คุณอาจเป็นคนหนึ่งที่ชอบไปทะเล ชอบกินอาหารทะล หรือมีกิจกรรมโปรดริมทะเล เพราะทะเลเป็นแหล่งก่อเกิดชีวิต อีกทั้งยังเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญ และที่อยู่ของสัตว์ต่างๆ นานาชนิด ใครบ้างจะไม่ชอบกินปลาทูน่าสดสีแดงสวย หรือทูน่ากระป๋อง อาหารเพื่อสุขภาพแสนง่ายที่สามารถหาได้ทั่วไปตามซูเปอร์มาร์เก็ต แต่เราเคยสงสัยกันบ้างหรือเปล่าว่าปลาทูน่าเหล่านี้มาจากไหน

ความจริงก็คือ การเดินทางของปลาในกระป๋องจากท้องทะเลมาสู่ซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นเรื่องซับซ้อน และยังมีเรื่องให้น่าตกใจซุกซ่อนอยู่ เพราะเบื้องหลังของอุตสาหกรรมประมงที่สร้างเม็ดเงินมหาศาล บางครั้งก็เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด และแปดเปื้อนด้วยแรงงานบังคับ ที่กระตุ้นให้เกิดการทำลายสิ่งแวดล้อม รวมถึงเกี่ยวพันไปถึงผู้มีอำนาจหลายวงการ โดยละเลยและไม่สนใจต่อวิธีการทำประมงแบบพื้นบ้านและครอบครัวของแรงงานประมง

เหล่านี้ คือ เรื่องที่อุตสาหกรรมประมงไม่อยากให้ “คุณรู้” แต่เราอยากให้ “คุณ” ได้รู้ไว้

การจับปลาที่มากเกินไปเป็นภัยต่อความหลากหลายทางชีวภาพ

French purse seiner vessel Trevignon hauls the remainder of their catch of Skipjack and Yellowfin tuna in the Mozambique Channel.
Greenpeace is on patrol documenting fishing activities in the Indian Ocean.

วลีที่ว่า “มีปลามากมายอยู่ในทะเล” ดูจะเรื่องล้าสมัยไปเสียแล้วในปัจจุบัน ด้วยปริมาณประชากรโลกที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ บวกกับความต้องการบริโภคอาหารทะเลที่ไม่หยุดนิ่ง กำลังส่งผลให้ปลาในท้องทะเลของเราค่อย ๆ ลดจำนวนลงมากขึ้น

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2493 – 2558 จำนวนเรือประมงขนาดใหญ่เพื่อการพาณิชย์ทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าตัว โดยปัจจุบันมีเรือประมงพาณิชย์อยู่ที่ 3.7 ล้านลำ ซึ่งการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมเรือประมง สัมพันธ์โดยตรงกับความเสี่ยงต่อจำนวนทรัพยาการสัตว์น้ำในท้องทะเล เพราะเมื่อมีเรือมากขึ้น ก็หมายถึงจำนวนปลาที่จะถูกจับมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งหลายครั้ง ต้นทุนที่เราสูญเสียไปที่ไม่ได้ถูกนำมาคำนวณ คือ ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตทางทะเลอื่นๆ และระบบนิเวศทางทะล

บรรดาเรืออวนลาก ซึ่งใช้เครื่องมือแบบทำลายล้างจะลากกวาดทุกอย่างขึ้นมาจากพื้นทะเล ก่อให้เกิดความเสียหายต่อแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลน้อยใหญ่ที่แสนเปราะบาง รุนแรงในระดับที่ระบบนิเวศไม่อาจฟื้นคืนกลับมาได้  ขณะที่อุตสาหกรรมประมงที่ใช้เบ็ดราว ซึ่งติดตั้งเบ็ดตะขอหลายพันอัน ยาวเป็นระยะทางไกลได้กว่า 20 กิโลเมตร โดยเหยื่อของเบ็ดราวนี้นอกจากปลาทูน่าแล้ว ยังรวมถึงสัตว์ชนิดๆ อื่น เข่น ฉลามและนกทะเล  ขณะที่เรืออวนล้อม (purse seine) ก็ใช้แหขนาดใหญ่ล้อมจับปลา ไม่เลือกขนาดเล็กใหญ่ ควบคู่ไปกับการใช้ ซั้งดักปลา หรืออุปกรณ์ล่อปลา (Fish Aggregating Devices  – FADs) ที่ล่อให้ปลาหลากหลายชนิด รวมถึงสิ่งมีชีวิตในทะเลอื่นๆ เข้ามาติดกับ เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิธีการทำประมงที่เป็นภัยคุกคามต่อความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเล และตัดวงจรชีวิตของสัตว์น้ำทั้งหลายได้รอดชีวิตและเจริญเติบโตต่อไปได้

ชีวิตที่ถูกพรากไปของแรงงานประม

Skipjack tuna caught by pole-and-line off Flores, Indonesia. Tuna products are the second biggest Indonesian fishery product exports, contributing 13 percent of total export value. Japan, the United States, and European Union countries have been the main market for fresh and frozen tuna from Indonesia. The waters between Indonesia and Australia in the east Indian Ocean are known to be an important spawning for yellowfin, bigeye, and bluefin tuna. Fishing practices like pole & line contribute to the long-term sustainability and evolution of the stock.

