปสู่ระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด เป็นธรรม กระจายศูนย์ และคำนึงถึงสิทธิของประชาชนเป็นศูนย์กลาง

เกี่ยวกับเทศกาลหนังสั้นโลกป่วยเราต้องเปลี่ยน (CCCL Film Festival)
เทศกาลหนังสั้นโลกป่วยเราต้องเปลี่ยน หรือ CCCL ก่อตั้งขึ้นโดยคริสโตเฟอร์ จี. มัวร์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2563 ด้วยความมุ่งหวังที่จะสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านภาพยนตร์สั้น ด้วยการสร้างพื้นที่ให้ผู้สร้างภาพยนตร์ ศิลปิน และชุมชนในประเทศไทยและเอเชีย บอกเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับความท้าทายระดับโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
CCCL เป็นเทศกาลภาพยนตร์แห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มุ่งเน้นไปที่ประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยเฉพาะ เน้นการนำเสนอเรื่องราวของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤต เรื่องราวการปรับตัว แรงผลักดัน และนวัตกรรมในการรับมือต่อวิกฤตครั้งสำคัญ
นับตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา CCCL ได้จัดงานประกวดภาพยนตร์สั้นและเทศกาลภาพยนตร์ประจำปีขึ้น 5 ครั้ง ฉายภาพยนตร์สั้นกว่า 150 เรื่อง คัดสรรจากผลงานที่ส่งเข้าประกวดกว่า 2,000 เรื่องทั่วเอเชีย นอกจากนี้ CCCL ยังมอบทุนสนับสนุนผลิตภาพยนตร์สั้นให้แก่ผู้กำกับภาพยนตร์รุ่นใหม่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างน้อยปีละ 10 เรื่อง และยังดำเนินการฝึกอบรมด้านภาพยนตร์และให้คำแนะนำคนทำหนังอีกด้วย
เกี่ยวกับภาพยนตร์ GASLIT
นักแสดงนำ เจน ฟอนดา:
เจน ฟอนดา คือนักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์สองสมัย ทั้งยังเป็นโปรดิวเซอร์ นักเขียน นักกิจกรรม และนักออกกำลังกายตัวยง เส้นทางการทำงานของเจนเดินทางมายาวนานกว่า 50 ปี ระหว่างทางนั้นก็สะสมผลงานภาพยนตร์มามากกว่า 50 เรื่อง ทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนประเด็นทางการเมือง อย่าง สิทธิสตรี สิทธิกลุ่มชาติพันธุ์ และการปกป้องสิ่งแวดล้อม เจนยังชนะรางวัลลูกโลกทองคำมาแล้วถึง 7 ครั้ง เธอได้รับรางวัล Cecil B. DeMille Award ในปี 2021 เธอได้รางวัล The Harry Belafonte Voices for Social Justice Award ที่งานเทศกาลภาพยนตร์ Tribeca ในปี 2023 ต่อมาในเดือนเมษายน 2024 เจนยังได้รับรางวัล Earth Award ของ TIME Magazine และเร็ว ๆ นี้ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2025 เธอได้รางวัล SAG Life Achievement Award มาอีกด้วย
ฟอนดายังคงเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนเพื่อรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศผ่านโครงการ “ไฟร์ ดริล ฟรายเดย์ส” (Fire Drill Fridays) ซึ่งเป็นขบวนการระดับชาติเพื่อประท้วงการเพิกเฉยของรัฐบาลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เธอเริ่มโครงการนี้เมื่อเดือนตุลาคม 2019 ร่วมกับกรีนพีซ สหรัฐอเมริกา ต่อมาในปี 2022 เธอก่อตั้งคณะกรรมการรณรงค์ทางการเมืองเพื่อสภาพภูมิอากาศเจน ฟอนดา (Jane Fonda Climate PAC) ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การเอาชนะกลุ่มนักการเมืองที่เป็นพันธมิตรกับอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล
หนังสือเล่มล่าสุดของเธอที่มีชื่อว่า “What Can I Do? My Path From Climate Despair to Action” หรือ “ฉันทำอะไรได้บ้าง? เส้นทางของฉันจากความสิ้นหวังทางสภาพภูมิอากาศสู่การลงมือทำ” ถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางของเธอกับขบวนการนี้ พร้อมทั้งเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาให้ชุมชนต่าง ๆ ร่วมมือกันต่อสู้กับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ และที่น่าจดจำเป็นพิเศษคือ เจนฉลองวันเกิดครบรอบอายุ 85 ปีของเธอด้วยการระดมทุนเป็นจำนวนเงินถึง 1 ล้านดอลลาร์ เพื่อมอบให้กับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรของเธออย่าง “The Georgia Campaign for Adolescent Power & Potential” (GCAPP)
ผู้กำกับ เคธี คาโมซี
เคธี คาโมซีเริ่มต้นเส้นทางอาชีพด้วยการบันทึกภาพและเรื่องราววงการเพลงอินดี้ในกรุงลอนดอนช่วงต้นทศวรรษที่ 2000 ต่อมาประสบการณ์นั้นผลักเธอเป็นโปรดิวเซอร์เว็บซีรีส์เกี่ยวกับดนตรีให้ Apple เธอเดินทางมาสหรัฐฯ แล้วหลายครั้งเพื่อถ่ายทำวิดีโอสั้นของผู้คนหลากหลายอาชีพ
ไม่นานมานี้ เคธีเริ่มทำงานกับกรีนพีซ ทำหน้าที่เป็นหัวหน้านำโครงการต่าง ๆ รวมไปถึงการลงพื้นที่สัมภาษณ์ผู้คนที่ต้องรับวิกฤตสภาพภูมิอากาศอยู่ด่านหน้า และการล่องเรือไปกับกองเรือกรีนพีซเพื่อบันทึกภาพ “แพขยะใหญ่แห่งมหาสมุทรแปซิฟิก” รวมถึงน่านน้ำสากลในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ นอกจากนี้ เธอยังเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับ Fire Drill Fridays ซึ่งเป็นเว็บซีรีส์ของกรีนพีซว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศร่วมกับ เจน ฟอนดา ซึ่งงานชิ้นนี้เอง เธอได้ทดลองทำคอนเทนต์ในหลากหลายรูปแบบ ทั้งรายการสด, การเสวนาโดยผู้เชี่ยวชาญ และการเจาะลึกประเด็นสิ่งแวดล้อมในรูปแบบสารคดี
GASLIT คือภาพยนตร์สารคดีชิ้นยาวเรื่องแรกของเคธี และนับได้ว่า เป็นผลงานที่คั้นรวมจากประสบการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมาของเธอ เคธีเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าภาพยนตร์คือ “เครื่องจักรสร้างความเห็นอกเห็นใจ” เคธีมีความเชี่ยวชาญมากในการเล่าเรื่องราวอันซับซ้อน ด้วยการนำเสนอผ่านตัวละครแตกต่างหลากหลาย จนบางครั้งอาจดูเหมือนว่า พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่ไม่น่าจะมารวมตัวกันได้
LNG คืออะไร?