ชุมชนชายฝั่งหลายแห่งทั่วโลกล้วนพึ่งพาอาศัยทะเล และทรัพยากรในท้องทะเลเป็นแหล่งรายได้หลักของครอบครัว จากข้อมูล กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา มีการจ้างแรงงานจำนวนมากเพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมการทำประมงและกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การต่อเรือ หรือการแปรรูปอาหารทะเล  ในแง่หนึ่ง อาหารทะเลเป็นแหล่งที่มาของโปรตีนที่สำคัญของประชากรโลก แต่ในอีกด้านหนึ่ง การทำประมงนั้นเป็นมากกว่าเพื่ออาหาร แต่ยังเป็นภาพสะท้อนของอัตลักษณ์ความเป็นชุมชน และตัวตนของผู้คนอีกด้วย

ความมั่นคงทางอาหารและสิทธิ์ในการเข้าถึงทรัพยากร เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อบรรดาชุมชนชายฝั่ง แต่จากสถานการณ์ปัจจุบัน ที่เอื้อให้อุตสาหกรรมประมงพาณิชย์ มีโอกาสเข้าถึงและกอบโกยจากท้องทะเล ประหนึ่งท้องทะเลคือร้านบุฟเฟ่ต์อิ่มอร่อยไม่อั้น ส่งผลให้ชุมชนท้องถิ่นและประมงพื้นบ้านขนาดเล็กเสี่ยงต่อการสูญเสียอัตลักษณ์ทางอาชีพของตน รวมไปถึงแหล่งความมั่นคงทางรายได้ที่สำคัญ

อาหารทะเลราคาถูก จากแรงงานบังคับ

ปลาทูน่ากระป๋อง อาจเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ ราคาคุ้มค่า หาซื้อได้ง่ายสำหรับผู้บริโภค แต่ที่มาของทูน่าที่ผู้ผลิตอาจไม่อยากให้เรารับรู้ นอกจากกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการใช้เครื่องมือประมงแบบทำลายล้างแล้ว ยังมีต้นทุนด้านอื่นๆ ที่ถูกปกปิดซ่อนเร้นไว้ เช่น การละเมิดสิทธิแรงงานบนเรือประมง

การทำประมงต้องอาศัยแรงงานคนจำนวนมาก ในขณะที่ต้นทุนอย่างเช่น น้ำมัน เป็นสิ่งที่บริษัทไม่สามารถลดหรือเลี่ยงได้ แต่ค่าแรงของแรงงาน  ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 30-50% ของต้นทุนทั้งหมด โดยส่วนใหญ่ที่ทำงานบนเรือมักเป็นแรงงานต่างชาติ ที่มาจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลับเป็นเป้าหมายแรกๆ ที่บริษัทจะใช้เป็นข้ออ้างเพื่อตัดลดค่าใช้จ่ายให้ยังคงได้กำไรสูงสุด

จากข้อมูลที่ทางกรีนพีซเข้าไปสัมภาษณ์แรงงานต่างด้าวที่เคยทำงานบนเรือประมง พบว่า ทั้งหมดโดนหลอกให้มาทำงาน พร้อมคำสัญญาถึงค่าตอบแทนจำนวนมาก และโอกาสที่ช่วยให้ครอบครัวมีสถานะที่ดีขึ้น  แต่เมื่อเริ่มต้นทำงาน บรรดาแรงงานเหล่านี้กลับต้องตกอยู่ในสภาวะที่เหมือนกับตกนรกทั้งเป็น เพราะต้องทำงานต่อเนื่องหลายชั่วโมง แลกกับค่าแรงเพียงน้อยนิดหรืออาจไม่ได้อะไรตอบแทนเลย ทั้งยังมักเสี่ยงกับการถูกล่วงละเมิด ขณะที่ กิจกรรมการขนถ่ายสัตว์น้ำกลางทะเล (Transshipment) ยังเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อแรงงาน ให้ต้องอยู่ในทะเลยาวนานมากขึ้น เพราะเรือประมงไม่จำเป็นต้องเทียบท่าไปส่งอาหารทะเล

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความท้าทายของอุตสาหกรรมประมง

A shark is hauled aboard the Long Xing 621, a Chinese longliner fishing for tuna in the mid-Atlantic.