ก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG (Liquefied “natural” gas) แท้จริงแล้วคือก๊าซมีเทนที่ถูกแปรสภาพให้เป็นของเหลว เพื่อให้สามารถลำเลียงขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันและจัดส่งไปทั่วโลกได้ สหรัฐอเมริกาคือเบอร์หนึ่งตำแหน่งผู้ส่งออก LNG รายใหญ่ที่สุดของโลกมาตั้งแต่ปี 2023 ที่ส่วนใหญ่ได้มาจากกระบวนการขุดเจาะแบบแฟรกกิง (Fracking) เพราะอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซของสหรัฐฯ กระหายที่จะกอบโกยผลกำไรจากตลาดต่างประเทศ จึงได้เร่งรัดเดินหน้าก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับส่งออก LNG อย่างรวดเร็วตลอดแนวชายฝั่งอ่าวเม็กซิโก ซึ่งเกิดขึ้นคู่ขนานไปกับยุคเฟื่องฟูของการผลิตก๊าซมีเทนในแอ่งเพอร์เมียนทางตอนเหนือของเท็กซัสตะวันตกและนิวเม็กซิโก
ไม่มีวัฏจักรชีวิต LNG ช่วงไหนเลยที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศและทางน้ำ และสร้างความเสี่ยงต่อสุขอนามัยของชุมชนใกล้เคียง ทั้งจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากบ่อก๊าซ, จากการเผาก๊าซทิ้งจากสถานีเพิ่มความดันที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนก๊าซไปตามท่อส่ง, จากกระบวนการแปลงสภาพเป็นของเหลว, จากเรือบรรทุกที่ขนส่ง LNG ไปยังต่างแดน และท้ายที่สุดคือ จากการเผาไหม้เมื่อก๊าซเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทาง
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพของชุมชนด่านหน้าซึ่งอาศัยอยู่ใกล้กับโครงสร้างพื้นฐานของ LNG อีกทั้งยังซ้ำเติมวิกฤตสภาพภูมิอากาศโลกยิ่งดิ่งลงสู่ความย่ำแย่อย่างรวดเร็ว
โครงการ GASLIT ทำหน้าที่ “ถ่ายทอดและตีแผ่” ให้เห็นว่า อุตสาหกรรม LNG เดินหน้ารุกรานชุมชนในแถบเพอร์เมียนและชายฝั่งอ่าวเม็กซิโก ซ้ำยังผลักใสผู้คนที่มีบ้านเกิดเมืองนอนอยู่ในภูมิภาคเหล่านี้ให้ต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงอันตรายที่ร้ายแรงถึงชีวิตอย่างไร เพียงเพื่อผลกำไรของตน
ความสัมพันธ์ก๊าซฟอสซิลและพลาสติก
พลาสติกมากกว่า 99% บนโลกใบนี้ผลิตขึ้นด้วยการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และบริษัทน้ำมันและก๊าซกลุ่มเดียวกันกับที่เป็นตัวการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั่นเอง ยังกอบโกยกำไรจากการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งอย่างต่อเนื่อง
เช่นเดียวกับ LNG ไม่มีระยะใดในวัฏจักรชีวิตของพลาสติกที่ไม่สร้างความเสียหายให้โลกของเรา ตั้งแต่ขั้นตอนการสกัดเชื้อเพลิงฟอสซิล ขณะที่มันถูกใช้งาน ตอนที่มันถูกเผาทำลาย และเมื่อมันถูกทิ้งขว้างลงสู่สิ่งแวดล้อม พลาสติกเหล่านี้ล้วนทำลายทั้งชุมชน ความหลากหลายทางชีวภาพ และสภาพภูมิอากาศทั้งสิ้น
บริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอย่าง เอ็กซอนโมบิล (ExxonMobil), เชลล์ (Shell), บีพี (BP) และ เชฟรอน ฟิลลิปส์ (Chevron Phillips) ต่างผลิตทั้งเชื้อเพลิงฟอสซิลและพลาสติก ซึ่งเป็นการซ้ำเติมและเป็นอันตรายต่อสุขอนามัยของชุมชนรวมถึงโลกใบนี้ แม้จะตระหนักดีถึงผลกระทบอันน่าสะพรึงกลัว แต่กลุ่มทุนน้ำมันยักษ์ใหญ่ก็ยังคงทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์ในแผนขยายกิจการปิโตรเคมี
โครงการ GASLIT ทำหน้าที่ “ฉายภาพและสะท้อนมุมมอง” ให้เห็นว่า เหตุใดเราจึงจำเป็นต้องเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกเลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งในทันที ยกเลิกการให้เงินอุดหนุนแก่ภาคการผลิตปิโตรเคมีและพลาสติก หันมาสนับสนุนระบบการนำกลับมาใช้ใหม่ และร่วมกันเจรจาเพื่อบรรลุสนธิสัญญาพลาสติกโลกที่เข้มแข็ง เพื่อลดกำลังการผลิตพลาสติกและควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส
อุตสาหกรรมก๊าซฟอสซิลในสหรัฐฯ เกี่ยวข้องกับไทยอย่างไร
ความ (ไม่) มั่นคง: ประเทศไทยวางก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เป็นศูนย์กลางการพัฒนาเพื่อ ‘ความมั่นคงทางพลังงาน’ แต่ในนามความมั่นคงนั้น ไทยกลับพึ่งพาการนำเข้า LNG จากต่างชาติมาก จนกลายเป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำเข้า LNG มากที่สุด ตามข้อมูลปี 2567 ไทยนำเข้า LNG จากต่างชาติมากถึง 11.7 ล้านตัน และในจำนวนนั้นกว่าร้อยละ 19.09 นำเข้าจากสหรัฐอเมริกา
อย่างไรก็ตามความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ตลอดทศวรรษที่ผ่านมาเป็นหลักฐานสำคัญว่า การพึ่งพิงการนำเข้า LNG จากต่างชาติไม่ใช่ความมั่นคง สงครามในเอเชียตะวันตกที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 สร้างความสั่นคลอนต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานฟอสซิล การปิดเส้นทางเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซทำให้ราคาน้ำมันดิบและ LNG เพิ่มขึ้นหลายพื้นที่ทั่วโลก การพึ่งพิงการนำเข้าก๊าซฟอสซิลจึงทำให้ราคาพลังงานมีความผันผวน ส่งผลต่อวิถีชีวิตประชาชน
ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม: ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการผลิตก๊าซฟอสซิล ไม่เพียงเกิดกับพื้นที่ขุดเจาะเท่านั้น แต่ยังมีความเสี่ยงระหว่างเส้นทางขนส่ง และการเผาไหม้ที่ปลายทางซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และ ออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) ซึ่งก๊าซทั้งสองชนิดเป็นมลพิษทางอากาศ สร้างฝุ่นละออง และเป็นผลเสียต่อสุขภาพ
สถานการณ์ LNG ไทย: สืบเนื่องจากสงครามในตะวันออกกลาง สหรัฐฯ เองก็เผชิญความเสียหายด้านพลังงาน กระทบการส่งออก LNG กว่าร้อยละ 17 หรือ 12.8 ล้านตันต่อปี และเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สำนักข่าว Thomson Reuters รายงานว่า สหรัฐฯ และไทยกำลังเจรจาข้อตกลงซื้อขาย LNG จากสหรัฐฯ เข้ามาในไทยเพิ่ม ผ่านการบรรลุข้อตกลงระยะยาวระหว่างบริษัทเวนเจอร์ โกลบอล ของสหรัฐ และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งสัญญาในลักษณะนี้อาจมีความผูกพันนานถึง 15 ปี
หากไทยลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการนำเข้าก๊าซฟอสซิลจากต่างชาติเพิ่ม จะทำให้ความไม่มั่นคงทางพลังงาน และ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากก๊าซฯ ดำเนินต่อไป ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนในบริเวณแหล่งผลิตก๊าซฟอสซิล อาทิ พื้นที่ในรัฐเท็กซัส แอ่งเพอร์เมียน และอ่าวเม็กซิโก ดังที่เราได้เห็นผลกระทบแล้วในภาพยนตร์สารคดี GASLIT และยังผูกมัดไทยไว้กับก๊าซฟอสซิลในระยะยาว ซึ่งขัดแย้งต่อเป้าหมาย Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2050 ของไทย
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
ณัฏฐณิชา ภู่คล้าย นักสื่อสารงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ ประเทศไทย
โทรศัพท์: 061-232-4596 อีเมล: [email protected]