The Greenpeace ship Arctic Sunrise and crew are investigating distant water fishing fleet practices in the Mid-Atlantic during September and October 2019.

ภาวะฉุกเฉินทางสภาพภูมิอากาศ ถือเป็นภัยคุกคามหนึ่งที่เลวร้ายที่สุดต่อระบบนิเวศทางทะเล เพราะ อุณหภูมิที่สูงขึ้นหมายถึงมหาสมุทรที่ร้อนขึ้นตามไปด้วย กระทบต่อสิ่งมีชีวิตในทะเลต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ นอกจากนี้ สภาวะน้ำทะเลเป็นกรด ก็เป็นผลมาจากก๊าซพิษที่ถูกปล่อยออกสู่บรรบากาศ อย่างเช่นก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ ที่มีต้นกำเนิดจากการเผาไหม้ถ่านหิน หรือน้ำมันดิบแล้วร่วงหล่นลงสู่น้ำทะเล  ทั้งนี้ มหาสมุทร มีศักยภาพที่จะสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนได้มากกว่าป่าไม้ถึง 3 เท่า ถ้าเรามีมหาสมุทรที่อุดมสมบูรณ์ หรือสัตว์ทะเลอย่าง วาฬ และปลาบางชนิดก็สามารถช่วยกักเก็บก๊าซคาร์บอนไว้ในร่างกายได้เช่นกัน

ขณะนี้ปริมาณแหล่งประมงที่สำคัญทั่วโลกกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ รวมไปถึงสถานการณ์การทำประมงที่มากเกินขีดความสามารถในการผลิตของทะเล (overfishing) ประกอบกับช่องโหว่งทางกฎหมายที่เอื้อให้มีการกระทำประมงที่ผิดกฎหมาย ปราศจากการรายงานและขาดการควบคุม หรือที่เรียกกันว่า IUU (Illegal Unreported and Unregulated Fishing) ซึ่งเป็นลักษณะการทำประมงที่ขัดต่อหลักกฎหมายประเทศและหลักกฎหมายสากล ทั้งนี้ มีรายงานว่า ประมงแบบผิดกฎหมาย (IUU Fishing) มีมูลค่าสัดส่วนสูงถึง 23,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี ประกอบกับการเอาผิดกับผู้ประกอบการที่ทำผิดกฎหมายก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

ผู้บริโภคอย่างคุณสามารถทำอะไรได้บ้าง?

เช่นเดียวกับเรื่องราวของอาหารทั่วโลกที่เราผู้บริโภคมีโอกาสรับรู้ สัมผัส และมองเห็นอาหารที่อยู่ตรงหน้า หลังผ่านกระบวนการผลิตและถูกบรรจุอยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม พร้อมรับประทานแล้ว หรือพร้อมวางขายในซุปเปอร์มาร์เก็ต  แต่เบื้องหลังของอาหารของเราล้วนมีที่มา เรื่องราวซุกซ่อนอยู่เสมอ พวกมันมาได้ อย่างไร ใครจับมา และจับมาจากที่ไหน  มักเป็นประเด็นคำถามที่ถูกมองข้าม  หรือทำให้ไม่มีความจำเป็นที่ผู้บริโภคต้องรู้ การเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมประมงนั้นอาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การติดอาวุธความรู้เกี่ยวกับอาหารทะเลอย่างยั่งยืนเป็นเรื่องใกล้ตัว ที่เราทุกคนทำได้ ด้วยการเป็นผู้บริโภคที่เป็นมิตรต่อมหาสมุทร

Fishmongers sell juvenile yellow tuna fish in the old market in Puerto Princesa in the Philippines.

อีกก้าวต่อไป ที่เราทำได้ คือการตรวจสอบ ติดตาม กับภาครัฐว่ามีกระบวนการอย่างไร เพื่อรับรองว่าการทำประมงของประเทศเรานั้นเป็นการบริหารจัดการประมงอย่างรับผิดชอบ ด้วยแรงผลักดันจากเราทุกคน เราสามารถปกป้องมหาสมุทร และสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตในท้องทะเลได้ รวมไปถึงแรงงาน เพื่อนร่วมโลกของเรา ตลอดจนชุมชนประมงพื้นบ้าน เพื่อเป็นหลักประกันว่าเราจะยังมีความมั่นคงทางอาหารส่งต่อให้ลูกหลานเราต่อไป

Humpback Whale in the Indian Ocean. © Paul Hilton / Greenpeace
ร่วมผลักดันเขตคุ้มครองระบบนิเวศทางทะเลในมหาสมุทรโลก

ด้วยวิกฤตหลายๆด้านที่กำลังคุกคามมหาสมุทร เราจึงจำเป็นต้องปกป้องมหาสมุทรโลกอย่างน้อย 1 ใน 3 ส่วนภายในปี พ.ศ.2573 

มีส่วนร่วม